‘แอมเนสตี้’ ลิสต์ 7 ปมน่าเป็นห่วง จี้รัฐบาลไทยปรับปรุง หลังพบสถานการณ์ด้านสิทธิปี 65 ยังไม่ชอบธรรม
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ห้องกมลทิพย์ 3 ชั้น 2 โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ จัดงานแถลงข่าว เปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปี 2565/66 ซึ่งแอมเนสตี้ฯ จัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกในวันนี้ โดยวิเคราะห์สถานการณ์สิทธิมนุษยชนตลอดปี 2565 ใน 156 ประเทศ นำเสนอขั้นตอนที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการเพื่อรับมือกับความท้าทาย และพัฒนาชีวิตของผู้คนทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในหัวข้อ “เลือกตั้ง 66: อนาคตประเทศไทยและก้าวต่อไปของสิทธิมนุษยชน” โดย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สำหรับประเทศไทย มีหลายประเด็นที่น่าห่วงใย เช่น สิทธิในเสรีภาพการชุมนุม สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก สิทธิในเสรีภาพการสมาคม การบังคับบุคคลให้สูญหาย การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย สิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง สิทธิของผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัยและผู้อพยพ และการเลือกปฏิบัติ เป็นต้น

นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ น.ส.ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ประธานกรรมการ แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย นำกล่าวสรุปภาพรวมรายงานสิทธิมนุษยชนทั่วโลก พร้อมแถลงข้อเรียกร้อง ก่อนยื่นถึงรัฐบาลไทย ผ่านตัวแทน
สำหรับ ข้อเสนอแนะของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ต่อรัฐบาลไทย มีดังนี้
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลติดตามข้อมูลสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยตลอดทั้งปี 2565 พบความก้าวหน้าในความพยายามพัฒนาด้านสิทธิมนุุษยชนของรัฐบาล รวมทั้งการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย อย่างไรก็ดี ยังคงมีอีกหลายประเด็นที่รัฐบาลไทยต้องดำเนินการ เพื่อปรับปรุงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ด้วยเหตุดังกล่าวเราจึงมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ
1.ยกเลิกข้อกล่าวหา สั่งไม่ฟ้องคดี และงดเว้นจากการดำเนินคดีเพิ่มเติม ต่อบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเพียงเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วงโดยสงบ รวมทั้งบุคคลที่ถูกดำเนินคดีตามข้อกำหนดห้ามการชุมนุมสาธารณะ ที่ประกาศใช้ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)
2.สอบสวนเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายที่ต้องสงสัยว่า ใช้กำลังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อสลายหรือควบคุมการชุมนุมประท้วง ที่ขัดกับกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมทั้งหลักการพื้นฐานขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย หากเหมาะสม ควรมีการดำเนินคดีตามขั้นตอนปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐานการพิจารณาที่เป็นธรรมระหว่างประเทศ
3.จัดอบรมอย่างเหมาะสมและเข้มแข็งให้กับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการการชุมนุมสาธารณะ โดยคำนึงถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการคุ้มครองผู้ชุมนุมประท้วงที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี การใช้กำลังและการใช้อาวุธใดๆ ต้องสอดคล้องตามข้อกำหนดระหว่างประเทศว่าด้วยความถูกต้องตามกฎหมาย เป้าหมายที่ชอบธรรม ต้องกระทำเท่าที่จำเป็น และเป็นการกระทำที่ได้สัดส่วน
4.กำกับดูแลการใช้กระสุนจลนศาสตร์หรือกระสุนวิธีโค้งที่มีแรงกระแทก (Kinetic Impact Projectiles – KIPs) เช่น กระสุนยาง โดยห้ามการใช้แบบเหมารวมในการควบคุมฝูงชน และประกันว่าให้ใช้เป็นเครื่องมือสุดท้ายเท่านั้น กรณีที่แนวทางที่สุดโต่งน้อยกว่านี้ไม่เพียงพอต่อการควบคุมบุคคลที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามโดยพลัน และทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อบุคคลอื่นได้ ทั้งนี้ไม่ควรมีการเล็งกระสุนดังกล่าวไปที่ร่างกายส่วนบน หรือบริเวณขาหนีบ
5.จัดให้มีการเยียวยาอย่างเป็นผลกับผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบ ซึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากการใช้กำลังอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย หรือการคุกคาม ข่มขู่ และการสอดแนมข้อมูลของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
6.จัดให้มีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเกื้อหนุน เพื่อช่วยให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้สื่อข่าว และผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบ รวมทั้งบุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ให้สามารถใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมประท้วงโดยสงบได้โดยไมถูกข่มขู่ คุกคาม และถูกดำเนินคดี

สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก
1.แก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกข้อบทที่มีปัญหาในกฎหมาย ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อปราบปรามผู้ที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก รวมทั้งกฎหมายหมิ่นประมาททกษัตริย์ (มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา) กฎหมายยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญา) กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา (326 และ 328 ของประมวลกฎหมายอาญา) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ และกฎหมายละเมิดอำนาจศาล
2.ยกเลิกการดำเนินคดีอาญาใดๆ ต่อบุคคลที่ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายความมั่นคง เพียงเพราะการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก และให้ปล่อยตัวนักโทษทางความคิดทุกคนโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข
3.งดเว้นจากการกำหนดโทษอาญาและการห้ามแบบเหมารวมต่อการเผยแพร่ข้อมูล รวมทั้งการใช้หลักเกณฑ์ที่กำกวมและตีความได้กว้างขวาง เช่น “ข่าวปลอม” หรือ “เผยแพร่ข้อมูลเท็จ” ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เพื่อจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออ
4.ดำเนินการสอบสวนโดยทันที อย่างรอบด้าน เป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพต่อกรณีที่มีการใช้สปายแวร์เพกาซัส และเทคโนโลยีสอดแนมข้อมูลอื่นๆ และทำความตกลงชั่วคราวระงับการขาย ส่งต่อ และการใช้สปายแวร์ จนกว่าจะมีการกำหนดหลักประกันเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อควบคุมการใช้งานของสปายแวร์เหล่านี้ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัว และสิทธิในเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมโดยสงบ

สิทธิในเสรีภาพการสมาคม
1.ประกันว่าสิทธิในการจัดตั้งและรวมตัวเป็นสมาคมจะต้องไม่ถูกควบคุมและจำกัด โดยให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อ 22 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีนี้ รัฐบาลไทยต้องถอนร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
2.กำหนดหลักประกันด้านกฎหมายและการปกครอง เพื่อคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการสมาคม ในระหว่างการดำเนินงานเพื่อปราบปรามการฟอกเงินและการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย หลักประกันเช่นนี้ควรประกันว่า มาตรการที่ใช้เพื่อต่อต้านการฟอกเงิน และต่อต้านการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้าย จัดทำขึ้นตามพื้นฐานความเสี่ยง มีเป้าหมายเฉพาะ และเป็นการกระทำที่ได้สัดส่วน และองค์กรไม่แสวงหากำไรยังคงสามารถดำเนินงานได้อย่างเสรี โดยไม่ถูกรบกวนการดำเนินงานที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF)
การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่น และการบังคับบุคคลให้สูญหาย
1.ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เลื่อนการบังคับใช้มาตรา 22 ถึง 25 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งเป็นข้อบทสำคัญที่ให้หลักประกันเชิงกฎหมายและขั้นตอนปฏิบัติ เพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ และการบังคับให้สูญหาย ตลอดทั้งกระบวนการจับกุมและควบคุมตัว
2.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่อประกันให้มีเนื้อหาสอดคล้องตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ รวมทั้งการกำหนดข้อบทที่ (1) ห้ามใช้ข้อมูลที่ได้มาจากการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ และการบังคับให้ญหาย เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการตามกฎหมาย และ (2) ห้ามการนิรโทษกรรมต่ออาชญากรรมเหล่านี้ รวมทั้ง (3) ปรับปรุงแก้ไขโครงสร้าง องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายเพื่อประกัน ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ลำเอียง
3.ดำเนินการสอบสวนโดยทันที อย่างรอบด้าน เป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพเมื่อมีข้อกล่าวหาว่ามีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย และการบังคับบุคคลให้สูญหาย หากเหมาะสมให้มีการดำเนินคดีตามขั้นตอนปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรฐานการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมระหว่างประเทศ กรณีที่เป็นการบังคับบุคคลให้สูญหาย ให้จำแนกและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ของผู้เสียหาย เพื่อให้ครอบครัวและบุคคลที่รักได้ทราบความจริง
4.ให้สัตยาบันรับรองทันทีต่อพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ

สิทธิของผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัยและผู้อพยพ
1.ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และประกันว่าผู้ขอลี้ภัยสามารถเข้าถึงขั้นตอนการขอที่ลี้ภัยอย่างเต็มที่ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยไม่มีการปิดกั้นใดๆ
2.ประกันว่าผู้ขอลี้ภัย ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ จะไม่ถูกเนรเทศ ส่งกลับ หรือบังคับให้เดินทางกลับไปยังประเทศอันเป็นภูมิลำเนาของตนที่อาจเผชิญกับการประหัตประหาร การทรมาน ความรุนแรง หรือการละเมิดหรือปฏิบัติมิชอบร้ายแรงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างอื่น โดยคำนึงถึงหลักการไม่ส่งกลับตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และหลักประกันตามกฎหมายในประเทศตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย
3.ภาคยานุวัติอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 และพิธีสารเลือกรับ พ.ศ. 2510
4.ปล่อยตัวผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยที่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากสถานะของการเข้าเมืองไม่ปกติ แสวงหาแนวทางอื่นนอกจากการควบคุมตัว เพื่อบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง และให้ใช้การควบคุมตัวเป็นมาตรการในกรณีที่เป็นข้อยกเว้น โดยต้องมีการประเมินเป็นรายกรณีเกี่ยวกับความต้องการด้านมนุษยธรรมและความเสี่ยงหากพวกเขาได้รับการปล่อยตัว ให้มีการพิจารณาทบทวนเป็นระยะ และให้ควบคุมตัวในเวลาสั้นสุดเท่าที่จำเป็น
5.แก้ไขร่างประกาศคณะกรรมการคัดกรองบุคคลภายใต้ความคุ้มครองเพื่อประกันว่า กลไกคัดกรองระดับชาติให้ความคุ้มครองกับบุคคลทุกคนที่ขอที่ลี้ภัยในประเทศไทย แก้ไขคำนิยามของ “ผู้ลี้ภัย” ในกลไกดังกล่าวให้สอดคล้องตามอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย และเปิดโอกาสให้ผู้ขอสถานะบุคคลภายใต้ความคุ้มครองสามารถอุทธรณ์คำสั่งผ่านศาลได้ หรือให้ศาลสามารถตรวจสอบคำสั่งที่เกิดขึ้นจากกลไกนี้ได้

สิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง
1.ให้นำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารพอละจี รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ในชุมชนของชนเผ่าพื้นเมืองและชนกลุ่มน้อยด้านชาติพันธุ์มาลงโทษโดยไม่ชักช้า โดยกระบวนการทางอาญาต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการพิจารณาที่เป็นธรรม
2.ประกันให้มีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเกื้อหนุน เพื่อช่วยให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชน สามารถทำงานเกี่ยวกับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองได้ รวมทั้งให้ยกเลิกข้อหาให้การเท็จต่อวราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความสิทธิมนุษยชน ซึ่งว่าความให้กับชาวบ้านกะเหรี่ยงที่ถูกบังคับไล่รื้อออกจากที่ดินของบรรพชนของตน
3.ประกันว่าโครงการพัฒนาและการอนุรักษ์ใดๆ เคารพต่อสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ สอดคล้องตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมทั้งปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมือง
การเลือกปฏิบัติ
1.ยุติการเก็บและใช้ตัวอย่างดีเอ็นเอในวงกว้างและเลือกปฏิบัติ และการมุ่งตรวจค้นบุคคลบางกลุ่มด้วยเหตุผลด้านเชื้อชาติทุกรูปแบบ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่เลือกปฏิบัติ และการบังคับให้ลงทะเบียนซิมการ์ดเพื่อการสอดแนมข้อมูล โดยเฉพาะในพื้นที่ในจังหวัดชายแดนใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู และพื้นที่อื่นๆ ของชนเผ่าพื้นเมือง
2.ประกันให้มีการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ทหารอย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกันการมุ่งตรวจค้นบุคคลบางกลุ่มด้วยเหตุผลด้านเชื้อชาติทุกรูปแบบ รวมทั้งในจังหวัดชายแดนใต้ และประกันว่าเหยื่อของมาตรการจำกัดสิทธิด้วยเหตุผลด้านเชื้อชาติ สามารถเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ
3.กำหนดกรอบกำกับดูแลเพื่อป้องกันการป้อนข้อมูลเข้าไปในฐานข้อมูลของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยอาจเป็นข้อมูลที่มีอคติทางเชื้อชาติ หรือส่งผลให้เกิดอคติทางเชื้อชาติ โดยกรอบการดำเนินงานนี้ต้องสอดคล้องตามบรรทัดฐานและมาตรฐานระหว่างประเทศ และประกอบด้วยหลักประกันด้านกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่เป็นอิสระ



