‘สุวัจน์ ลิปตพัลลภ’ มั่นใจ! ปรับฐานอุตฯไทยนำเทคโนโลยีหนุนแข่งขัน โตเทียบสมัย ‘นายกฯชาติชาย’
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดงานประชุมสามัญประจำปี 2566 โดย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวในเสวนาเรื่อง “วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย”
นายสุวัจน์กล่าวว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมที่เผชิญปัญหากันอยู่ ขณะนี้จะขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมอย่างไร จะเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันอย่างไรนั้น ถ้าจำความได้ในสมัยที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการดำรงตำแหน่งประธานอุตสาหกรรม การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยสูงสุด 10% ใน 3 ปีติดต่อกัน และหลังจากหมดสมัยแล้วขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมตกลงมาตลอด วันนี้อยู่ที่ลำดับ 35 ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)
นายสุวัจน์กล่าวว่า สำคัญที่สุดก็คือเทคโนโลยี ไทยเป็นประเทศส่งออกเทคโนโลยีระดับต่ำ แต่นำเข้าเทคโนโลยีระดับสูง เรียกว่าเสียดุลการค้า ฉะนั้น ไทยยังใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมน้อยมาก จึงต้องดำเนินการอย่างจริงจังในการเพิ่มทักษะ หรือรีสกิลแรงงาน รีโนเวตภาคอุตสาหกรรม ในการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้
“นอกจากนี้ วันนี้เรื่องบีซีจีคือเศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสีเขียว และอีเอสจีเป็นเรื่องใหม่ของภาคอุตสาหกรรม ถ้าไม่รีบทำความรู้มารีบทำความเข้าใจต่อไปไทยจะไปเจอปัญหาหนักกว่านี้ ดังนั้น วันนี้ต้องเทิร์นภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดมาสร้างอุตสาหกรรมที่อยู่บนจุดแข็งและเป็นอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจะเป็นฐานใหม่ที่จะทำให้ไทยอยู่ได้ด้วยความยั่งยืนและเสริมสร้างจุดแข็งของประเทศ” นายสุวัจน์กล่าว
นายสุวัจน์กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนากล้าจึงดำเนินนโยบายเศรษฐกิจใหม่ “เศรษฐกิจเฉดสี” มูลค่า 5 ล้านล้านบาท คือแบ่งเศรษฐกิจเป็นสีต่างๆ เช่น สีเหลือง จะหยิบเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ สีเขียว เรื่องสิ่งแวดล้อม สีขาว เรื่องท่องเที่ยวสายมู สีเงิน เศรษฐกิจสุขภาพ เศรษฐกิจผู้สูงอายุ จึงคิดว่าระบบทั้งหมดคือสิ่งที่พรรคชาติพัฒนากล้าคิดอย่างเป็นระบบ และทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานนโยบายใหญ่ที่เรียกว่า “งานดี มีเงิน ของไม่แพง”
“สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่าน นักอุตสาหกรรม นักลงทุน เชื่อมั่นในนโยบายพรรคชาติพัฒนากล้า” นายสุวัจน์กล่าว

