‘สุวัจน์’ ชูนโยบาย 4 สเต็ปฟื้นเศรษฐกิจ ดันเที่ยวจุดแข็งไทย ลั่น! 4 ปี โกยเงิน 5 ล้านล้าน
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดงานประชุมสามัญประจำปี 2566 โดย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวเสวนาเรื่องวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยนั้น
นายสุวัจน์กล่าวว่า นโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมนั้น ทำไมต้องใช้คำว่าฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงอยากเท้าความว่าหลังจากที่ประเทศไทยประเชิญกับปัญหาโควิด จึงทำให้มีปัญหาสงครามการค้า รวมถึงสงครามที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น จาก 3 ปัจจัยนี้จึงทำให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหา
ก่อนเกิดโควิด ปี 2562 เศรษฐกิจโตประมาณ 3.5-4% และปี 2563 เกิดโควิดเศรษฐกิจติดลบ 6% ขณะที่ปี 2564 กลับมาดีขึ้นที่ 1.6% และปี 2565 ขยายตัวทางเศรษฐกิจกลับมาอยู่ที่ 2.6% โดยใน 3 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยขาดทุนทั้งหมด ซึ่งในคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2566 ขยายตัวได้ 3% อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูเศรษฐกิจแท้จริงและต้องดึงเศรษฐกิจกลับไปอย่างน้อยต้อง 4-5%
“วิธีการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น ต้องบอกว่าทุกคนคือนักลงทุน วันนี้มีสงครามการค้า สงครามเศรษฐกิจมีน้ำมันแพง มีเงินเฟ้อ เศรษฐกิจถดถอย ดอกเบี้ยขาขึ้น โลกร้อน และยังมีการใช้เศรษฐกิจใหม่อย่างบีซีจี อีเอสจี เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องคิดหนักและคิดนานในการลงทุน” นายสุวัจน์กล่าว

ดังนั้น วิธีจะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีที่สุดต้องเอาจุดแข็งของประเทศไทยคือการท่องเที่ยว ซึ่งก่อนเกิดโควิดมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยสูงถึง 40 ล้านคน พอมีปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวเศรษฐกิจแย่ลง แต่พอเปิดประเทศมาได้ครึ่งปี วันนี้นักท่องเที่ยวกลับมาได้ประมาณ 25 ล้านคน เศรษฐกิจเริ่มรีบาวด์ สะท้อนจากแหล่งการท่องเที่ยวของไทยเริ่มมีความคึกคักและดีขึ้น
นายสุวัจน์กล่าวว่า การท่องเที่ยวเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เพราะเป็นเครื่องยนต์ที่ไม่ต้องการความเชื่อมั่น ไม่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ไม่เกี่ยวกับโลกร้อน ไม่เกี่ยวกับบีซีจี ไม่เกี่ยวกับอีเอสจี การท่องเที่ยวเกี่ยวข้องอย่างเดียวคืออาหารอร่อยหรือไม่ ปลอดภัยหรือไม่ และมีการต้อนรับดีแค่ไหน ฉะนั้น วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีที่สุด ฟื้นฟูดีที่สุด และเร็วที่สุดก็คือการท่องเที่ยวที่เป็นจุดแข็งของประเทศ
หากพูดถึงเมืองไทยเมืองท่องเที่ยวของโลกและรายได้จากการท่องเที่ยวแก้ไขปัญหาทุกอย่างลดความเหลื่อมล้ำ เสมอภาค ไปทุกอาชีพ ไปทุกหมู่บ้าน ไปทุกตำบล กระจายตัวได้เร็วที่สุด ฉะนั้น พรรคชาติพัฒนากล้า มองเห็นว่าถ้าอาศัยการลงทุนอาจจะช้า ซึ่งเร็วที่สุดที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศคือการท่องเที่ยว จึงมีการนำเสนอนโยบายว่าเพิ่มนักท่องเที่ยวให้เป็นสองเท่า
นายสุวัจน์กล่าวว่า วันนี้นักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ถ้าอัตราการเจริญเติบโตแค่ 20% โดยใน 4 ปี นักท่องเที่ยวจะประมาณ 70-80 ล้านคน คนไทย 1 คนรับนักท่องเที่ยว 1 คน และนักท่องเที่ยวเคยอยู่ไทย 10 วัน อาจจะเพิ่มเป็น 12 วัน เคยใช้จ่ายวันละ 5,000 บาท อาจจะเพิ่มเป็น 6,000 บาท
“ดังนั้น 70 ล้านคน คูณ 12 วัน คูณ 6,000 บาท จะเท่ากับเม็ดเงิน 5 ล้านล้านบาท เพิ่มจาก 2 ล้านล้านบาท เพียงสร้างอัตราการเจริญเติบโตและทำเรื่องการท่องเที่ยวกันอย่างจริงจัง” นายสุวัจน์กล่าว
นายสุวัจน์กล่าวว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจขณะนี้ต้องทำเรื่องการท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาจุดหมายปลายทาง การสร้างโปรดักต์ เช่น สตรีทฟู้ดต้องหยิบมาใช้ ซอฟต์เพาเวอร์หยิบมาใช้ การอำนวยความสะดวกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด รองลงมาจากการท่องเที่ยวก็คือการส่งออก
อย่างไรก็ตาม ส่งออกไทยยังดี แม้จะชะลอตัวลงนิดนึง แต่ถ้าหาตลาดใหม่ ตลาดตะวันออกกลาง (Middle East) แอฟริกา ละตินอเมริกา ยังมีให้ประเทศไทยได้ไปเสมอและเป็นขั้นที่ 2
และขั้นที่ 3 ของการฟื้นฟูเศรษฐกิจก็คือชาตินิยม การลงทุนในประเทศไทย การลงทุนภาครัฐ การลงทุนถาคเอกชน ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยได้มากขึ้น เช่น ขณะนี้ไทยมีการค้าโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) หากไปเร่งเรื่องการสร้างทางรถไฟ สนามบิน ใช้งบลงทุน 4-5 แสนล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาล
และขั้นสุดท้าย ไทยต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ปรับฐานเศรษฐกิจในประเทศ จากนี้ไปประเทศจะต้องเดินไปบนเศรษฐกิจที่เป็นจุดเข้มแข็ง และจุดแข็งของเศรษฐกิจไทยคือการเป็นมหาอำนาจทางการเกษตร ข้าว อ้อย น้ำมัน ปาล์ม ข้าวโพด ที่ไม่มีใครยิ่งใหญ่เท่าประเทศไทย แต่วันนี้ยังไม่ได้หยิบมาใช้ ยังไม่ได้ใส่เทคโนโลยี ยังไม่ได้ใส่อุตสาหกรรม ยังไม่ได้ใส่นวัตกรรมไปอย่างเต็มที่ ดังนั้น นี่คือจุดแข็งของประเทศไทย
“ฉะนั้น ถ้าทำตามแผนและไล่ตามสเต็ปเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเร็วขึ้น และลำดับต่อไปจะยั่งยืนโดยที่ไม่มีใครแข่งกับไทยได้” นายสุวัจน์กล่าว

