เดินหน้าชน : ‘บำนาญผู้สูงอายุ’

29.03.23 | 12:04 น.

ปัญหาผู้สูงอายุในบ้านเรา เปรียบเหมือนระเบิดเวลา ถ้าไม่รีบแก้ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมไทย ในเวลาไม่นานจากนี้ ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างจริงจังและรวดเร็ว 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 มี..2566 ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเวทีระดมความเห็นเรื่อง ระบบบำนาญผู้สูงอายุ เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับผู้สูงอายุ 

ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. มองว่า การพัฒนาระบบบำนาญแห่งชาติเป็นความคุ้มครองทางสังคมช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเคราะห์ร้าย ช่วยคุ้มครองไม่ให้กลายเป็นคนยากจน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อนาคตไทยต้องเผชิญความเสี่ยงวิกฤตความยากจนในผู้สูงอายุ

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่าหลักประกันรายได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุต้องขับเคลื่อน 5 องค์ประกอบ 1.พัฒนาผลิตภาพประชากร การมีงานทำและมีรายได้จากการทำงานที่เหมาะสมตลอดช่วงวัย  2.การออมระยะยาวเพื่อยามชราภาพเชื่อมการออมของปัจเจกบุคคลและรวมหมู่ที่ครอบคลุม เพียงพอ และยั่งยืน 3.เงินอุดหนุน (บำนาญ) และบริการสังคมที่จำเป็นจากรัฐ (บำนาญ) 4.การเข้าถึงหลักประกันสุขภาพโดยเฉพาะบริการสุขภาพระยะยาว (Long-term care) และ 5.การดูแลจากครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่น

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ภาคการเมืองต้องตอบสังคมให้ได้ คือ จะนำเงินมาจากไหน เพราะไทยเก็บภาษีได้เหลือเพียง 13% ของจีดีพี เห็นด้วยกับข้อเสนอการขยายฐานภาษี ภาษีฐานทรัพย์สินและการลดนโยบายเอื้อให้กับคนรวย (Pro-rich) ลดความเหลื่อมล้ำได้ ไม่ว่าจะยกเลิกการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล

Advertisement

ยังขาดเงินอีก 4-5 แสนล้าน การหารายได้เข้ารัฐ มักพูดถึงการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพราะง่ายสุด ควรต้องดำเนินการแบบ Earmarked (เอียร์มาร์ก) คือ ระบุวัตถุประสงค์การเก็บและใช้ภาษีส่วนนั้นเพื่อสวัสดิการ ปัจจุบันประชาชนไม่อยากจ่ายภาษีเพิ่ม เพราะไม่พอใจการใช้จ่ายภาษีของรัฐ แต่ถ้าชัดเจนว่า 1 บาทที่จ่าย จะเข้าไปเติมเงินในบัญชีเงินออมของเขา อันนี้เป็นไปได้

เพดาน VAT ของเราคือ 10% แต่เมื่อ 21 ปีที่แล้ว เราลดชั่วคราวเหลือ 7% มาถึงปัจจุบัน จะเพิ่มกลับไปที่ 10% โดย 3% นั้นถูก earmarked ให้เป็นเงินออมของทุกคน เพียง 3% ก็ได้มาประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท 

ถ้าเก็บ VAT ต่ำกว่านั้น อาจกำหนดให้คนได้เกินจากบำนาญประกันสังคม ยังไม่ต้องรับบำนาญก่อน คือให้เฉพาะคนไม่มี หรือคนอยู่นอกระบบ เช่น เกษตรกร และผู้สูงอายุไม่มีหลักประกัน ตรงนี้อยู่ในวิสัยทำได้ จากนั้นออกกฎหมายกำหนดว่าเบี้ยยังชีพเหมาะสมคุ้มครองขั้นต่ำเท่าใด เช่น อ้างอิงจากเส้นความยากจน เงินส่วนหนึ่งมาจาก earmarked มาจากการบังคับออม แล้วเติมอีกส่วนจากการปรับระบบภาษี และการจัดระบบงบประมาณให้เหมาะสมนายอภิสิทธิ์กล่าว

อดีตนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ความเร่งด่วนคือ 1.เมื่อเป็นผู้สูงอายุแล้วจะต้องมีสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐบาลชุดใดก็เบี้ยวไม่ได้ เช่น อ้างว่าไม่มีเงินไม่ได้ ทุกพรรคการเมืองต้องแสดงความชัดเจนว่าเป็นสวัสดิการจริงๆ ไม่ใช่ระบบสงเคราะห์ 2.พรรคการเมืองต้องตอบว่าจะหาแหล่งรายได้จากไหน เพราะถ้าไม่พยายามบังคับให้พรรคการเมืองชี้แจง ทุกอย่างจะกลับไปข้อ 1 คือ เลือกตั้งเสร็จก็พยายามทำที่ได้หาเสียงไว้ ให้เท่าที่ให้ได้ ไม่พยายามสร้างระบบยั่งยืน

สำหรับ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center พรรคก้าวไกล ระบุว่า ตัวเลขให้ผู้สูงอายุคนละ 3,000 บาทต่อเดือน สอดคล้องกับภาคประชาชนเสนอ นอกจากนี้ ควรมีกองทุนดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง 200 บาท/คน/เดือน เพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียงด้วย เพราะความยากจนในผู้สูงอายุมาจาก 1.หนี้สินจากอาชีพ 2.ป่วยติดบ้านติดเตียง

การสร้างบำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาท ต้องใช้งบราว 4.2 แสนล้าน จะช่วยให้ผู้สูงอายุอยู่ในเส้นความยากจนจากเดิม 6% ลดเหลือ 1% แต่ถ้าอัตรา 2,000 บาท จะอยู่ที่ 2% จำเป็นต้องใช้เวลาพัฒนาศักยภาพหารายได้ เป็นขั้นบันได เช่น จาก 600 เป็น 1,500 บาท/เดือนปีแรก ไปถึงเป้าหมาย 3,000 บาท ปี 2570

การหารายได้รัฐ ต้องปรับภาษี 1.ขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนรายย่อยต้องลดลง นำมาสู่รายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท 2.ปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและลดหย่อนภาษี 3.ปรับภาษีที่ดินแบบรวมแปลงและรายแปลง ส่วนนี้จะได้เงินประมาณ 1.5 แสนล้านบาท 4.ปรับภาษีความมั่งคั่งเป็น 0.5% จะได้ 6 หมื่นล้านบาท 5.ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เช่น ลดงบกองทัพ ลดได้ประมาณ 2 แสนล้านบาท

ส่วน .ดร.เอื้อมพร พิชัยสนิธ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ควรทำให้ประชาชนทราบว่ามีฝั่งได้ ก็มีฝั่งต้องจ่าย เราต้องการโมเดลแบบไหน ไม่ใช่เฉพาะเป็นเท่าไหร่ มองภาพใหญ่จะมีจุดร่วมอย่างไร ต้องการสวัสดิการแบบไหนในองค์รวม เพื่อเป็นสัญญาณให้ฝ่ายการเมืองทราบ เช่น ยุโรปเหนือสะท้อนฉันทามติผ่านทางการเมือง แต่ประเทศที่เน้นระบบตลาดสะท้อนผ่านการเลือกตั้ง สำหรับไทยยังไม่มีประชามติชัดเจน

โดยสรุปแล้ว ทุกคนเห็นต่างพ้องว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จนโยบายบำนาญแห่งชาติ เกิดขึ้นจริงได้ด้วยนโยบายจากพรรคการเมือง

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา