ศึกชิง ‘เซฟโซน’ จับจองส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

30.03.23 | 09:20 น.

ศึกชิง‘เซฟโซน’ จับจองส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

หมายเหตุ ความเห็นนักวิชาการกรณีการจัดรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของหลายพรรคการเมือง พบว่าเกิดปัญหาผู้สมัครบางคนไม่พอใจลำดับที่ได้ เพราะต้องการลำดับต้นๆ เพื่อการันตีจะได้เป็น ส.ส.

วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

โดยหลักการ การมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์นั้นมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป้าหมายในการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้ผู้ที่ไม่ใช่นักเลือกตั้งอาชีพ แต่มีความรู้ความสามารถมีโอกาสเข้ามาเล่นการเมือง เพราะนักเลือกตั้งอาชีพจะเก่งด้านการทำคะแนนเสียงในการเป็น ส.ส.เขต หรือการทำงานในพื้นที่ เพราะฉะนั้นในเชิงหลักการ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จึงเป็นการเปิดช่องให้กับคนที่จะเข้ามาสู่การทำงานในทางการเมือง นั่นคือเป้าหมายของรัฐธรรมนูญ

Advertisement

แต่ก็จะมีเป้าหมายที่ซ่อนไว้ใน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ คือการที่นอกจากจะเอาคนที่มีความรู้ความสามารถไปอยู่แล้ว ยังรวมไปถึงการเอาผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีบทบาทในพรรคนั้นๆ และไม่ได้เป็น ส.ส.พื้นที่เข้ามาอยู่ในรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารพรรค หรือผู้ที่เป็นแหล่งทุน เป็นกระเป๋าสตางค์ให้กับพรรค ถ้าเราอยากจะดูว่าพรรคการเมืองใดมีการขับเคลื่อนด้วยใครบ้าง ให้ไปดู 10-20 คนแรก เราก็จะพบรายชื่อผู้ที่มีบทบาทในพรรคการเมืองนั้น เพราะฉะนั้น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จึงต้องมีความสมดุลกันระหว่างในทางหลักการที่ต้องการคนเก่งกับทางที่นำไปใช้จริง คือเรื่องนายทุนพรรคและผู้มีอิทธิพลภายในพรรคเข้ามา ทั้งสองเรื่องต้องไปด้วยกัน

อย่างไรก็ดี เมื่อบริบทการเมืองเปลี่ยนไป ประเด็นในเชิงหลักการที่คนอยากเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองแต่ไม่ได้เป็นนักการเมืองอาชีพให้มาอยู่ในรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กลับไม่เป็นแบบนั้น เพราะในรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของหลายพรรคการเมืองกลับมีนักการเมืองอาชีพมาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับต้นๆ ก็คือหัวหน้าซุ้มใหญ่ๆ ในพรรคการเมืองนั้น

ปรากฏการณ์นี้เราจะพบเห็นในพรรคที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งและมีกระแสดีๆ ตัวอย่างชัดๆ คือในพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็ตาม กลายเป็นว่าหัวหน้ามุ้งที่มีอิทธิพลในเขตลงปาร์ตี้ลิสต์เองด้วยซ้ำ ด้วยเหตุเช่นนี้ในการจัดลำดับรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จึงเป็นสาระสำคัญว่าพรรคจะต้องพึ่งพิงกับใครบ้าง และการจัดปาร์ตี้ลิสต์ตรงนี้หลายครั้งจะทำให้การบริหารงานในพรรคต้องเผชิญกับแรงปะทะหรือแรงเสียดทาน เพราะหลายครั้งการทำงานในพรรคการเมือง หลายคนเป็นมือทำงานแต่เมื่อต้องมาจัดตำแหน่งในปาร์ตี้ลิสต์ การเป็นคนขยันทำงานอาจจะมีอิทธิพลไม่เท่ากับคนที่มีเสียงในพื้นที่ หรือไม่เท่ากับคนที่มีบทบาทอยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองนั้นๆ เพราะฉะนั้น ลำดับรายชื่อในปาร์ตี้ลิสต์ก็จะไม่สอดคล้องกับเป้าหมายที่ให้มีระบบปาร์ตี้ลิสต์ในปี 2540

ตอนนี้จะมี 3 พรรคการเมืองที่คล้ายๆ กัน คือ ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ หรือพรรคในกลุ่มความคิดอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นพรรคที่อยู่ในช่วงขาลงเพราะถือครองอำนาจมานาน ด้วยกระแสขาลงทำให้โอกาสที่ ส.ส.จะมองว่าตัวเองมีโอกาสชนะนั้น หนีไม่พ้นว่าจะเป็นแค่ 10 อันดับแรกเท่านั้น ดังนั้น ในการจัดลำดับต้องคัดคนที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของพรรคเข้ามาอยู่ในลำดับต้นๆ หรือผู้ที่สามารถดึงกระแสของพรรคการเมืองนั้นๆ ได้ บางคนที่รายชื่อไปไกลเกินลำดับ 10 ใน 3 พรรคนี้ก็จะเริ่มเกิดความไม่มั่นใจว่าตัวเองจะได้ไปต่อหรือไม่ หลายคนก็จะออกมาโวยวายไม่ก็ทางหนึ่ง คือประกาศไม่ลงบัญชีรายชื่อไปเลยและไปลง ส.ส.เขต อย่างที่เห็นกรณีของพลังประชารัฐ ที่ถอนตัวจากบัญชีรายชื่อไป 7-8 คน ไปลง ส.ส.เขต บางทียังมีโอกาสได้ง่ายกว่าถ้าเป็นพรรคที่ไม่ค่อยมีกระแสอะไร

นี่คือปรากฏการณ์ของตัวระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งข้อดีคือ ทำให้เห็นภาพว่าพรรคการเมืองไหนได้รับการตอบรับจากสังคมในภาพรวมมากกว่า บริบทจะแตกต่างจาก ส.ส.เขตที่เน้นการทำพื้นที่ อาจจะได้คนที่คนส่วนใหญ่ตั้งคำถามว่าทำไมถึงเลือกคนนี้ แต่ถ้าเป็นบัญชีรายชื่อจะนับรวมทุกคน ถึงแม้เราจะเห็นหัวหน้ากลุ่มการเมืองหรือหุ้นส่วนใหญ่ที่มีอิทธิพลในพรรคมาอยู่ในลำดับต้นๆ แต่ประชาชนจะชอบพรรคไหนจริงๆ ก็เป็นกระแสของทุกคน

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

เป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนที่ลงเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อก็อยากจะอยู่ในโซนที่เซฟตี้ เมื่อไม่ได้ดั่งที่ตัวเองคาดหวัง ก็ผิดหวัง แต่ถ้าหากพรรคการเมืองมีระบบที่ชัดเจน แน่นอน ก็อาจจะจัดสรรได้ดีขึ้น เพราะบางทีมันดูเหมือนกับว่าทำไมคนนั้นได้อันดับดี ทำไมเราได้ลำดับนี้ ถ้าให้คิดกันเองโดยไม่มีหลักตอบ มันก็อาจจะสร้างความไม่พอใจ ถึงขนาดแสดงปฏิกิริยาด้วยการลาออก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ

การจัดอันดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ แล้วแต่คนจะยึดหลัก อย่างสมัยหนึ่งของพรรคไทยรักไทย เคยมีถึง 3 บัญชีด้วยซ้ำไป มีบัญชีรายชื่อ บัญชีกลุ่มที่จะเข้าไปเป็นรัฐมนตรี ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรค ถ้าบางพรรคมีนายทุนใหญ่เป็นเจ้าของ ก็อาจจะมีอำนาจในการจัด บางทีนามสกุลเดียวกันอยู่อันดับต้นๆ เรียงกันก็มี คือไม่ได้มีข้อบังคับในการจัดอันดับ แต่หลักเกณฑ์ตอนแรกที่ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วให้มีการจัดอันดับเพราะเห็นว่ามีคนเก่งๆ หลายคนที่สมัครรับเลือกตั้งแล้วคงหาเสียงไม่เป็น ก็ให้มาสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อแทน เป็นความนิยมมากกว่า เพราะบางทีคนที่จะชนะการเลือกตั้ง ส.ส.ในพื้นที่ได้ ต้องเป็นคนซึ่งหาเสียงเป็น

ถ้ามองอดีตเทียบกับปัจจุบัน การจัดอันดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็ยังเหมือนเดิม แล้วแต่จะตั้งกฎเกณฑ์ บางพรรคก็อาจจะดูนายทุนเป็นหลัก หรือใครจ่ายเงินมากหรือน้อยก็เป็นไปได้ อย่างหนนี้บางพรรค เช่น รวมไทยสร้างชาติ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็บอกว่าจะจัดเป็นฟันเฟือง คือกลุ่มของคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กับอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มนักการเมืองครั้งที่แล้ว เข้ามาสลับที่กันแล้วแต่ว่าพรรคจะสร้างกฎเกณฑ์อะไรขึ้นมา

ทีนี้ เมื่อสร้างกฎเกณฑ์อะไรขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ถ้าเราเป็นคนลงสมัคร ส.ส.แล้วได้อันดับที่เราคิดว่าไม่ยุติธรรมสำหรับเรา มันก็เกิดความไม่พอใจได้ทั้งนั้น

ถามว่าใครเป็นคนจัดอันดับ ในกฎหมายกำหนดให้เป็นกรรมการบริหารพรรคเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อจัดอันดับ แล้วมีมติออกมา หรือที่เรียกกันว่าไพรมารีโหวต โดยปกติพรรคจะต้องส่งคนที่คิดว่าเก่ง ลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อจะให้ไปเป็นฝ่ายบริหาร ถ้าหากว่าพรรคได้รับเลือกเป็นรัฐบาล แต่ปัจจุบันจะเน้นส่งกลุ่มคนที่อยากเป็น แล้วลงทุนมากๆ ซึ่งมักจะได้หน้า

ผลของการจัดอันดับที่ไม่เป็นธรรม เห็นอยู่แล้วว่ามี 2 ทาง ทางหนึ่งคือ คนที่อยากเล่นการเมือง โดยไม่มีความสามารถในการหาเสียง ก็อาจจะต้องใช้วิธีนี้ พรรคอยากจะเอาคนเก่งเข้าสภา แต่ถ้าคนคนนั้นหาเสียงไม่เป็นก็ให้มาทางนี้ มันเป็นไปได้ทุกอย่าง คนที่จัดอันดับก็มีเหตุผลเข้าข้างเขา เอาให้ตรงกับที่เขาต้องการมากที่สุด อย่างเราถ้าสนิทกับหัวหน้าพรรค ก็หวังให้หัวหน้าพรรคจำได้

ย้อนไปสมัยเลือกตั้งปี 2562 พรรคพลังประชารัฐ จัดนายอุตตม สาวนายน อยู่อันดับ 1 พอไปถึงท่านนายกฯ ก็เปลี่ยนใหม่เสีย เอานายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อยู่เบอร์ 1 แล้วเอานายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็นเบอร์ 3 ก็เคยทำมาแล้ว เปลี่ยนจากเบอร์ข้างล่าง

ส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 1 ถามว่ามีนัยยะอะไรหรือไม่ เมื่อก่อนพรรคก็ดูคนที่จะเลือกเสนอให้เป็นนายกฯ แต่ว่าตอนหลัง อย่างวันนี้พรรคเพื่อไทยเอง ก็ตกลงว่าคนที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ จะไม่เอาไปไว้ที่ปาร์ตี้ลิสต์ จะเห็นว่าแล้วแต่ เหมือนเมื่อก่อนตอนที่ไทยรักไทยคะแนนดี ก็จัดเป็น 3 บัญชีเลย