คอลัมน์หน้า 3 : สัญญาณ ‘เตือน’ ต่อ รัฐบาล เสียงข้างน้อย จาก ‘ภูมิใจไทย’
การออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อการจัดตั้ง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ไม่ว่าจะมาจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ว่าจะมาจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา
สำคัญ และ ทรงความหมาย
ทรงความหมายเพราะเป็นการแสดงออกในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการแสดงออกในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
สำคัญเพราะเป็น “ดัชนี” ชี้ถึง “แนวโน้ม” และความเป็นไปได้
เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยอยู่ในจุดอันสังคมเชื่อว่าอาจจะเป็นพรรคที่ได้รับเลือกมาเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มพรรคที่เคยร่วมรัฐบาล
เหนือกว่า “พลังประชารัฐ” เหนือกว่า “รวมไทยสร้างชาติ”
ขณะเดียวกัน พรรคชาติไทยพัฒนาก็พัฒนามาจาก “พรรคชาติไทย” ซึ่งดำรงอยู่ในจุดอันเป็น “ตัวแปร” อย่างยาวนาน
“ท่าที” จึงสะท้อน “ความจัดเจน”
ต้องยอมรับว่าการเสนอประเด็นถึง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายวราวุธ ศิลปอาชา
ดำเนินไปอย่างมี “รากฐาน” แห่ง “ความตั้งใจ”
เนื่องจากสถานะของพรรคพลังประชารัฐเมื่อประสานเข้ากับสถานะของพรรครวมไทยสร้างชาติมิได้ดำรงอยู่อย่างไร้ความหมาย
หากแต่เป็นความต่อเนื่องจาก “รัฐประหาร”
หากแต่ยังเป็นความต่อเนื่องจากการยึดอำนาจเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 และดำรงอยู่จนถึงการเลือกตั้ง
เดือนพฤษภาคม 2566
รู้ทั้งรู้ว่ามิได้เป็นพรรคอันดับ 1
รู้ทั้งรู้ว่าต้องพ่ายแพ้แก่พรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน รู้ทั้งรู้ว่ามีโอกาสพ่ายแพ้แม้กระทั่งต่อพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ยังต้องการ “ไปต่อ”
บนฐาน “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”
จากนี้จึงเด่นชัดว่าการออกมาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อประสานเข้ากับของ นายวราวุธ ศิลปอาชา
เท่ากับส่ง “สัญญาณ” และ “เตือน”
เพราะถึงอย่างไร ไม่ว่าพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ยังมั่นใจในพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา
ว่าจะเป็นเหมือนหลังการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562
นั่นก็คือ จำเป็นต้อง “จำนน” ต่อมือของ 250 ส.ว.อันเป็นฐานรองอำนาจและการสืบทอดอำนาจ
ท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายวราวุธ ศิลปอาชา จึงสำคัญ
เนื่องจากบทเรียนการร่วมรัฐบาลหลังเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 ก็สาหัสอย่างยิ่งแล้ว หลังการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 จะยิ่งสาหัส
ไม่ว่าจะจาก “เพื่อไทย” ไม่ว่าจะจาก “ก้าวไกล”
ถามว่าสัญญาณอันเป็นการเตือนด้วยความปรารถนาดีจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายวราวุธ ศิลปอาชา
จะได้ผล หรือว่าไม่ได้ผล
หากฟังจากเสียงโดยรอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากฟังจากเสียงโดยรอบของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
น่าจะเป็นเหมือน “เสียงนก”และ “เสียงกา”

