‘วรวุฒิ’ ดันใช้ ‘เครดิตสกอร์’ หนุนกู้ดอกเบี้ยถูกลง ลั่น! ไม่เชื่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แก้ ศก.ได้
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดเวทีให้พรรคการเมือง 10 พรรค ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นประเด็นเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจอยากเห็น และเสนอนโยบายพรรค
โดย นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ตอบคำถาม : ปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ทั่วประเทศ คือ การตลาดและการเงิน นโยบายในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้มีแต้มต่อในการแข่งขันผ่านการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น และการส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายย่อยพรรคมีนโยบายอย่างไร
นายวรวุฒิกล่าวว่า ประเด็นแหล่งเงินทุนเป็นปัญหาของผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งสิ่งที่พยามผลักดันมาตลอดของพรรคชาติพัฒนากล้าคือเรื่องของเครดิตบูโร
ประเทศไทยมีกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยตั้งแต่ไมโครเอสเอ็มอีเล็กๆ ที่ขณะนี้ติดเครดิตบูโรถึง 6 ล้านราย พรรคพยายามผลักดันการปรับระบบให้ระบบธนาคารเป็นเครดิตสกอร์
นายวรวุฒิกล่าวว่า หลายคนอาจจะสับสนว่ายกเลิกแบล๊กลิสต์ หมายความว่ายกเลิกเครดิตบูโรหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการให้เครดิตเป็นระบบเครดิตสกอร์ ซึ่งจะมีข้อมูลมากกว่าแค่การชำระเงินให้ตรงตามนัดกับไม่ตรงตามนัด ในระบบเครดิตบูโรแค่นี้
แต่ในระบบเครดิตสกอร์ หากศึกษาระบบบริษัทฟินเทค เช่น บริษัท แอนต์ไฟแนนเชียลของประเทศจีน พบว่าการคำนวนเครดิตสกอร์มีตัวแปร 80-100 กว่าตัวแปร ดังนั้น ยิ่งให้ข้อมูลละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งให้สินเชื่อแม่นยำ
นายวรวุฒิกล่าวว่า สิ่งที่เป็นประเด็นใช้เครดิตสกอร์ คือ การแข่งขันของธนาคาร สมมุติมีที่ให้เครดิตสกอร์ 85% ซึ่งแต่ละธนาคารต้องมาแข่งกันว่าธนาคารต่างๆ ให้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ แต่ปัจจุบันในระบบของผู้กู้รายใหญ่ (MLR) มีดอกเบี้ยคงระดับโดยเป็นการเหมารวม เพราะในระบบการคิดดอกเบี้ย MLR ของธนาคารไทยเป็นการคิดทั้งระบบ ซึ่งเป็นการคิดหนี้เสีย (NPL) เครดิตดีและไม่ดีปนกัน
“ระบบเครดิตสกอร์จะทำให้คนเครดิตดีมีดอกเบี้ยถูกลง คนเครดิตไม่ดียังอยู่ในระบบได้ แต่ดอกเบี้ยอาจจะแพงขึ้น แต่จะแพงขึ้นอย่างไรดอกเบี้ยคงไม่สูงเกินตามกฎหมายกำหนด ซึ่งมองว่าเป็นประเด็นสำคัญ” นายวรวุฒิกล่าว
นายวรวุฒิกล่าวว่า ส่วนเรื่องการสร้างความเจริญสู่ภูมิภาค คิดว่าปัญหาของประเทศไทยคือโครงสร้างของราชการส่วนกลางกระจุกตัวอยู่ในเมือง หรือกรุงเทพมหานครมากเกินไป ถ้าไปเปรียบเทียบกับการบริการภาครัฐของประเทศญี่ปุ่น พบว่ากระทรวงในเมืองมีจำนวนข้าราชการไม่กี่เปอร์เซ็นต์แต่ส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่หัวเมือง ซึ่งการไปอยู่ที่หัวเมืองจะทำให้คนที่อยู่ในต่างจังหวัดต่างๆ ขับเคลื่อนการทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น
ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผลักดันมากๆ เรื่องการสร้างความเจริญสู่ต่างจังหวัด เรื่องของการกระจายอำนาจ การเลือกตั้งผู้ว่าต้องมาแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกจังหวัด แต่คิดว่าจังหวัดที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจกว่าจะเริ่มต้นนำร่องก่อน เพราะมีประเด็นปัญหาในเรื่องของการปกครอง เพราะหลังจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯเสร็จอาจจะได้ผู้ว่าฯที่เป็นมาเฟียประจำพื้นที่ ซึ่งหลายเรื่องเหล่านี้ต้องมีการทดลองทำ
นอกจากนี้ พรรคที่มีการผลักดันยุทธศาสตร์จังหวัด 20 ปี ไม่ค่อยเชื่อเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะคิดว่าไม่สัมพันธ์กับโลกที่ผันผวนเร็ว ยกตัวอย่างในเรื่องของวิกฤตโควิดชัดเจนมาก หรือสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่สามารถคิดถึงแน่นอน
แต่แผนยุทธศาสตร์จังหวัดจำเป็นจะต้องหาว่าจังหวัดมีความแปลก มีโอกาส มีการค้าอย่างไร และสอดคล้องเป็นคลัสเตอร์ได้ เรื่องเหล่านี้จะทำให้การเจริญเติบโตสู่ภูมิภาค และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ คนในพื้นที่ไม่ตำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ กทม. เพราะทำให้การเจริญมากระจุกตัวไม่กี่จังหวัด
นายวรวุฒิกล่าวว่า สำหรับแนวคิดนโยบายพรรค ‘งานดี มีเงิน ของไม่แพง‘ ชูเรื่องเศรษฐกิจเฉดสีสร้างรายได้ 5 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี แบ่งเป็น 1.เศรษฐกิจสีรุ้ง สมรสเท่าเทียม สนับสนุนความเป็น LGBTQ+ สร้างเฟสติวัล เป็นเจ้าบ้านดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย 2.เศรษฐกิจวัยเก๋า ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างธุรกิจใหม่ให้ท้องถิ่นสร้างงานใหม่ผู้สูงอายุ 5 แสนตำแหน่ง ขยายวีซ่ารับนักท่องเที่ยวอยู่ยาว ฯลฯ
3.เศรษฐกิจสีเทา สนับสนุนธุรกิจสถานบันเทิงเปิดโซนนิ่ง ขยายเวลาให้บริการ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ยกขาแรงงานภาคบริการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สายมู 4.เศรษฐกิจสายเทค โดยมีระบบออลเซอร์วิสเซ็นเตอร์ราชการในมือถือ ฯลฯ 5.เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีกองทุนซอฟต์เพาเวอร์ส่งออกวัฒนธรรมกีฬา ภาพยนตร์ ดนตรี เพิ่มรายได้ประเทศ และ 6.เศรษฐกิจสายมู พัฒนาศูนย์การค้าชุมชนคู่แหล่งท่องเที่ยวทางความเชื่อ

