ส่องเจน-ปัจจัยหนุนกาบัตร ชี้ชะตาผลเลือกตั้ง

1.04.23 | 09:30 น.

รายงานหน้า2 : ส่องเจน-ปัจจัยหนุนกาบัตร ชี้ชะตาผลเลือกตั้ง

หมายเหตุนักวิชาการวิเคราะห์กลุ่มเจเนอเรชั่นใดคือผู้กำหนดชะตาประเทศผ่านการเลือกตั้ง 14 พ.ค. หากแยกช่วงอายุออกเป็นแต่ละเจเนอเรชั่น แบ่งได้ดังนี้ Generation Z : เฉพาะผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง 18-26 ปี จำนวน 7,670,354 คน, Generation Y : ช่วงอายุ 27-42 ปี จำนวน 15,144,468 คน, Generation X : ช่วงอายุ 43-58 ปี จำนวน 16,091,150 คน, Baby Boomer : ช่วงอายุ 59-77 ปี จำนวน 11,153,133 คน, Silent Gen : ช่วงอายุ 78-98 ปี จำนวน 2,227,540 คน และผู้ที่มีอายุ 99 ปีขึ้นไป มีจำนวน 36,179 คน

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

หากกล่าวถึงช่วงอายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผมเชื่อว่ามีผลต่อคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเห็นปรากฏการณ์ค่อนข้างชัดเจนเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยเห็นจากการขยายตัวของคนรุ่นใหม่มาพร้อมกับสถานการณ์การเมืองเมื่อปี 2560 และมาเลือกตั้งในปี 2562 มองให้เห็นว่าความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ มีลักษณะความคล้ายคลึงกัน การเลือกตั้งครั้งแรกคนรุ่นใหม่ก็มีจำนวนมาก และการเลือกตั้งปี 2566 ก็จะมีคนรุ่นใหม่อีก 4 ปีเพิ่มขึ้นมาใหม่อีก หากดูตัวเลขมีประมาณ 5-6 ล้านคน ก็จะมีความคิดทางการเมืองแตกต่างกันออกไป และมีความชัดเจนทางการเมืองด้วย ซึ่งมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้

ถ้ามองไปแล้วคนที่อยู่ในกลุ่มของคนรุ่นใหม่ ที่มีสิทธิในการออกเสียงดูแล้วจะมีทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย เพราะดูจากคนรุ่นใหม่ ฟังจากนิสิต นักศึกษา หรือโพล พบว่าคนรุ่นใหม่หรือ
นิวโหวตเตอร์จะพบว่าให้การสนับสนุนใน 2 พรรคการเมืองที่กล่าวมา ไม่เพื่อไทยก็ก้าวไกล แต่มองดูแล้วพรรคก้าวไกลจะมีภาษีกว่า เพราะนโยบายหลายอย่างตอบโจทย์ให้กับคนรุ่นใหม่ ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยยังมีบางนโยบายที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับคนรุ่นใหม่ ประกอบกับการทำยุทธศาสตร์การเมืองระยะหลังๆ สะท้อนชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยรู้ว่าฐานคะแนนของคนรุ่นใหม่มีอยู่เหมือนกันแต่ยังมีน้อย อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยต้องการชัยชนะระยะสั้น คิดแต่ว่าทำอย่างไรให้ได้เป็นรัฐบาลเร็วที่สุด จึงต้องใช้วิธีการการเมืองแบบเดิม การเมืองบ้านใหญ่ ตระกูลการเมืองเข้ามา และอาจจะต้องทำผ่านแคนดิเดตการดึง น.ศ. แพทองธาร ชินวัตร เข้ามาในภาพของลูกนายทักษิณ ชินวัตร และภาพตัวแทนของคนรุ่นใหม่ เพื่อเรียกคะแนนเสียงให้กับพรรคเพื่อไทย รวมทั้งการประกาศรายชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งคนทั่วไปอาจจะไม่ว้าว แต่หากติดตามการเมืองจะพบว่าเป็นคนที่จะแก้ไขมาตรา 112 จึงต้องชูนายชัยเกษม เพื่อเป็นหมากตัวหนึ่งที่จะทำให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยก็มีแนวทางแบบนี้ แต่ไม่พูดตรงๆ แต่ก็มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เชื่อในการแก้ไขมาตรา 112

Advertisement

ส่วนเรื่องอายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับการเลือกตัวบุคคล กับเลือกแบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ หากมองไปแล้วการเลือกตั้งในแบบปาร์ตี้ลิสต์ จะมีความสำคัญกับพรรคก้าวไกล พวกชนชั้นกลาง หรือกลุ่มคนที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก บรรดานิวโหวตเตอร์นี่คือจุดแข็งของพรรคก้าวไกล เพราะพรรคก้าวไกลอาจจะสู้เขตไม่ได้เลย เพราะ ส.ส.เขตเลือกตั้งจะต้องใช้เงื่อนไขในการเลือกตั้งหลายอย่าง ถึงจะชนะการเลือกตั้งแต่พรรคก้าวไกลไม่มีจุดนี้ อาทิ บ้านใหญ่ พวกตระกูลการเมือง แต่พรรคก้าวไกลมีฐานคะแนนที่มาจากคนรุ่นใหม่ หากมีการจัดบัญชีรายชื่อ ส.ส.ดีๆ อาจจะได้คะแนนส่วนนี้ค่อนข้างมาก จุดที่น่าสนใจหากพรรคก้าวไกลไม่เอาคะแนนส่วนนี้มาทิ้งขว้าง โดยมาร่วมการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ควรจะเว้นวรรคไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และพยายามรักษาต้นทุนเอาไว้ อนาคตของพรรคก้าวไกลจะเติบโตด้วยฐานของคนรุ่นใหม่ ที่เติมขึ้นมาปีละ 4 ปี ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ จะใช้ฐานคะแนนเหมือนเดิม ส่วนเพื่อไทยอาจจะได้กระแสอุ๊งอิ๊ง หรือทักษิณ ชินวัตร

หากมองอุ๊งอิ๊งจากกระแสโพลถือว่านิ่งแล้วอยู่ที่ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ จึงจำเป็นที่จะต้องหาตัวช่วยมาเสริม อาทิ บ้านใหญ่ ส.ส.ที่ย้ายเข้ามาสังกัดพรรคเพื่อไทย แม้กระทั่งกระแสจากนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ รวมทั้งผู้ลงทุน ในส่วนของนายเศรษฐา ทวีสิน และบรรดาพวกที่คิดว่าจะแก้ไขมาตรา 112 ผ่านตัวนายชัยเกษม มาช่วยเติม

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไม่ลงสมัคร ส.ส.ก็คงต้องมองพรรคเพื่อไทยด้วยทั้งอุ๊งอิ๊ง และนายเศรษฐา ทวีสิน ก็ไม่ลง เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุเอาไว้ว่าคนที่จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจะต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อ ส.ส. รวมทั้ง ส.ส.เขตเลือกตั้ง เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ระบุ หากมองในทางการเมืองเห็นว่าทุกคนไม่อยากรับผิดชอบในทางรัฐสภา หากไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่หากลงบัญชีรายชื่อจะมีความผูกพันทันที เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน หากมอง พล.อ.ประยุทธ์ คงรับไม่ได้ที่จะไปเป็นผู้นำฝ่ายค้าน นอกจากนี้ จากการตรวจสอบทางกฎหมายอาจจะมีผลต่อพรรค สู้เป็นแคนดิเดต
นายกรัฐมนตรีลอยดีกว่า ส่วนจะมีผลกระทบต่อฐานคะแนนเสียงหรือไม่นั้น ผมคิดว่าไม่มีผล แต่เป็นเรื่องของสปิริตทางการเมือง เพราะการที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องทำตัวเหมือนกับเป็นตัวแทนประชาชนจากการเป็น ส.ส. แต่จากการที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าจะต้องเป็น ส.ส. จึงไม่มีผลต่อความรู้สึกของประชาชนและมีผลต่อคะแนนของประชาชน

กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สมัครปาร์ตี้ลิสต์มีนัยยะอะไรหรือไม่นั้น หากเปรียบเทียบกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ ถือว่ามีผลทางด้านจิตวิทยาทางการเมือง จึงทำให้ พล.อ.ประวิตรเห็นว่าการแพ้ชนะถือว่าร่วมหัวจมท้ายกับพลพรรคพลังประชารัฐ มองให้เห็นทางจิตวิทยาทางการเมืองว่าเป็นผู้นำที่แท้จริงคือ ต้องไปกันทุกสภาวะ ไม่ว่าแพ้หรือชนะ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ทำแบบนี้ขอเป็นแบบลอยตัว รอให้พรรคการเมืองมาประเคนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ หากพ่ายแพ้ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งจะมีผลต่อจิตวิทยาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

เรื่องอายุ ทุกช่วงอายุคิดเหมือนกัน แต่ละช่วงอายุมีเรื่อง แบบแผนการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน อย่างช่วงอายุน้อย ก็จะมองเรื่องเสรีภาพสังคม ต้องอยู่ในกติกา แต่ช่วงที่อายุมากขึ้นช่วงสุดท้าย จะมองเรื่องการไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เปลี่ยนแปลงอาจมีผลเสียมากกว่า เป็นฝั่งซ้ายฝั่งขวา ช่วงซ้ายเสรีนิยม ช่วงขวาอนุรักษนิยม ซึ่งวิธีการคิดคนปกติพอถึงช่วงเลือกตั้ง นักเลือกตั้งจะเป็นเซลส์แมนขายนโยบายเจาะลูกค้า ถ้าต้องการขายให้คนอายุน้อย จะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเน้นเสรีนิยมมาก มองเรื่องการแก้กฎหมาย แต่ถ้าคนอายุมาก ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงจะอนุรักษ์ไว้เหมือนเดิม มองพฤติกรรมทางการเมือง พรรคการเมืองจะมองเห็นชัดเจนว่ากลุ่มไหนรุ่นไหนควรต้องจับนโยบายใด เช่น พรรคก้าวไกลจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะที่รวมไทยสร้างชาติชัดเจนจับกลุ่มผู้สูงอายุ พรรคเพื่อไทยขายเรื่องเศรษฐกิจปากท้องคนทำงาน ชัดเจนที่กลุ่มอายุ 30-40 ปี เป็น Generation ที่ส่งผลต่อคนเหล่านั้นในระดับหนึ่ง

ปัจจุบันเป็นสังคมผู้สูงอายุ คนรุ่นใหม่มีลูกน้อยสังคมก้อนใหญ่จึงเป็นผู้สูงอายุ อายุ 50 ปีขึ้นไป พรรคไหนจับกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่ คะแนนผู้สูงอายุมีโอกาสจะได้เปรียบมากกว่าพรรคที่จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นนโยบายที่นำมาขายจึงเป็นเรื่องบำนาญประชาชน ลอตเตอรี่บำนาญ เพิ่มเงินผู้สูงอายุ นี่คือเป็นนโยบายของผู้สูงอายุทั้งนั้น ถ้าเราอายุ 18 ถึง 19 ปี เราคงไม่คิดถึงเรื่องเงินบำนาญประชาชนอยู่แล้ว คนอายุน้อยก็จะเน้นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ สิทธิเสรีภาพ อยากพูดวิจารณ์ทุกเรื่องประมาณนี้ หลายๆ พรรคการเมืองที่ต้องการพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ แม้แต่พรรคก้าวไกลก็ต้องออกมาปฏิเสธเรื่องเงินบำนาญข้าราชการ เพราะมีการปล่อยข่าวว่าพรรคคนรุ่นใหม่จะลงโทษคนแก่ การเลือกตั้งพยายามหากลุ่มลูกค้า กลุ่มที่เป็นคะแนนเสียง จับกลุ่มนี้ดูแลเรื่องนี้จูงใจให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งปัจจัยได้พรรค ตัวบุคคล

ส่วนเรื่องประชาชนตัดสินใจ โดยส่วนตัวเห็นว่าหลายครั้งเห็นโพล และหลายโพลมีกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจ หาคนเหมาะสมไม่ได้ แต่เชื่อว่ามีตัวเลือกในใจมากกว่า 1 ที่ตัดสินใจไว้แล้ว ที่เขาจะสนับสนุน หรือเลือกดูชุดอุดมการณ์ การบริหารของพรรค ถ้าสนับสนุนให้ลุงตู่อยู่ต่อ กลุ่มพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเลือกกลุ่มนี้ แต่ถ้าต้องการให้ฝ่ายค้านกลับมาเป็นรัฐบาล ต้องเลือกพรรคเพื่อไทย พรรคไทยสร้างไทย พรรคก้าวไกล หรือถ้าชอบการเมืองพื้นที่ล้วนๆ ก็จะต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย เชื่อว่าประชาชนมีตัวเลือกในใจ มีกลุ่มในใจที่จะต้องการเลือกอยู่แล้ว การเปลี่ยนใจคนจากขั้วหนึ่งไปอีกขั้วหนึ่งเป็นไปไม่ได้เลย ในการหาเสียงเลือกตั้งนักการเมืองรู้ว่าการหาเสียงเลือกตั้งสามารถเปลี่ยนแปลง สนามนี้คนไม่รู้จะเลือกก้าวไกลหรือเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยจึงออกแคมเปญแลนด์สไลด์ 310 เสียงออกมา อยากปิดสวิตช์ ส.ว. เป็นทางเลือกให้แฟนคลับก้าวไกล แฟนคลับของกลุ่มประชาธิปไตย ถ้าไม่ต้องการ ต้องการเลือกอำนาจเดิม ต้องเลือกเพื่อไทยทั้ง 2 ใบในการหาเสียง ถ้าประชาชนตัดสินใจระดับหนึ่ง รวมไทยสร้างชาติก็เช่นกันถ้าเลือกพลังประชารัฐ อยากเลือกรักชาติรักสถาบันต้องเลือกรวมไทยสร้างชาติ พฤติการณ์การเมืองตอนนี้แกนนำเริ่มเปิดตัวบัญชีรายชื่อแล้วว่าใครอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ ปัญหาเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งเพื่อไทยและรวมไทยสร้างชาติแกนนำที่จะเป็นแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีไม่ลงบัญชีรายชื่อเลยของทั้ง 2 พรรค ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาในการพัฒนาประชาธิปไตยของเมืองไทยอันเนื่องจากหลักการสากลภายใต้ระบบรัฐสภา คนเป็นผู้แทน นายกรัฐมนตรีคือคนเป็นผู้แทนของประชาชนในฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะในระบบรัฐสภา เราไม่ได้เลือกฝ่ายบริหารโดยตรงแบบการเลือกตั้งประธานาธิบดี เพราะฉะนั้นคนเป็นผู้แทนประชาชนมารวมกันเสนอเป็นฝ่ายบริหารทั่วโลก คนเป็นนายกรัฐมนตรีควรเป็น ส.ส.ก่อนจึงจะมีความสง่างามในระบอบประชาธิปไตยตัวแทน ด้วยเหตุเช่นนี้บริบทการเมืองไทยเคยต่อสู้กันมานาน แต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จนเราเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 แล้วว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. เป็นหัวหน้าพรรค คนรวบรวมฝ่ายนิติบัญญัติเกินครึ่งจากการโหวตเป็นรัฐบาลได้ ต้องเป็นพรรคที่มีอำนาจและมีเสียงเกินครึ่งหนึ่งและต้องเป็น ส.ส.ด้วย

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ลงบัญชีรายชื่อ ก็ทำให้ลูกน้องที่เป็น ส.ส.ในพรรคขาดความมั่นใจลง เหมือน พล.อ.ประยุทธ์เอาตัวเองปลอดภัยแล้วส่งลูกน้องลงสู้ด่านหน้าแทน ขณะที่พรรคอื่นหัวหน้าพรรคเป็นแม่ทัพลงไปก่อน แต่ พล.อ.ประยุทธ์เอาตัวเองปลอดภัยส่งลูกน้องลงไปสู้รบกำลังใจในการแข่งขัน ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติจึงลดลง เพราะการรวมตัวของพรรครวมไทยสร้างชาติโดยองค์รวมเป็นการตั้งพรรคเฉพาะกิจอยู่แล้ว แข่งขันเพื่อให้ได้ 25 เสียง ซึ่งเป็นการแข่งขันแบบไม่เต็มที่ ในขณะที่พรรคเพื่อไทยประกาศชัดเจน 310 เสียง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าทางพรรคสู้อย่างเต็มที่ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์สู้ไม่เต็มที่ผู้สนับสนุน ผู้สมัคร ส.ส.ก็จะขาดกำลังใจที่จะได้คะแนนเสียงมากขึ้น การที่จะได้ ส.ส. 25 คนของพรรครวมไทยสร้างชาติก็คงริบหรี่

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) วิทยาเขตล้านนา

เป็นเรื่องปกติที่ทุกพรรคการเมือง ประกาศรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และ ส.ส.เขต ให้ประชาชนรับทราบ ก่อนไปลงสมัครรับเลือกตั้งวันที่ 3-7 เมษายนนี้ อย่างเป็นทางการเพื่อให้ประชาชน หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปหย่อนบัตรลงคะแนนวันที่ 14 พฤษภาคมนี้

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แคนดิเดตนายกฯ
พรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ลงสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ นั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่อยู่ในลำดับต้นๆ ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ของพรรค เป็นการเพิ่มจำนวน ส.ส.ไปทำหน้าที่ในสภาแทน โดยไม่ต้องเบียดหรือแย่งโควต้า ผู้สมัคร ส.ส.ดังกล่าว

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ น.ส.แพทองธาร และนายเศรษฐา ที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 เปิดช่องให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีได้ ไม่จำเป็นต้องลงสมัคร ส.ส.ดังกล่าว โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์อาจต้องการรักษาระยะห่างกับ รทสช. ถ้า รทสช.ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีก พล.อ.ประยุทธ์อาจตัดสินใจวางมือทางการเมือง เพื่อพักผ่อน เพราะเป็นนายกฯมา 2 สมัย 8 ปีแล้ว ถือเป็นการลงหลังเสืออย่างสง่างาม ไม่ต้องกลัวประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่ หรือต่อต้านอีก ในทางตรงข้าม หาก รทสช.ชนะเลือกตั้ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับมาครองอำนาจอีกครั้ง ส่งผลให้ น.ส.แพทองธาร นายเศรษฐา ที่ไม่ได้สมัคร ส.ส. ต้องไปทำหน้าที่นอกสภาได้เช่นกัน

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ น.ส.แพทองธาร นายเศรษฐา ไม่ลงสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่มีผลต่อการเลือกตั้ง เพราะแต่ละคนมีสมาชิกพรรคและแฟนคลับสนับสนุนอยู่แล้ว ซึ่งพฤติกรรมผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เลือกอยู่ในใจ 50% กระสุนและกระแส 45% เลือกจากนโยบายเพียง 5% เท่านั้น ซึ่งเป็นวัฏจักรการเลือกตั้งทุกระดับของการเมืองไทย

การเลือกตั้ง ทุกกลุ่มอายุ และกลุ่มอาชีพ มีความสำคัญเท่ากัน แต่กลุ่มที่เป็นตัวแปรเลือกตั้งมากที่สุด คือ ท้องถิ่นและฝ่ายปกครอง อาทิ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่ และ อสม. ที่สนับสนุนพรรคและผู้สมัครรายใดเป็นพิเศษ หลังรัฐบาลเพิ่มค่าตอบแทนให้กลุ่มดังกล่าวแล้ว โดยเฉพาะ อสม. ถือเป็นเครือข่ายที่ชี้เป็นชี้ตายเลือกตั้งทุกครั้ง ซึ่งทุกพรรคและนักการเมืองรู้ดี เพราะ อสม.ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ที่สำคัญเข้าถึงได้ทุกครัวเรือน

ดังนั้น ท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่ และ อสม. ถือเป็นตัวแปรสำคัญมากกว่าคนรุ่นใหม่ หากพรรคและผู้สมัคร ส.ส.รายใดมีเครือข่ายดังกล่าวอยู่ในมือ บวกกระสุนและกระแส โอกาสชนะมีสูงมาก