แฟลช สปีช : การเมืองเปลี่ยนรุ่น
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ยิ่งชัดเจนในแนวโน้มว่าผู้มีบทบาททางการเมืองน่าถึงเวลาเปลี่ยนรุ่น
ไม่ใช่แค่คำตอบของผลโพลในคำถามที่ว่า “จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี” ที่ตอกย้ำชัดเจนว่า “คนหนุ่ม-คนสาว” อย่าง “แพทองธาร ชินวัตร” กับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” นำโด่ง “ท่านผู้เฒ่า” ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หรือ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” หรือ “ผู้สูงวัยคนอื่นๆ” แบบที่เรียกกันว่าไม่เห็นฝุ่นเท่านั้น
แต่ในช่วงที่มีการจัดดีเบตกันถี่ขึ้น การแสดงความคิดความเห็น หรือนำเสนอแนวทางนโยบายที่จะนำมาใช้บริหารประเทศ “คนหนุ่ม-คนสาว” อีกเช่นกันที่ ตอบได้ชัดเจนฉะฉานกว่า “ผู้อาวุโสทั้งหลาย” ไม่ว่าจะเป็น “หนุ่ม-สาว” จากพรรคไหน
ซึ่งจะว่าไปแล้วดูจะเป็นเรื่องที่เข้าใจ เพราะ “ผู้ที่ผ่านโลกมายาวนานกว่า” ในความรู้สึก นึก คิด มักจะมีเรื่องราวที่ต้องระมัดระวังการแสดงออกอยู่ไม่น้อย ด้วยตระหนักถึงว่าบางเรื่องพูดไปแล้วไม่น่าจะส่งผลดี และการพูดตามประสาที่ต้องคิดให้รอบคอบไว้ก่อนนั้น ในยุคสมัยที่ปฏิเสธความไม่ชัดเจนเช่นนี้ แทนที่ความรอบคอบจะส่งผลดีกลับถูกมองด้วยความไม่วางใจว่า เป็นพวกที่เอาแต่หาทางรอด หรือพูดแบบเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ให้ตัวเอง
ขนาดพูดยังไม่ชัดเจน การจัดการปัญหาของประเทศที่เรื้อรังมานาน การแก้ไขต้องอาศัยความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดชัดเจนว่าแต่ละเรื่องจะต้องทำแบบไหน
คำตอบที่คลุมเครือแบบ “คนแก่” ที่ยึดถือ “ความรอบคอบเป็นตัวตั้ง” กลับถูกมองว่า “ไม่มีความคิด” หรือ “ไม่กล้าหาญพอ” ที่จะจัดการกับเรื่องที่เป็นอุปสรรคต่อความหวังว่าประเทศจะพัฒนาไปได้
ความกล้าหาญในการพูดมากกว่า เพราะยังไม่มีแรงกดดันที่จะพูดแบบหาทางออกเผื่อไว้เหมือนนักการเมืองรุ่นเก่า ทำให้ “คนรุ่นใหม่” พูดแบบฟันธงได้ ทุกคำถามมีคำตอบที่ชัดเจน ไม่อ้อมแอ้ม
คำตอบจากคนหนุ่ม คนสาว ที่ไม่อ้อมค้อม ให้รู้กันไปเลยว่าจะเอาอย่างไรในทุกเรื่องที่เป็นปัญหา ทำให้คนที่ได้ฟังรู้สึกถึงความเด็ดขาด เข้าใจได้ทันทีว่าเลือกคนเหล่านี้เข้ามาแล้ว จะจัดการอย่างไรกับแต่ละเรื่องที่ค้างคาใจ
ความแตกระหว่าง “นักการเมืองรุ่นเก่า”กับ “นักการเมืองรุ่นใหม่” เช่นนี้ ไม่เพียงประชาชนที่เป็น “คนหนุ่ม-คนสาว” ด้วยกันเท่านั้นที่สามารถตัดสินใจได้ทันทีว่าจะเลือกแบบไหน แม้แต่กลุ่มฐานคะแนนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ยังมีไม่น้อยที่เห็น “นักการเมืองหนุ่มสาว” ที่กล้าหาญ เป็นความหวังของการจัดการประเทศให้ไปในทางที่เหมาะที่ควร
ที่เป็นเช่นนี้ ในอีกทางหนึ่ง “ผู้ใหญ่” ที่ผ่านโลกมามาก ย่อมรับรู้ว่า “นักการเมือง” ที่เอาแต่อ้ำอึ้ง เพราะประสบการณ์ที่ทำให้พอประเมินผลได้ว่า การกระทำแบบไหนจะส่งผลอย่างไร ได้ปิดปากไว้ ทำให้ไม่กล้าที่จะพูดในสิ่งที่เห็นว่ามีโอกาสเกินเลยนั้น เป็นพวกที่หมักหมมปัญหาให้เกิดความยุ่งยากในการแก้ปัญหามากขึ้นไปอีก
เอากันให้ชัดๆว่า “รู้ปัญหาแล้วจะจัดการอย่างไร” แบบที่คนหนุ่มคนสาวแสดงให้เห็น จึงจะเป็นความหวังของประเทศชาติมากกว่า
หากวัดกันที่ “ผลการเลือกตั้ง” อันเป็น “การตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่”
จากกระแสที่เป็นอยู่ แทบมองไม่เห็นทางเลยว่า “คณะผู้เฒ่า” ทั้งหลาย จะกลับมาเล่นบทนักแสดงนำได้อย่างไร
แต่อย่างว่า การเมืองที่ “ดีไซน์ไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ” ต้องไม่ลืม “กลไกที่มีพลังเหนือกว่าอำนาจประชาชน”
กลไกที่ถูกวางไว้ดังกล่าว ค่อนข้างชัดเจนว่า “ต้องการจัดการให้อำนาจยังอยู่ในมือของกลุ่มเก่า”
กลไกที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่มีอำนาจในการจัดการความเป็นไปที่เหนือกว่า
ความสิ้นหวังของ “คนหนุ่ม คนสาว” และความเชื่อมั่นของ “คณะผู้เฒ่า” เกิดขึ้นด้วย “ความได้เปรียบของผู้ที่ควบคุมกลไกนี้ได้”
การ์ตอง

