นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงเรื่องบัตรเลือกตั้งว่า การเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป พ.ศ.2566 ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ แบบบัญชีรายชื่อ และแบ่งเขตเลือกตั้ง แม้เป็นพรรคเดียวกันแต่เป็นคนละหมายเลข (เบอร์) ตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กกต.เป็นเพียงผู้กำหนดรูปแบบบัตรให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น รูปแบบบัตรเลือกตั้ง นับแต่มีการเลือกตั้งมาจนถึงปัจจุบัน มี 3 ประเภท คือ บัตรมาตรฐานแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคือบัตรที่มีเฉพาะเบอร์ผู้สมัคร หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าบัตรโหล ไม่มีรายชื่อผู้สมัครทุกการเลือกตั้งใช้บัตรแบบนี้มาตลอด ไม่เคยมีชื่อผู้สมัครในบัตรเลือกตั้งแต่อย่างใด
เลขาธิการ กกต.ระบุว่า รูปแบบบัตรมาตรฐานแบบบัญชีรายชื่อคือ มีเบอร์ สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายพรรคการเมือง และมีชื่อพรรค เริ่มใช้นับแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา ทุกการเลือกตั้งก็จะใช้บัตรเลือกตั้งนี้มาตลอด และบัตรเลือกตั้งแบบเฉพาะ เกิดขึ้นใน ปี 2562 เพื่อรองรับระบบเลือกตั้ง ที่กำหนดให้ทุกคะแนนมีความหมายตามหลักการรัฐธรรมนูญ บัตรเลือกตั้งรูปแบบนี้ จึงผสมกันระหว่างบัตรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ในใบเดียว และมี 350 แบบ ในบัตรจะประกอบด้วย 1.เบอร์ผู้สมัครแบบแบ่งเขต 2.สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายพรรคการเมือง 3.ชื่อพรรค พร้อมกับยืนยัน บัตรเลือกตั้งปี 2566 แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และปาร์ตี้ลิสต์ จะใช้บัตรมาตรฐาน เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
เลขาธิการ กกต.ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ ภายหลังพรรคฝ่ายค้านหลายพรรค เรียกร้องแก้ไข บัตรโหล โดยให้เหตุผลว่า จะทำให้เกิดความสับสนกับประชาชน โดยผู้มีสิทธิจะต้องจดจำ ว่าหมายเลขนี้คือพรรคอะไร และไม่มีโอกาสที่จะได้ดูอีกครั้งว่าที่จำมาก่อนนั้นจะกาบัตรถูกต้องหรือไม่ เจตนารมณ์ของประชาชนที่จะเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอาจถูกทำลายไป ทั้งยังอาจทำให้เกิดปัญหาการทุจริตได้ง่าย เช่น พิมพ์บัตรปลอม พิมพ์บัตรเกิน พิมพ์ครั้งเดียวสามารถใช้ได้ทุกที่ และอาจจะทำให้บัตรเขย่งเหมือนเลือกตั้งปี 2562 ที่พิมพ์ 350 แบบแท้ๆ ยังเขย่งได้ เรียกร้อง กกต.เปลี่ยนรูปแบบให้มีทั้ง โลโก้พรรค ชื่อพรรค และหมายเลข
การออกมาเรียกร้องให้ กกต.ทบทวนของพรรคฝ่ายค้านนั้น มีเหตุผลหลักอยู่ที่ กังวลเกิดความสับสน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าคูหากาไม่ตรงเบอร์ผู้สมัครที่ต้องการเลือก และเกรงการเลือกตั้งไม่สุจริต สะท้อนเจตนารมณ์ประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหน้าที่ บทบาทความรับผิดชอบของ กกต.ในฐานะองค์กรจัดเลือกตั้ง เหตุผลและข้อดีที่ กกต.ยกมาชี้แจงข้างต้น รวมถึงที่ว่าประหยัดงบ สะดวกในการบริหารจัดการ มิได้เป็นหลักประกัน หรือเป็นการวางระบบ ป้องกันปัญหา-ข้อกังวลที่ฝ่ายค้านยกมา โดยเฉพาะปัญหาการเลือกตั้งไม่สุจริต ที่เกิดขึ้นทุกครั้ง และนับวันกลโกงแยบยลขึ้น ตามจับยาก การวางระบบที่ดีเท่านั้นที่พอป้องกันได้ การปิดช่องโหว่บัตรเลือกตั้งก็เป็นวิธีหนึ่ง

