คำว่า “บ้านใหญ่” ผมคิดว่าเป็นคำใหม่ทางการเมืองเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง แต่ยังไม่ได้สืบค้นให้แน่ชัด
แต่ก็มีความน่าสนใจอยู่มาก เพราะจากเดิมนั้นการศึกษาอำนาจและอิทธิพลในท้องถิ่นเมื่อสักสามสิบปีก่อน มักจะใช้คำว่า “เจ้าพ่อ” หรือ “ผู้มีอิทธิพล”
ถ้าพอจะย้อนเวลาได้ การเข้าใจเรื่องเจ้าพ่อกับการเมืองไทยน่าจะเริ่มมาตั้งแต่ยุคการเมืองประชาธิปไตยครึ่งใบ คือสมัยพลเอก เปรมที่มีการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ
กล่าวด้านหนึ่ง ก่อนถึงยุคพลเอก เปรม คือพลเอก เกรียงศักดิ์ ก็เริ่มมีการพูดเรื่องของโรค “ร้อยเอ็ด” เพราะมีภาพของการซื้อเสียงในชนบท ดังที่เห็นจากการ์ตูนของคุณชัย ราชวัตร ที่มีภาพนักธุรกิจใส่สูท ถือกระเป๋าที่มีแบงก์เต็มกระเป๋าไปในชนบท
ส่วนต่อมาก็คือภาพของเจ้าพ่อท้องถิ่นในช่วงพลเอก เปรมเป็นต้นมา ที่มีการพูดถึงความรุนแรงของการเมืองในชนบท และผู้มีอิทธิพลในชนบท และมีการสังหารหัวคะแนน หรือเจ้าพ่อและมีการแทนที่เจ้าพ่อโดยเจ้าพ่อคนใหม่
การพูดเรื่องบ้านใหญ่นั้นคาบเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลการเมืองในท้องถิ่น เพราะจะเห็นภาพว่าการเมืองในท้องถิ่นไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อเสียงจากใครก็ได้ และไม่ใช่การครองอำนาจของเจ้าพ่อ แต่ยังหมายถึงการขยายอำนาจของเจ้าพ่อไปถึงวงศ์ตระกูลของเขาในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีความหลากหลายตั้งแต่ตำแหน่งระดับชาติ ไปถึงระดับท้องถิ่น เช่น อบจ. เทศบาล อบต. รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
เราจึงเห็นวิวัฒนาการของคำว่าตระกูลการเมืองเชื่อมต่อกับคำว่าบ้านใหญ่
แต่คำว่าบ้านใหญ่อาจจะดูโอบรับกับความเป็นจริงทางการเมืองไปอีกขั้นหนึ่ง ตรงที่บ้านใหญ่นั้นอาจจะมีการพูดถึงความหมายที่กว้างกว่าตระกูล ตรงที่บ้านใหญ่นั้นอาจจะเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายอำนาจท้องถิ่นที่ไม่ได้มาจากตระกูลเดียวกันได้ด้วย
แต่คำว่าบ้านใหญ่นั้นก็อาจจะมีข้อจำกัดที่เราต้องคิดให้ทะลุไปให้ได้ว่า บ้านใหญ่นั้นไม่ใช่กลุ่มเดียวที่มีอำนาจในพื้นที่ การทำความเข้าใจกับตระกูลการเมืองและเครือข่ายอำนาจนอกเหนือจากสายตรงของตระกูลนั้นทำให้เราเห็นว่าในพื้นที่นั้นมีเครือข่ายอำนาจมากกว่าหนึ่งเสมอ และในทุกครั้งก็มีความกล้าหาญของเครือข่ายที่ไม่ใช่บ้านใหญ่อาจจะขึ้นมาท้าทายอำนาจได้
โดยการท้าทายอำนาจนี้อาจจะมีได้ในหลายรูปแบบ เช่น เป็นพื้นที่มีการแข่งขันกันระหว่างสองตระกูล หรือสองบ้านที่มีอำนาจพอๆ กัน หรือสามขั้วอำนาจ หรือมีความเป็นไปได้ที่จะมีการแข่งขันแบบที่ฝ่ายหนึ่งมีชัยชนะเสมอ แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังอยู่ในพื้นที่
เรื่องราวเหล่านี้อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้ง
แน่นอนว่ามันมีความเชื่อว่าระบบบ้านใหญ่ไล่รวมไปถึงระบบเจ้าพ่อนั้นอาจจะไม่มีความยั่งยืน เพราะการเลือกตั้งเองทำให้เกิดความเป็นไปได้ในความเปลี่ยนแปลง หรือเมื่อมีการตั้งมั่นของประชาธิปไตยแล้วอาจจะเป็นไปได้ว่าระบบเจ้าพ่อที่รวมเอาระบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่นจะหายไป และถูกทดแทนโดยระบบพรรคการเมืองที่มีนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายที่เป็นระดับโครงการต่างๆ อาจจะเข้ามายึดกุมพื้นที่ได้ดีกว่า
รวมไปถึงอุบัติเหตุที่คาดการณ์ไม่ถึง
แต่วิวัฒนาการของพื้นที่ และการเมืองไทยในภาพรวมอาจไม่ได้เป็นดังเช่นที่กล่าวไป
ประชาธิปไตยของไทยไม่ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดและตั้งมั่น
ความเหลื่อมล้ำและความยากจนในพื้นที่มีความสลับซับซ้อนขึ้น
และบ้านใหญ่ในพื้นที่ดูจะมีความสำคัญมากขึ้น
ไม่ใช่แค่ว่ายังคงอยู่
แต่กลับมีความสำคัญขึ้น อาจจะมีมากขึ้นคือเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากเรื่องราวที่ถูกนำมารายงานในข่าว
และสำคัญถึงขั้นว่า ในรอบนี้บ้านใหญ่จะเป็นตัวกำหนดชัยชนะของการเลือกตั้งของแต่ละพรรค
มากไปกว่านั้น บ้านใหญ่ในรอบนี้กลับเลือกที่จะอยู่พรรคต่างๆ ได้ ถึงขั้นที่บางพรรคยอมเปลี่ยนผู้สมัครของตนเพื่อให้บ้านใหญ่นั้นเข้ามาอยู่ในพรรคและลงในพื้นที่นั้นแทน
เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะว่าประโยชน์ของบ้านใหญ่นอกจากการให้หลักประกันในการได้มาซึ่งคะแนนที่เป็นกอบเป็นกำ
ยังหมายถึงการที่บ้านใหญ่นั้นสามารถดูแลรับผิดชอบ “ค่าใช้จ่าย” ในการเลือกตั้งโดยไม่ต้องให้พรรครับผิดชอบ
โดยผลตอบแทนหลังเลือกตั้งอาจมาเป็นรูปตำแหน่งที่แบ่งสรรกันไปตามกลุ่มของบ้านใหญ่ต่างๆ
ทำไมบ้านใหญ่ถึงมีอำนาจในท้องถิ่น?
คำตอบเดิมๆ ก็อาจจะบอกว่าบ้านใหญ่นั้นต้องเป็นเจ้าพ่อ เมื่อเป็นเจ้าพ่อแล้วก็อาจจะต้องยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจสีเทาในความหมายแบบเดิมๆ เมื่ออธิบายของที่มาของเจ้าพ่อในการเมืองในท้องถิ่นต่างๆ คือมักจะมาจากนักเลง หรือมาจากคนที่ได้อำนาจผู้ขาดจากรัฐในความหมายของสัมปทาน และพยายามรักษาอำนาจอันนั้นให้ได้ผ่านทุกวิถีทาง
อาจจะรวมถึงเจ้าพ่อจะใช้อิทธิพลของตนเองในการสะสมความมั่งคั่งผ่านการกว้านซื้อที่ดิน หรืออาจมีธุรกิจสีเทาที่อำนาจรัฐอาจจะไม่กล้าแตะต้อง
อาจมีความเชื่อว่าอำนาจของเจ้าพ่อจะหมดไปถ้าเมืองนั้นเติบโตขึ้น มีเศรษฐกิจในระบบ คนจนลดลง มีชนชั้นกลางมากขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากการวิจัยของผมและ ผศ.ดร.ชุมพล อุ่นพัฒนาศิลป์ แห่งนิด้า ในพื้นที่จังหวัดแห่งหนึ่งใกล้ กทม.ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นพบว่า การสะดุดหยุดชะงักของประชาธิปไตยไทยในช่วงการรัฐประหารของ คสช. มีส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบบ้านใหญ่นั้นยังอยู่และทรงอิทธิพลในระดับท้องถิ่น
เงื่อนไขดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดมาจากธุรกิจสีเทานอกระบบ แต่เป็นการทำให้เกิดธุรกิจสีเทาในระบบการเมืองท้องถิ่นเอง
เราพบว่าการแช่แข็งทางการเมืองในระดับท้องถิ่นนั้นทำให้คนที่อยู่ในตำแหน่งไม่ต้องถูกตรวจสอบจากประชาชน
และที่สำคัญคือไม่ต้องถูกท้าทายจากกลุ่มอำนาจอื่นในพื้นที่
ดังนั้นพวกเขามีโอกาสที่จะปรับเอางบประมาณต่างๆ นั้นไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่และต่อเนื่องยาวนานกว่าสมัยการเลือกตั้ง
และยังสามารถก่อรูปของเครือข่ายอำนาจและจักรกลที่จะส่งต่อความมั่งคั่งดังกล่าวกลับไปกลับมากับบ้านใหญ่ที่กุมหัวจักรสำคัญในระบบจักรกลดังกล่าวในฐานะที่เป็นองค์ประธานของจักรกลในพื้นที่ ซึ่งเขาอาจจะไม่ต้องมาออกหน้าเอง แต่อาจให้ลูกน้องในองค์กรจัดการให้
การใช้งบประมาณของรัฐในฐานะงบพัฒนาท้องที่ทั้งที่จัดเก็บเอง และได้รับการจัดสรรมา นอกจากทำให้สามารถใช้งบปัฒนาพื้นที่ แต่การไม่มีการตรวจสอบจากระบบเลือกตั้งทำให้ประชาชน และฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคู่แข่งทางการเมืองตรวจสอบไม่ได้ และส่งผลให้เกิดคำถามต่อคุณภาพและความสมเหตุสมผลในการใช้งบประมาณ
นอกจากนี้อาจมีการเก็บเอาเงินทอนส่วนหนึ่งไปหล่อเลี้ยงระบบ และมีอีกส่วนหนึ่งไปไว้ในกองทุนหาเสียงในอนาคต
เรื่องแบบนี้ทำให้เห็นว่าอำนาจของบ้านใหญ่ในบางจังหวัดนั้นอาจไม่ต้องหล่อเลี้ยงโดยระบบธุรกิจเดิมที่บ้านใหญ่มี แล้วมาผ่านการเมืองเพื่อเอาอำนาจการเมืองไปต่อยอดธุรกิจเดิมของตน
บ้านใหญ่บางแห่งนั้นเติบโตด้วยธุรกิจใหม่ คือการแปลงระบบบริหารและการพัฒนาท้องถิ่นเองเลย ผ่านจักรกลหรือเครือข่ายย่อยๆ แล้วส่งความมั่งคั่งขึ้นมาให้แกนกลางของจักรกล เช่นการที่ อบต. เทศบาล ล้วนมาจากทีมเดียวกับ อบจ. และให้แน่นอนไปอีกขั้นคือมาจากทีมเดียวกับ ส.ส.
การทำความเข้าใจส่วนนี้ทำให้เข้าใจเรื่องการเมืองในระดับท้องถิ่นเพิ่มเติมไปจากความเข้าใจเดิมแค่ว่า การเมืองท้องถิ่นมีสองสามตัวแบบคือ แบบประชาชนเลือกใครก็ได้ ประชาชนเลือกตามนโยบาย หรือประชาชนเลือกตามระบบอุปถัมภ์ที่มีเครือข่ายสายสัมพันธ์มายาวนาน
มาสู่การให้ความสนใจกับตัวการยึดโยงกันเองของ “บ้านใหญ่ที่มากกว่าบ้านใหญ่” หมายถึงทั้งตระกูลการเมืองและส่วนขยายของตระกูลการเมือง ซึ่งเราพบว่ามีความเชื่อมโยงกันผ่านการเป็นเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจของการบริหารท้องถิ่นอย่างยาวนานในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น และสุดท้ายก็ทำให้พวกเขาสามารถกลับเข้ามาสู่อำนาจทางการเมืองได้อีกครั้งเมื่อการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมาจบลง
และในรอบนี้อาจจะมีบ้างที่บ้านใหญ่จะถูกล้ม แต่ผมคิดว่าบ้านใหญ่จะมีเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ การล้มลงของบ้านใหญ่จะไม่ได้นำไปสู่การเฉลิมฉลองคำอธิบายว่าประชาธิปไตยของไทยนั้นพัฒนาไปแล้ว เพราะวันนี้บ้านใหญ่ก็ยังเป็นจักรกลสำคัญของการเมืองระดับชาติด้วย เพระาเป็นยุคบ้านใหญ่เลือกพรรค พรรคพึ่งบ้านใหญ่ เพราะนโยบายรอบนี้ทุกพรรคไม่ได้โดดเด่นกว่ากันมากเพราะ pro-poor คล้ายกัน (เอาใจคนจน)
คนอาจจะคิดแค่ว่าบ้านใหญ่ต้องพึ่งพรรคเพราะกระแสซึ่งย่อมมีส่วนถูก
แต่อีกด้านหนึ่งพรรคกลับต้องพึ่งบ้านใหญ่ เพราะว่าสมประโยชน์ และในการขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมนั้น มีงานวิจัยที่บอกว่าคนจนไม่ได้โง่พอที่จะเลือกใครก็ได้ที่เอานโยบายประชานิยมมาให้ แต่เขาจะเลือกผู้นำที่เสนอนโยบายประชานิยมจากความรู้สึกที่เขาเชื่อมั่นและผูกพันกับคนคนนั้นในระดับที่เขาเห็นว่าผู้นำคนนั้นมีความจริงใจ และไม่ได้เอานโยบายประชานิยมมาให้พวกเขาเพียงแค่เพราะต้องการคะแนนเสียงเลือกตั้งจากเขาเท่านั้น
การสมประโยชน์ระหว่างบ้านใหญ่และพรรคการเมืองก็คือนโยบายประชานิยมและช่วยคนจนจะต้องขับเคลื่อนจากคนที่ประชาชนไว้ใจ พึ่งพาได้ ดังนั้นหากบ้านใหญ่เลือกพรรคที่เสนอนโยบายประชานิยมเข้าไปด้วย ประชาชนก็จะมีความเชื่อมั่นเพิ่มไปอีกว่าบ้านใหญ่ก็จะไปเป็นรัฐบาล นโยบายจะทำได้จริง และพวกเขาจะได้ประโยชน์
คำถามชุดนี้ไม่ใช่คำถามที่วางอยู่ในเรื่องของการตรวจสอบ หรือแข่งขัน แต่เป็นประเด็นของความไว้วางใจ หรืออาจมองว่าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า
แต่ต้องไม่ลืมว่าชัยชนะของบ้านใหญ่นั้นไม่ได้จีรัง ไม่ใช่เพราะว่ามีพลังประชาธิปไตยอุดมคติอะไรในพื้นที่ หรือแค่มีคนรุ่นใหม่
เพราะบ้านอื่นๆ ที่ไม่ได้ใหญ่เท่าเขาก็มีมวลชนของเขาเหมือนกัน และเขาก็ต้องรักษามวลชนต่างๆ ของเขาไว้เช่นกัน เพราะการรักษาฐานเสียงซึ่งแม้ว่าจะไม่ชนะ ก็ยังสำคัญที่จะทำให้พวกเขามีตัวตน เครือข่ายในทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองเช่นกัน หากไม่ต้องการที่จะถูดเปลี่ยนตัวหรือลดความสำคัญลงจากคนใหม่ๆ ที่จะกำลังจะเข้ามาในวงอำนาจ ไม่ว่าจะจากภายนอก หรือภายในพื้นที่เดิม
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

