สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานองคมนตรี และองคมนตรี
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา ทรงแต่งตั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานองคมนตรี และหลังจาก พล.อ.เปรมเข้าถวายสัตย์ต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร แล้ว
วันที่ 6 ธันวาคม มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายเกษม วัฒนชัย นายพลากร สุวรรณรัฐ นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ นายศุภชัย ภู่งาม นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉาย เป็นองคมนตรี
มี พล.อ.เปรมเป็นประธานองคมนตรี เป็นผู้รับสนองพระราชโองการ
วันที่ 7 ธันวาคม พล.อ.เปรมนำองคมนตรีที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์
โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชดำรัสกับคณะองคมนตรีที่เข้าเฝ้าฯ ว่า …
“ขอบใจและแสดงความยินดี ก็ขอบใจที่มีน้ำใจช่วยงาน คิดว่าคณะองคมนตรีในยุคนี้ปัจจุบันนี้ก็จะได้รับการมอบภารกิจ ตลอดจนได้รับโอกาส หรือหน้าที่ ที่จะให้คำแนะนำ ตลอดจนช่วยกันดำรงความมั่นคงของสถาบันและประเทศชาติ ตลอดจนมีการแบ่งงานกันให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งว่า ใครทำอะไร ในบางเรื่องในความชำนาญก็จะขอคำแนะนำ ตลอดจนปรับความสำคัญในการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายเกี่ยวกับสถาบันและเกี่ยวกับประเทศชาติ เป็นเรื่องของแผ่นดิน เพราะว่ามีเรื่องต่างๆ ที่จะมอบให้ก็มาก อย่างที่เคยคุยกันนอกรอบแล้ว
ขอขอบคุณและได้ป๋ามาเป็นประธาน ก็อุ่นใจแล้ว ทุกคนก็เคยปฏิบัติหน้าที่ถวายในรัชกาลก่อน หลายคนก็เชื่อมือกัน และคิดจะทำให้ประเทศเรามีความสุข จะได้ตั้งใจทำงานได้ ขอบคุณ”
ในจำนวนองคมนตรีใหม่ มี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ได้รับแต่งตั้งด้วย
ทั้ง 2 คน จึงลาออกจากรัฐมนตรี ทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลง 2 ตำแหน่ง
และเมื่อรวมกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล ซึ่ง ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีคนเก่าได้ลาออกไปก่อนหน้านี้
ทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลง 3 ตำแหน่ง…
ข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีจึงกระหึ่มขึ้น
ดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีทีท่าเกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรี
เบื้องต้น คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย รักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่ง พล.อ.ไพบูลย์ได้ลาออกไป
และให้ นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ
ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลนั้น ก่อนหน้านี้ได้มอบให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี รักษาการมาแล้ว
แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไม่แสดงท่าทีเกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรี แต่การให้มี “รักษาการ” ไว้ก่อน อาจสะท้อนเจตนารอคอยการปรับคณะรัฐมนตรีไปพลางก่อนก็เป็นได้
ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ จะปรับเล็ก หรือปรับใหญ่
สิ่งที่ได้ยินจากปาก พล.อ.ประยุทธ์มีเพียงแค่ หากมีการปรับคณะรัฐมนตรี
รัฐมนตรีใหม่ที่จะนั่งบริหารประเทศ ไม่จำเป็นต้องเป็นทหารก็ได้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีกระแสอยากเห็นการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะการปรับคณะรัฐมนตรีคือการเริ่มต้นใหม่
การเริ่มต้นใหม่มักทำให้เกิดความหวัง
เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยปรับคณะรัฐมนตรี โดยเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ
ทั้งนี้หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ และ
คณะนายทหารได้ยึดอำนาจ และตั้งรัฐบาลขึ้นมา มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี
การยึดอำนาจทำให้โลกภายนอกที่นิยมประชาธิปไตยมีมาตรการต่อต้าน
ยิ่งเมื่อเศรษฐกิจยุโรปและอเมริกามีปัญหา ยิ่งฉุดดึงการส่งออกของไทยให้ดิ่งเหว
แม้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจคนแรกของรัฐบาลจะผลักดันการค้าชายแดน เพื่อเพิ่มรายได้ทดแทนการส่งออกที่หายไป
แต่ยังไม่สามารถหยุดยั้งเศรษฐกิจที่ซึมยาวได้
พล.อ.ประยุทธ์จึงใช้วิธีปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อเริ่มต้นใหม่
คราวนั้น พล.อ.ประยุทธ์ดึง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และเกิดกระแสตอบรับในช่วงต้น
นายสมคิดชูแนวทางเศรษฐกิจ 2 ขา ดันเศรษฐกิจภายในและชายแดนให้เติบใหญ่
อัดฉีดเม็ดเงินลงไปในพื้นที่ภายใต้การกำกับดูแลของ “ประชารัฐ”
ยามนั้นความหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นมีสูงขึ้น
ขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่กระเตื้อง ปัญหาภาพลักษณ์ของรัฐบาลทหารยังคงดำรงอยู่ ปัญหาการส่งออกติดลบก็มีเหมือนเดิม
การเลือกตั้งซึ่งน่าจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ จะมีขึ้นในปี 2560 แต่รัฐบาลใหม่อาจจะต้องผ่านกระบวนการต่างๆ
รัฐบาลจากการเลือกตั้งอาจจะทำงานได้ในปี 2561
เท่ากับว่าประเทศไทยต้องรออีก 1 ปี รัฐบาลใหม่ถึงจะเริ่มต้นบริหาร
อาจจะนานไป!
ดังนั้น เมื่อมีตำแหน่งรัฐมนตรีเก้าอี้สำคัญ ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงดิจิทัล ว่างลง
จึงมีกระแสสนับสนุนการปรับคณะรัฐมนตรี
ปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อสร้างความหวังให้เกิดขึ้นอีกครั้ง
ผู้เสนอว่า พล.อ.ประยุทธ์น่าจะปูทางลงจาก คสช. ด้วยการปรับคณะรัฐมนตรีให้เข้าสู่ระบบสากล
ลดจำนวนรัฐมนตรีฝ่ายทหาร เพิ่มผู้เชี่ยวชาญฝ่ายต่างๆ เข้ามา
ส่วนผู้เชี่ยวชาญที่ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน แต่บริหารงานไม่เหมาะกับกาลเวลา ก็ถือโอกาสเปลี่ยนตัว
การปรับคณะรัฐมนตรีถ้าทำอย่างเหมาะสม จะช่วยเรื่องภาพลักษณ์ของรัฐบาลเอง
และช่วยสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาใช้บริการประเทศไทย
ที่สำคัญคือช่วยลดเงื่อนไข มิให้ประเทศคู่ค้าเกี่ยงงอนในการซื้อสินค้าส่งออกของไทย
ในบรรดาหนทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลนั้น การปรับ
คณะรัฐมนตรีอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นำมาช่วยได้
เพราะการปรับคณะรัฐมนตรีหมายถึงการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
การปรับคณะรัฐมนตรีเป็นกลยุทธ์การบริหารที่นายกรัฐมนตรีหลายยุคสมัยนำมาใช้
แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็เคยใช้มาแล้วครั้งหนึ่ง
เพียงแต่จะนำมาใช้อีกครั้งในคราวนี้หรือไม่… ต้องติดตาม

