สถานีคิดเลขที่ 12 : อย่าให้เสียของ
บรรยากาศการรับสมัคร ส.ส.และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ระหว่างวันที่ 3 และ 4 ถึง 7 เมษายน เป็นไปอย่างคึกคัก
ต่อไปคือการตระเวนหาเสียง ซึ่งดำเนินมาก่อนจะยุบสภาเสียอีก จวบจนขณะนี้น่าจะพอจับเค้าได้ว่าแต่ละพรรคมีอะไรดี
และพอจะคาดเดาได้ว่าถ้าพรรคใดได้บริหารประเทศ เขาต้องทำอะไร หรือไม่ทำอะไรบ้าง
กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างฉบับใหม่นั้นชัดเจนที่สุด
ประเด็นนี้ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคไทยสร้างไทย หรือแม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนให้แก้ไขในภาพใหญ่
เหลือเพียงภาพย่อยที่อาจจะคิดไม่เหมือนกัน เช่น พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2
ส่วนพรรคที่ไม่เห็นความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างใหม่ คือ พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นต้น
ยังมีประเด็นการปฏิรูปกองทัพ ชูธงเลิกการบังคับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งพรรคที่เคลื่อนไหวชัดเจนยังเป็นพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย
ส่วนประเด็นอื่นๆ นั้น ทุกพรรคนำเสนอ โดยมีแง่มุมที่แตกต่างกันเท่านั้น เช่น การ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ทุกพรรคสนับสนุน แต่พรรคพลังประชารัฐตอกย้ำโดดเด่นที่สุด
หรือประเด็นปากท้อง ทุกพรรคก็นำเสนอแนวทางแก้ไข
กรณีเช่นนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการว่าพรรคไหนจะมีวิธีทำที่เป็นไปได้มากที่สุด
แนวนโยบายต่างๆ ของแต่ละพรรคนั้นมีความสำคัญ เพราะเสนอมาแล้วไม่อยากให้เสียของ
ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาว่าพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถเป็นรัฐบาลได้ การทำตามคำมั่นสัญญาก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ดูเหมือนว่าโอกาสที่จะเกิดรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้งนั้นมีสูง
ดังนั้น จะทำอย่างไรให้คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนไม่เสียของ
เพราะรัฐบาลผสมย่อมเกิดนโยบายผสมตามมาด้วย แต่นโยบายที่ผสมนั้นจะรักษาคำมั่นสัญญาหลักๆ ให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับผู้ใช้สิทธิหากต้องการให้พรรคที่ตัวเองเลือกผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรมได้ อาจต้องเลือกทั้งคนทั้งพรรคนั้นๆ ไปเลย
แต่ถ้าจำเป็นต้องเลือกคนกับเลือกพรรคที่ต่างกันก็ขอให้เลือกพรรคและคนจากพรรคที่มีนโยบายสอดคล้องกัน
อาทิ หากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็น่าจะเลือกพรรคการเมือง หรือ ส.ส.ที่สังกัดพรรคการเมืองที่ประกาศหนักแน่นว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เช่นเดียวกัน หากไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เลือกพรรค หรือ ส.ส.จากพรรคที่ไม่เห็นความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
ส่วนพรรคการเมืองก็อย่าทำให้ประชาชนเสียความรู้สึก หากผลการเลือกตั้งออกมาแล้วปรากฏว่าเสียงพรรคตัวเองไม่ได้ตามเป้าหมาย ต้องไปตามหาพวกและพรรคเพื่อจับมือกันตั้งรัฐบาล
ควรจะเลือกจับมือกับพรรคที่มีนโยบายสอดคล้องกันเป็นหลัก เพื่อรับประกันว่ารัฐบาลสามารถทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ได้
ดังนั้น จุดยืนและนโยบายของพรรคการเมืองที่แต่ละพรรคประกาศให้ประชาชนรับทราบในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งจึงมีความสำคัญ
สำคัญทั้งก่อนการเลือกตั้งและยิ่งมีความสำคัญหลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว
เพราะการจับมือผนึกกำลังเป็นรัฐบาลผสม ต้องเลือกพรรคที่มีนโยบายสอดคล้องกัน
เพื่อยืนยันว่าคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้จะไม่เสียของ
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

