เอ็นจีโอ-คนรุ่นใหม่-คนพิการ ส่งเสียงเดิมพันคนไทย ‘เลือกตั้ง 66’ สมหวัง-สิ้นหวัง จน 4.4 ล้าน รวย 40 ตระกูล
เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ภาคประชาสังคมจัดงานแถลงข่าว “เลือกตั้ง 2566 : ฟังเสียงนโยบายภาคประชาสังคม (Civil Society’s Agenda for the 2023 Thailand Election)” เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะด้านสิทธิมนุษยชนหลากหลายประเด็นครอบคลุมทั้งสิทธิพลเมืองสิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย คนพิการ เด็ก สตรี ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ สิทธิมนุษยชนและการพัฒนา รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยต่อตัวแทนพรรคการเมืองและสาธารณชน

โดยที่ผ่านมา ภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันจัดทำนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อนำเสนอต่อผู้สมัครพรรคการเมือง กระตุ้นให้เกิดเป็นนโยบายเลือกตั้ง 2566 จากการฟังเสียงของประชาชน และให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนในแง่มุมต่างๆ อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

ในตอนหนึ่ง นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า สิทธิมนุษยชนคือเรื่องของทุกคน ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่พวกเขาอยู่ในประเทศไทยพวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของก้าวต่อไปของประเทศไทยทั้งสิ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ได้รับรองพันธกิจสำคัญที่มีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งการเคารพปกป้องคุ้มครองและเติมเต็มสิทธิต่างๆ รวมทั้งปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน

“การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหรือการทำงานของรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวชี้วัดที่จะแสดงให้เห็นว่าผู้แทนของประชาชนจะใช้กลไกในรัฐสภาอย่างไรให้เกิดการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งถูกจำกัดอย่างมาก ในช่วงที่ผ่านมาพรรคการเมืองที่ให้คุณค่าประชาชนคือพรรคที่พัฒนานโยบายเพื่อสังคมโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน แม้ว่าพวกคุณจะได้เป็นรัฐบาลฝ่ายค้าน หรือไม่ได้รับการเลือกตั้งในครั้งนี้เลยก็ตาม” นางปิยนุชกล่าว
ด้านนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) เผยว่า ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในประเทศแห่งนี้ ถูกกล่อมเกลาจากชนชั้นนำระบอบอำนาจนิยมและเสรีนิยมใหม่ให้เชื่องเชื่อ จนกลายเป็นสิ่งปกติ คนจน 4.4 ล้านคน รายได้ต่ำกว่า 2,803 บาทต่อเดือน ในขณะที่คนรวย 40 ตระกูลมีมูลค่าทรัพย์สิน 143,595 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 28.5 ของ GDP ที่ดินอยู่ในมือคนมั่งมีกว่า 6 แสนไร่ เท่ากับจังหวัดสมุทรปราการมีแต่คนไร้ที่ดินคนไร้บ้านจำนวนมาก เด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษากว่า 1.2 ล้านคน เด็กครอบครัวยากจนเข้าถึงมหาวิทยาลัยเพียง 11% ผู้สูงอายุและคนพิการได้รับเบี้ยยังชีพต่ำกว่าเส้นความยากจน 3-5 เท่า

“การเลือกตั้ง 2566 ในครั้งนี้จึงมีเดิมพันระหว่างสังคมไทยที่มีความหวังกับความสิ้นหวังประชาธิปไตยกับเผด็จการขวาจัด รัฐเผด็จการอำนาจนิยมกับรัฐสวัสดิการ และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น สวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตประชาชน กับอาวุธยุทธภัณฑ์เพื่อความมั่นคงกองทัพ
โอกาสการศึกษาที่เท่าเทียม กับธุรกิจการศึกษาที่สร้างหนี้สิน การเข้าถึงสิทธิเสมอกันถ้วนหน้ากับระบบสงเคราะห์ตีตราคนจนแบ่งแยกเลือกปฏิบัติ รวมทั้งการสร้างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย กับการคงอยู่ของระบบอำนาจนิยม” นายนิติรัตน์กล่าว
นายอธิพันธ์ ว่องไว หัวหน้าโครงการกาลพลิกมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า หน่วยเลือกตั้งควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถอำนวยให้คนพิการสามารถไปใช้สิทธิลงคะแนนได้จริง เช่น บางหน่วยสถานที่ไม่อำนวยในการช่วยเหลือตัวเองได้มากนัก ควรเน้นการออกแบบให้รองรับคนทุกรูปแบบ

“คนพิการต่างตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกคนดีเข้ามาบริหารประเทศและต้องการให้พรรคการเมืองต่างๆ มีนโยบายด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ต้องมีกลไกสนับสนุนผู้ช่วยคนพิการ โดยนโยบายต่างๆ ต้องไม่มาจากทัศนคติด้านการสงเคราะห์ ควรเพิ่มค่าจ้างคนพิการให้สอดคล้องกับค่าครองชีพเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดผู้ช่วยคนพิการมากขึ้นด้านกลไกผู้ดูแลคนพิการ ไม่ควรขึ้นอยู่กับ อสม.เพียงอย่างเดียว และต้องพัฒนากองทุนคนพิการให้ใช้งานตอบโจทย์คนพิการอย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่สำคัญการเลือกตั้งต้องเคารพสิทธิและเสียงของคนพิการ” นายอธิพันธ์กล่าว
ขณะที่ นายนัสรี พุ่มเกื้อ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ เผยว่า ในตอนนี้สังคมไทยได้กลายเป็นสังคมที่เยาวชนไร้ความหวัง เด็กและเยาวชนหลายคนถูกผลักออกจากระบบการศึกษา สถิติการเกิดขึ้นของปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มิหนำซ้ำเด็กและเยาวชนในประเทศนี้ยังรู้สึกว่าตนเองไม่มีสิทธิไม่มีเสียงและการแสดงออกทางการเมือง มักลงเอยด้วยการตอบโต้ที่ใช้ความรุนแรงและการถูกดำเนินคดี

“ตอนนี้ความหวังของพวกเรานั้นริบหรี่ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเลือกตั้งทั่วไป แต่ผลของการเลือกตั้งครั้งนี้หากเราชนะ และข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมสัมฤทธิ์ผล นี่จะเป็นตัวจุดชนวนความหวังและเป็นเชื้อไฟให้กับเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้เติบโตในสังคมไทย หากผู้นำประเทศคาดหวังที่จะให้เราเติบโตที่นี่ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมและสังคมที่ดีสำหรับการเติบโตของพวกเราด้วย” นายนัสรีกล่าว
ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมย้ำว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองต้องให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและขอให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองทุกพรรค ยึดมั่นในการพัฒนาสถานการณ์ในด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ตามที่ภาคประชาสังคมนำเสนอต่อพรรคการเมืองด้วย


