หน้าแรก Election Slide กกต.เปิด‘อี-ว...

กกต.เปิด‘อี-วอร์รูม’ ส่องหาเสียงโซเชียล

5.04.23 | 05:55 น.

กกต.เปิด‘อี-วอร์รูม’ ส่องหาเสียงโซเชียล

การเมืองไทยเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มตัว ทั้งผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างมีหมายเลขใช้ในการหาเสียงแล้ว เหลือเวลาอีกเดือนกว่าๆ ในการลงพื้นที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจดจำเบอร์ ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคมนี้

ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดกติกาอะไรที่ทำได้และอะไรที่ไม่ควรทำ ออกมาเตือนแต่แรก อาทิ ไม่เสนอให้ผลประโยชน์ซึ่งเป็นทรัพย์สิน เงินทอง ไม่เสนอให้ผลประโยชน์ทางตรงหรือทางอ้อมแก่ชุมชน ไม่จัดมหรสพหรือจัดเลี้ยง ไม่หลอกลวง บังคับ หรือใช้อิทธิพลในการหาเสียง และไม่ใช้สื่อโฆษณาเพื่อเอื้อประโยชน์ในการหาเสียง เป็นต้น

สำหรับการหาเสียงของนักการเมืองในการใช้สื่อออนไลน์ในการแสดงวิสัยทัศน์ นโยบายต่างๆ รวมทั้งการขอเสียงสนับสนุน ถือเป็นอาวุธทะลุทะลวงถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างดี เป็นสื่อที่เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลสูงมากในยุคปัจจุบัน

ในส่วนของ กกต.ก็ได้ใช้สื่อนี้เพื่อดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเช่นกัน ด้วยการตั้ง “ศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์” หรือ E-War Room ขึ้นที่ศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ชั้น 6 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

Advertisement

หน้าที่หลักของศูนย์ E-War Room คือ 1.ติดตาม ควบคุม ดูแล และตรวจสอบ เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. 2.วิเคราะห์และเสนอความเห็นกรณีการกระทำผิดเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วเสนอต่อ กกต.เพื่อสั่งให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูล 3.เพื่อแจ้งไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่ง กกต.ภายในระยะเวลาที่ กกต.กำหนด 4.แจ้งคำสั่ง กกต.ไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสืบสวน ไต่สวน ต่อไป และ 5.ดำเนินการอื่นตามที่ กกต.มอบหมาย

“แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่ดูแลการกระทำผิดซื้อสิทธิขายเสียง การใช้ตำแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐ คุ้มครองผู้สมัคร และพรรคการเมืองที่ถูกกระทำและละเมิดตามที่กฎหมายเลือกตั้ง ส่วนมากจะเป็นเรื่องการใส่ร้าย โดย กกต.ร่วมมือกับทางศูนย์ไซเบอร์ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หากพบมีการกระทำในลักษณะดังกล่าวเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ก็จะแจ้งเจ้าหน้าที่ให้นำข้อความนั้นออก ส่วนผู้กระทำผิดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

“จะเสนอความเห็นกรณีการกระทำผิดเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วเสนอต่อ กกต. เพื่อสั่งให้แก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูล รวมทั้งแจ้งไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่ง กกต.ภายในระยะเวลาที่ กกต.กำหนด และแจ้งคำสั่ง กกต.ไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสืบสวน ไต่สวน” เลขาธิการ กกต.ระบุขั้นตอนการทำงานของ E-War Room

“พล.อ.ต.อมร ชมเชย” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ระบุว่า ศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ จะติดตามเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อติดตาม ควบคุม ดูแล และตรวจสอบเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยกระทรวงดีอีเอส ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการในการตรวจจับการกระทำความผิด นำเครื่องมือเรียกว่าโซเชียล มอนิเทอริ่ง หรือโซเชียลลิสซินนิ่ง คือการติดตามและรวบรวมข้อมูล ความคิดเห็น และกิจกรรมของผู้ใช้บริการที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย บล็อก หรือเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งโซเชียล มอนิเทอริ่ง คือเครื่องมือที่จะมาช่วยเก็บข้อมูลเหล่านี้ ข้อความที่ตรวจสอบแล้วไม่เหมาะสมจะถูกดำเนินการต่อไป

ขณะเดียวกัน จะตรวจสอบว่าผู้ใช้บริการบนสื่อโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม อาทิ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ ฯลฯ ว่ามีการระบุข้อความกล่าวโฆษณาเกินจริง พาดพิง หรือให้ร้ายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากพบมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หรือกฎหมายเลือกตั้ง ผู้รวบรวมข้อมูลจะนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อสั่งให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูล หรือแจ้งไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดต่อไป

ขณะที่ “ภุชพงค์ โนดไธสง” เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) อธิบายเพิ่มเติมว่า กกต.ได้เชิญดีอีเอสเข้าร่วมเป็นคณะทำงานในศูนย์ E-War Room ตั้งแต่เรื่องการจัดการ การดูแลความเรียบร้อย เพราะประเทศไทยยังไม่มีการใช้ระบบการเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด คาดว่า กกต.อาจมีระบบโปรแกรมอิเล็กทรอนิกส์เดิมที่ได้พัฒนาไว้ใช้แล้ว ดีอีเอส
จะทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการร่วมในศูนย์ดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลระบบให้เกิดความปลอดภัย โดยรวม กกต.จะเป็นผู้ดูแลหลัก

“ขณะเดียวกัน ปีนี้จะมีการเลือกตั้ง แต่ไม่มีการใช้โปรแกรมในการนับคะแนนเลือกตั้งเนื่องจาก กกต.ไม่ได้ติดต่อกระทรวงดีอีเอสเพื่อพัฒนาระบบการเลือกตั้งครั้งนี้ หาก กกต.จะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการนับคะแนนเลือกตั้งและควบคู่กับระบบอนาล็อก ต้องติดต่อกับกระทรวงดีอีเอสล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ปี เพื่อเตรียมระบบให้พร้อม” เลขาธิการ สดช.แจกแจงเพิ่มเติม

ด้าน “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้จัดการโครงการ iLaw เสนอมุมมองว่า การที่ กกต.ตั้ง E-War Room ขึ้นมา เพื่อจับเรื่องทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง และการเผยแพร่เฟคนิวส์ใส่ร้ายผู้สมัคร ส.ส.ไม่ได้ผิดอะไร แต่ปัจจัยหลักไม่น่าจะใช่การมีวอร์รูมนี้ โดยหลัก ผู้สมัคร ส.ส.ทั้งหลายน่าจะตรวจสอบกันเองอยู่แล้ว เช่น ถ้านาย ก. ด่านาย ข. โดยการใส่ร้ายด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นจริง นาย ข. รู้เข้าก็จะเป็นคนไปแจ้งเอง ขอให้ กกต.รับเรื่องแล้วทำหน้าที่ตีความโดยสุจริต ก็เพียงพอแล้ว

ปัญหาจากสถานการณ์ปัจจุบัน ความจริงไม่ได้อยู่แค่การที่ กกต.ตั้ง E-War Room นี้หรือเปล่า แต่อยู่ที่กฎระเบียบในปัจจุบันไม่มีความชัดเจนว่าตกลงทำอะไรได้-ไม่ได้ พูดอะไรได้-ไม่ได้ ส่วนกติกาที่จะต้องมาทวิตเตอร์แล้วบอกว่า ที่อยู่ของคนผลิตสื่อหาเสียงนั้น คือที่ไหน ตรงนี้ก็ไม่แน่ชัดว่ากฎหมายเขียนแบบนั้นหรือเปล่า แล้วจะไปมีผลบังคับใช้แบบนั้นด้วยหรือไม่

ปัญหาที่เรื้อรังมานานของประเทศนี้ คือ ตกลงอะไรเท็จ อะไรไม่เท็จ แล้วใครจะเป็นคนบอกว่าอะไรเท็จ อะไรไม่เท็จ ซึ่งความคิดเห็นกับข้อมูลเท็จ ไม่เหมือนกัน เช่น ถ้ามีคนบอกว่าผู้สมัครคนนี้ไม่มีความสามารถ อันนี้เป็นความคิดเห็น จะมีความสัมพันธ์กับข้อเท็จจริงหรือไม่ ไม่ทราบ แต่ไม่ใช่ข้อมูลเท็จหรือไม่เท็จ

ถ้าคนที่ถูกด่าไปแจ้งว่านี่เป็นข้อมูลเท็จ แล้วหน่วยงานรัฐรับลูกไป ลบเลย คิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องที่ดีเบตกันได้ ใครที่คิดว่าไม่มีความสามารถก็พูดมา ใครที่คิดว่าตัวเองมีความสามารถก็พิสูจน์ไป แต่ว่าข้อมูลเท็จ จริงๆ ก็มีที่หยิบมาโจมตีกันอยู่ สมมุติเคสว่า นาย ก. พูดว่า “นาย ข. รอบที่แล้วสัญญาไว้ว่าจะทำ แต่พอได้เข้าไปในสภาแล้วไม่ทำ“ แต่นาย ข. บอกว่า “ตัวเองไม่ได้พูดว่าจะทำ” แบบนี้มันก็ต้องสู้กันได้ เพราะนาย ก. อาจจะพูดผิด นาย ข. ก็ต้องโต้ว่า “ไม่เคยบอกว่าจะทำ หลักฐานอยู่ไหน” นาย ก. ก็เอาหลักฐานมาให้ดูว่า “นี่ไง คุณพูดว่าจะทำ” สิ่งเหล่านี้มันก็เป็นสีสัน ไม่ใช่เรื่องข้อมูลเท็จที่จะต้องมาปิดกั้น หรือตัดสิทธิผู้สมัคร

“การมีศูนย์นี้ก็มีได้ แต่ให้คนทั่วไปร้องเรียนด้วยได้ไหม ถ้ามีช่องให้ประชาชนและผู้สมัครร้องเรียน ยังพอไหว แต่ถ้ารัฐจะมอนิเตอร์เอง ไม่น่าใช่ ไม่มีใครมอนิเตอร์ได้ แค่ทำช่องทางให้คนมีส่วนร่วม ช่วยกันสอดส่องดูแล แล้วทำกติกาให้มันชัด ใช้วิจารณญาณวินิจฉัยโดยสุจริต” ยิ่งชีพกล่าวแนะนำทิ้งท้าย