เสียงประชาชน เรียกร้องต้องการจากเลือกตั้ง
หมายเหตุ – ตัวแทนประชาชนทั้งจากภาคธุรกิจ, ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนตัวแทนภาคประชาสังคม ร่วมส่งเสียงจากทุกภูมิภาค ในเวทีออนไลน์ “เสียงประชาชน: นโยบายที่ใช่-สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำ” ภายใต้แคมเปญ “มติชนเลือกตั้ง 66 บทใหม่ประเทศไทย” เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา

บุญชู จันทร์สุวรรณ
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี และนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย
ปัญหาหลักๆ ที่เจอผมว่าคล้ายๆ กันทุกพื้นที่คือปัญหาเรื่องปากท้อง การแก้ไขต้องทำโดยคนที่รู้ปัญหาจริงๆ เพราะแต่ละพื้นที่ปัญหาก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นการที่ภาครัฐจะออกระเบียบ กฎหมายเพื่อประชาชน ผมว่าต้องประเมินและนำข้อมูลที่ถูกต้องจริงๆ มาทำเพื่อตอบปัญหาให้ตรง เรื่องการกระจายอำนาจเป็นเรื่องที่สำคัญ ทุกรัฐบาลไม่ค่อยให้ความสำคัญเพราะเหมือนกระจายไปแล้วหลุดมือ ฉะนั้น การที่เราทำเรื่องการกระจายอำนาจไม่สำเร็จมี 2 ปัจจัยคือ 1.ผลประโยชน์ และ 2.อำนาจ ถ้าปากเราพูดว่าจะทำงานเพื่อประชาชน ก็จะสามารถทำงานกระจายอำนาจได้สำเร็จ และคนที่อยู่ในพื้นที่ที่กระจายไปนั้นไม่ใช่ว่าเก่งกว่า แต่เขาอยู่กับปัญหา ฉะนั้นการแก้ไขต้องเอาคนที่รู้ปัญหามาแก้ ถ้าทุกรัฐบาลเห็นความเจริญของประเทศชาติ เห็นความสำเร็จของประชาชน ต้องกระจายอำนาจ
ภาพรวมนโยบายเหมือนหว่านแห เห็นแต่ละพรรคออกมาหลากหลาย รู้สึกว่ามันสับสนไปหมด ไม่สามารถจับหลักอะไรได้ชัดเจน ผมคิดว่านโยบายปัจจุบันที่ออกมาดี แต่บางนโยบายก็หยุมหยิม ตอบปัญหาความต้องการของประชาชนได้ไม่ค่อยชัดเจน เหมือนคนหาเสียงแล้วพูดไปเรื่อยถึงเวลาแล้วจะทำหรือเปล่าก็ไม่รู้ ประชาชนก็ไม่เกิดความมั่นใจ ผมอยากเห็นนโยบายที่แบ่งตามช่วงอายุ และนโยบายที่บอกว่าเข้ามาแล้วจะบริหารประเทศอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

ธารา บัวคำศรี
ผู้อำนวยการ กรีนพีซ ประเทศไทย
ในฐานะองค์กรรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม และทำงานในประเด็นความเป็นธรรมในด้านสภาพภูมิอากาศ เราเห็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ไขด่วน คือมลพิษทางอากาศที่เรื้อรังตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังเป็นปัญหาเร่งด่วนของผู้กำหนดนโยบายและเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขของประชาชน ปัญหาที่ด่วนขนาดนี้จะใช้วิธีการเฉพาะหน้ามารับมือไม่ได้ ต้องวิเคราะห์ดูรากเหง้าของปัญหาว่าคืออะไร ซึ่งเราได้รวบรวมออกมาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับแต่ละพรรค ซึ่งจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นเหมือนกฎหมาย เรื่องการพัฒนาที่ผิดทิศทาง ที่ผ่านมาไม่มีมาตรการป้องกันสิ่งแวดล้อมก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไร ดังนั้น เราต้องมีกฎหมายเปิดเผยข้อมูลข่าวสารการปล่อยแล้วเคลื่อนย้ายมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม ที่มีการปัดตกในช่วงรัฐบาลที่กำลังรักษาการอยู่ตอนนี้ ด้านกฎหมายอากาศสะอาด ก็ปัดตก ผมคิดว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม เร่งด่วนเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากกระทบกับวิถีชีวิตของคนโดยตรง
ซึ่งนโยบายพรรคที่โดดเด่น พูดถึงการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผมว่าน่าสนใจมาก เพราะในอดีตที่ผ่านมาการรณรงค์หาเสียงมักจะหยิบเอาเรื่องปากท้องเพียงอย่างเดียว อีกสิ่งหนึ่งที่คิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี คือการพูดถึงการกระจายอำนาจ ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคในการกู้วิกฤตมลพิษทางอากาศ คือการทำอย่างไรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนต่างๆ ในพื้นที่ มีอำนาจในการตัดสินใจ เช่น การประกาศเขตภัยพิบัติ หรือการที่จะดึงเอางบมาช่วยประชาชนในยามวิกฤต หลายพรรคพยายามพูดถึงการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
เราอาจจะตั้งต้นที่การแก้ไขโครงสร้าง มีรัฐธรรมนูญที่พูดถึงสิทธิทางสิ่งแวดล้อม สิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ผมคิดว่าถ้ามีรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับต้นๆ คือ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างไร เพื่อรับรองสิทธิที่คนจะมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และอีกเรื่องที่คิดว่าเร่งด่วนคือปากท้องของประชาชน

อรนุช เลิศกุลดิลก
ผู้จัดการโครงการเพื่อผู้สูงอายุ forOldy
ปัญหาสังคมในปัจจุบันที่ผู้สูงอายุคุยกัน คือเรื่องการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่มีมาตลอด แต่ช่วงนี้มีสถานการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น เรามองว่าปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นจากความบกพร่องเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมของตัวบุคคล และกลุ่มคนในสังคม อย่างล่าสุดที่เกิดคดีฆาตกรรมก็มาจากเหตุเหล่านั้น จึงอยากให้สิ่งเหล่านี้หายไปจากสังคม
ยังไม่เห็นนโยบายพรรคไหนพูดเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมที่หดหายในสังคมไทย อยากร้องขอให้กลับมามองเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่เพราะทุกคนละเลย หลายๆ พรรคก็วาดฝันเราไปไกล แต่เรื่องใกล้ตัวเรายังไม่สามารถจัดการได้ เหมือนต้นไม้ที่รากไม่แข็งแรง ถึงจะมีดอกผลงดงามขนาดไหนก็ไม่ยั่งยืน มันแค่ชั่วคราว ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ผู้สูงวัยคิดแต่เรื่องใกล้ตัว เรื่องเล็กๆ แต่เป็นความมั่นคงของชีวิตและครอบครัวซึ่งเป็นพื้นฐานของชีวิต รู้สึกดีใจที่หลายๆ พรรคคิดถึงปากท้องผู้สูงอายุ บางพรรคให้ถึง 5,000 บาท ต้องขอบคุณมาก ซึ่งเราได้รวมตัวกับเครือข่ายที่รณรงค์เรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุ เพราะเรามองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ผู้สูงอายุทำงานรับใช้สังคมมายาวนานควรจะได้รับสวัสดิการนี้ ปีนี้เป็นปีที่ชัดเจนมากที่หลายพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
อยากให้รัฐบาลเรียกคนไทยกลับมาสู่สังคมแบบไทยๆ เรามีเอกลักษณ์มากเรื่องสังคมเอื้ออาทร ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องส่งเสริม ว่าจะทำอย่างไรให้คนนึกคิดดี และประพฤติดี เพราะเราคิดไกลเกินไป เราลืมกลับมามองตัวเราเอง

ก้องศักดิ์ คู่พงศกร
ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต
จ.ภูเก็ต ปัจจุบันพบปัญหาสภาพการจราจร มีแผนสร้าง 3-4 เส้นทาง แต่ก็เป็นเพียงแผน จึงอยากให้รัฐบาลหน้าเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการจราจร ก่อสร้างถนน ไม่ว่าจะถนนสายสาคู-เกาะแก้ว เส้นทางรองไปตัดกับสี่แยกสนามบิน หรือทางด่วนที่จะเลี้ยวไป ต.กะทู้ ขุดเจาะอุโมงค์ป่าตองเข้าไปในพื้นที่ของหาดป่าตอง
อีกเรื่องคือ ขนส่งมวลชน ซึ่งเราเรียกร้องกันมามากกว่า 30 ปีแล้ว ทั้งรถไฟฟ้ารางเบา รถเมล์ เราอยากได้ขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวได้ใช้ประโยชน์ ลดจำนวนรถส่วนตัวบนถนน และมีทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยว จากที่บังคับให้ต้องใช้แต่แท็กซี่ เพิ่มต้นทุนการเดินทางโดยไม่จำเป็น อยากได้ความมั่นคงเรื่องน้ำ เรามีแหล่งน้ำตามธรรมชาติเก็บกักตุนได้เพียง 3 แหล่ง คือ อ่างบางวาด อ่างคลองกะทะ และอ่างบางเหนียวดำ ไม่เพียงพอใช้ตลอดทั้งปี ส่วนเรื่องสุดท้ายที่เร่งด่วน จ.ภูเก็ต เป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก มีนักท่องเที่ยวกว่า 14 ล้านคน มีประชากร 3.5 แสนคน มีนักท่องเที่ยวตลอดเวลาประมาณ 1 ล้านคน และมีประชากรแฝงอีก 7 แสนคน นั่นหมายถึงตลอดเวลาเราจะมีประชากร 2 ล้านคน แต่งบพัฒนาให้รองรับคน 2 ล้าน มีไม่เพียงพอ ดังนั้นภาครัฐควรกระจายอำนาจให้ภูเก็ตและการท่องเที่ยวจังหวัดอื่นๆ ได้สามารถคิดและทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ เพื่อแก้ปัญหาท้องถิ่น รวมถึงการกระจายงบประมาณอย่างเพียงพอ เราสร้างรายได้เยอะ เท่ากับใช้ทรัพยากรธรรมชาติเยอะ เราจึงควรจะมีเม็ดเงินทั้งทางตรงทางอ้อมเพื่อฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวและจัดการกับปัญหาตรงนั้น อยากให้ภาครัฐเร่งกระจายอำนาจ ไม่ว่าจะในรูปแบบการจัดสรรงบประมาณ หรือ การเรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ การตอบโจทย์ภาคเอกชนคือ แค่เราได้ทำในสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำได้เอง
ซึ่งการเลือกพ่อเมืองได้เอง นั่นหมายถึงต้องไปแก้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยเยอะมาก เราเห็นว่า กทม.เติบโตอย่างไร และพัทยามีเม็ดเงินพัฒนาในสิ่งที่ต้องการ สามารถสร้างหรือคิดโปรเจ็กต์ที่อยากทำได้ เราอยากดำเนินรอยตามเป็นจังหวัดที่ 3

สวาท ธีระรัตนนุกูลชัย
รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เราดูทุกพรรคที่เสนอเรื่องการขึ้นค่าแรง แต่ผู้ประกอบการในพื้นที่ไม่มีปัญญาจ่ายสูงเกินรายรับที่ได้ ก็จะกลายเป็นการเอาคนออกจากพื้นที่เหมือนเดิม หรือไม่ก็ไปขายแรงงานต่างประเทศ เพื่อนบ้านก็จะมารับผลประโยชน์แทน ไม่มีพรรคไหนพูดเรื่องนี้ ถ้าสกิลแรงงานเราดี มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นก็จะได้ค่าแรงมากกว่านี้ ซึ่งธรรมชาติคนไทย ไม่ว่าจะเรื่องการก่อสร้าง หรือแรงงาน ไทยเราเป็นที่ยอมรับของโลก ภาครัฐมองต่างจากเอกชนมาตลอด และความจริงแล้ว 1.อีสานยังมีพื้นที่เยอะเรื่องการเกษตร 2.ด้วยบริบทโลกที่มีสงคราม ก็อยากให้มองเรื่อง การเพิ่มงาน เพิ่มเงินในพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้เราปลูกข้าวตามฤดูกาล ทำอย่างไรถึงจะปลูกได้ทั้งปี อย่าปล่อยให้คนอีสานไปขายแรงงานจนกลายเป็นปัญหาสังคม เพราะครอบครัวต้องแยกจากกัน
ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) ผมว่าต้องเร่ง อยากให้ภาคเอกชนไปช่วยคิด ช่วยทำ เพื่อให้เกิดเป็นเครื่องมือสร้างงาน-สร้างเงินในพื้นที่ได้ การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจคือหัวใจสำคัญมากกว่าเอาการเมืองมาเล่น เราพูดแต่แผนมาตลอด ดังนั้น ทันทีที่เข้ามาต้องทำทันที ไม่มีฮันนีมูน เพราะโลกเปลี่ยนเร็ว แนวโน้มและพื้นที่ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว เพื่อให้เราเดินหน้าตลอดทาง ต้องคิดแบบเอกชน เอาระเบียบไปอยู่ข้างหลัง เดินหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด

ปรัชญา สมะลาภา
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก
ตอนนี้ปัญหาที่รุนแรงมากคือ การขาดแคลนแรงงานภาคบริการ ประกอบกับช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. เป็นช่วงหน้าผลไม้ ต้องการแรงงานมากขึ้น ซึ่งไทยเรามีความหวังว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นฟูประเทศ แต่ Ecosystem ของการท่องเที่ยว ตอนนี้ขาดแคลนแรงงานอย่างสูง
ผมคิดว่าทุกพรรคพูดถึงเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภาพองค์รวมที่อย่างไรก็ต้องรีบทำ แต่ภายใต้นั้นมีปัญหาเชิงโครงสร้าง อย่าง การกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณไปสู่ภูมิภาค ที่ปัจจุบันยังตัดสินใจอะไรได้น้อยมากและเงินน้อย ส่วนใหญ่ต้องตัดสินใจลงมาจากกระทรวง ทบวง กรมต้นสังกัดว่าต้องทำอะไร ปัจจุบันเงินทั้งประเทศที่กระจายลงมามีอยู่ 28,000 ล้านบาท และคงตัวเลขแบบนี้มาเป็น 10 ปีแล้ว ไม่ว่างบประเทศจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ก็ได้จังหวัดละ 100-200 ล้านบาท ซึ่งทำอะไรได้ไม่มาก ถ้าพรรคการเมืองไหนเสนอจะมีส่วนกระตุ้นการพัฒนาประเทศได้มากขึ้น
อีกอันที่ต้องรีบทำ คือขีดความสามารถในการแข่งขัน แน่นอนว่า ปากท้องคือเรื่องเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจมาผูกพันตรงที่เราต้องแข่งขันกับคนอื่นได้ ไม่เฉพาะในภาคเอกชนเท่านั้น แต่ต้องปรับในภาคส่วนรัฐบาลด้วย ที่ต้องเอื้อและปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ โดยเปลี่ยนจากการ กำกับ เป็น ส่งเสริม ภาคเอกชน อย่างตอนนี้ การท่องเที่ยวเป็นความหวังในการฟื้นเศรษฐกิจกลับมา แต่กฎกระทรวงที่จำแนกประเภทของโรงแรมนั้น 2 ปีแล้วยังไม่ออกมา ซึ่งผ่าน ครม.ไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้เอง ก็หวังว่ารัฐบาลใหม่จะเร่งทำเรื่องนี้

จุลนิตย์ วังวิวัฒน์
ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่
ที่อยากให้แก้ไขเร่งด่วน ไม่เฉพาะเชียงใหม่แต่รวมทั้งภาคเหนือ คือปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี แต่หลังโควิดปัญหาสูงขึ้น ช่วง ก.พ.-เม.ย. กระทบทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ ซึ่งคาดการณ์ว่าสูญหายไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ก็พบว่ามีอัตราผู้ป่วยมะเร็งปอดประมาณ 40 คน/1 แสนคน ภาคเอกชนเองมีความพยายามผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด และอยากให้รัฐปรับกลยุทธ์แก้ไข PM2.5
เพราะที่ผ่านมาภาครัฐไม่บูรณาการ บางกระทรวงใช้กฎหมายทับซ้อนกัน เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม ดูแหล่งมลพิษจากโรงงาน กระทรวงคมนาคม ดูมลพิษจากยานพาหนะ กระทรวงพลังงาน ดูคุณภาพน้ำมัน ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ดูระดับมลพิษทางอากาศ จึงไม่สามารถหาเจ้าภาพโดยตรงได้ ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องบูรณาการ ปรับกฎหมายให้ทันสมัยมากขึ้น
ช่วงใกล้เลือกตั้งพรรคการเมืองต่างรณรงค์หาเสียงมากมาย ผมห่วงการหาเสียง ประชานิยม เติมเงินเข้าไปในโครงการ เช่น การแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการขึ้นค่าแรง ซึ่งน่ากังวลในระยะยาวสำหรับภาคธุรกิจ เพราะจะเพิ่มภาระงบการคลังในระยะยาวด้วย อยากให้พรรคออกนโยบายที่สามารถจับต้องได้จริงและเข้าไปถึงระดับรากหญ้า ต้องพยายามลดช่องว่างระหว่างชนชั้น อยากให้พรรคต่างๆ โฟกัสเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

