‘ธรรมศาสตร์’ จัดเสวนา ‘อ่านเกมเลือกตั้ง’66 นโยบายใครปัง ใครพัง’ วิทยากรเห็นพ้อง นโยบายพรรคการเมืองที่ใช้หาเสียงสร้างภาระงบประมาณชาติ หนีไม่พ้นต้องกู้เงินเพิ่ม กระทบการพัฒนาประเทศในระยะยาว แม้มีกลไกควบคุมการโฆษณาหาเสียง แต่บทลงโทษเบา-กกต.มีข้อจำกัด
เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเสวนาวิชาการเนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2566 หัวข้อ “อ่านเกมเลือกตั้ง’66 นโยบายใครปัง ใครพัง” โดยมีผู้เข้าร่วมฟังจำนวนมาก (อ่านข่าว ‘สติธร’ เชื่อ เลือกตั้ง 66 คนกาพรรคจาก ‘อุดมการณ์’ ยัน ‘นโยบาย’ คือลำดับสุดท้าย)
ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การเลือกตั้งในช่วงนี้ ถูกวิจารณ์ว่าแข่งขันกันนำเสนอแต่ ‘นโยบายประชานิยม’ ถึงแม้ว่าการแข่งขันทางนโยบายจะเป็นเรื่องปกติและดีต่อประชาชน หากอยู่ภายใต้กฎหมายและหลักการที่ถูกต้อง คำนึงถึงเสถียรภาพของประเทศ แต่นโยบายที่มุ่งหวังผลการหาเสียงที่มากเกินไป จะสร้างปัญหาใหญ่หลวงตามมา โดยมีการประเมินว่าหากนำนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองหาเสียงไว้ขณะนี้มาปฏิบัติจริง จะต้องใช้งบประมาณเพิ่มกว่า 3 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเท่าตัวจากงบประมาณประเทศที่ใช้อยู่
ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่แต่ละพรรคการเมืองต้องชี้แจงว่าจะนำเงินจากไหนมาดำเนินนโยบาย ซึ่งแน่นอนว่าในทางหนึ่งคือการจัดเก็บภาษีเพิ่ม แต่หากไม่เก็บเพิ่ม รัฐบาลจะต้องทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่า 10% ของจีดีพีขึ้นไป ซึ่งตัวเลขนี้เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นจึงหนีไม่พ้นที่ประเทศจะต้องกู้เงินเพิ่ม และอาจจะส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงเกินเพดานปัจจุบันที่ 70% โดยตัวเลขนี้ก็ถูกขยายเพิ่มมาแล้วจาก 60% ในช่วงโควิด ซึ่งหากหนี้สาธารณะของประเทศไทยสูงเกินกว่านี้ ย่อมสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและกระทบกับเศรษฐกิจอย่างน่าเป็นห่วง
“จากฐานะทางการเงินการคลังของไทยในปัจจุบัน ขอฟันธงว่าเราไม่สามารถแบกรับนโยบายประชานิยมแบบแจกเงิน และการก่อหนี้ที่ไม่คุ้มค่าอีกต่อไป ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่ได้ส่งผลภายใน 1-2 ปี แต่จะเป็นปัญหาในอนาคตที่รัฐบาลและคนรุ่นหลังต้องแบกรับภาระหนัก” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ยังพบว่านโยบายของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ กลับไม่ได้เข้าไปแก้ที่ต้นตอของปัญหา นั่นคือ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ซึ่งไทยมีปัญหารุนแรงติดอันดับโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่แตะปัญหาในเชิงโครงสร้าง ทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมีความเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งอันที่จริงแล้วศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยยังมีช่องว่างที่เติบโตได้เพิ่มขึ้นอีก 5-6% ต่อปี ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคและการลงทุนมากขึ้น โดยไม่มีปัญหาด้านเสถียรภาพ ซึ่งหากทำให้เติบโตเช่นนี้ได้อย่างน้อย 10-15 ปี ประเทศไทยจะมีโอกาสก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางไปได้ แต่ก็กลับมีเพียงไม่กี่พรรคที่จะตั้งเป้าหมายเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจน
“ในส่วนนโยบายด้านอุตสาหกรรมใหม่ที่พูดถึงอย่าง New S-Curve สิ่งเหล่านี้อาจเป็นภาพฝันที่ทำได้แค่ในระดับความคิด เพราะความเป็นจริงแล้วเราไม่เคยลงทุนอย่างจริงจังกับทักษะแรงงาน งานวิจัย หรือนวัตกรรม ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของประเทศหลังจากนี้จึงอาจไม่ใช่อุตสาหกรรมหรือเศรษฐกิจ แต่คือการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงเท่านั้น ที่จะทำให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงถึงในระดับฐานรากได้” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว


