คำถาม การเมือง ต่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประชัน วิสัยทัศน์
ไม่ว่าจะเรียกว่า เวที “ดีเบต” ไม่ว่าจะเรียกว่า เวที “ประชันวิสัยทัศน์” ล้วนดำเนินไปในลักษณะกดดัน
กดดัน “ประยุทธ์” กดดัน “ประวิตร”
ภาพของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ภาพของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบ
กับภาพ “ประยุทธ์” กับภาพ “ประวิตร”
ยิ่งเห็นการรุกคืบจาก นายสุทธิชัย หยุ่น ยิ่งเป็นการตั้งคำถามจาก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา
ยิ่งสะท้อนลักษณะ “เร่งเร้า” ระคน “เย้ายวน”
กลายเป็นคำถามตามมาว่าทำไมไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำไมไม่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ยิ่งใกล้ “เลือกตั้ง” ยิ่งแหลมคม ร้อนแรง
ในยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง นักการเมืองบางคนอาจสามารถปฏิเสธการขึ้นเวที “ดีเบต” ไม่ยอมออกโรง “ประชัน”
เหมือนที่ยก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นตัวอย่าง
คำถามก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่ในยุครัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่ได้ลง “เลือกตั้ง”
ไม่มี “รวมไทยสร้างชาติ” ไม่มี “พลังประชารัฐ”
ยิ่งมีการยกกรณีของ สี จิ้นผิง แห่งจีนมาเป็นตัวอย่าง ยิ่งก่อให้เกิดคำถามตามมาอย่างแหลมคม
เนื่องจากอยู่ในระบอบ “คอมมิวนิสต์”
ขณะที่ในเดือนพฤษภาคม 2566 สังคมไทยอยู่ในเงาแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 และเคยผ่านการเลือกตั้งมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2562
ไฉนจึงยัง “ซุ่ม” อยู่ใน “เงามืด”
ต้องยอมรับว่าเมื่อผ่านการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 มาแล้ว สังคมไทยได้ก้าวไกลจากยุคของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ขนาด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังอยู่ใน “บัญชีรายชื่อ”
ขณะที่กล่าวสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ชื่อว่าชมชอบในการพูดเป็นอย่างสูง
เห็นชัดตั้งแต่ยุค “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน”
เมื่อบรรยากาศแห่งการจัดเวที “ดีเบต” ประสานกับเวที “ประชันวิสัยทัศน์” จึงก่อให้เกิดการเปรียบเทียบ
หรือถนัดแต่จะพูดอยู่คนเดียว
หรือถนัดแต่จะพูดให้คนงอก่องอขิงเหมือนกำลังเทศนาสั่งสอน “พลทหาร” มิใช่การพูดกับ “พลเมือง”
ยิ่งมี “คำถาม” ยิ่งเกิด “ความกังขา”
มีความเด่นชัดว่าบนเวทีไม่ว่าจะเรียกว่า “ดีเบต” ไม่ว่าจะเรียกว่า “ประชันวิสัยทัศน์” ต่อแต่ละนักการเมือง
ดำรงอยู่ทั้ง “โอกาส” ดำรงอยู่ทั้ง “วิกฤต”
โดยพื้นฐานก็ฉายสะท้อนว่าเป็นนักการเมืองยุคใดสมัยใด เป็นการเมืองแห่งยุค “อนาล็อก” หรือว่าการเมืองยุค “ดิจิทัล”
ไม่ว่า “ลุงตู่” ไม่ว่า “ลุงป้อม” ล้วนหนีไม่พ้น

