หน้าแรก การเมือง นักวิชาการ ชี...

นักวิชาการ ชี้เลือกตั้ง 2566 ปชช.ตื่นตัว พรรคการเมืองเยอะ คือสิ่งสวยงามทางประชาธิปไตย

8.04.23 | 18:30 น.

นักวิชาการมอง มีนักการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งมากถึง 70 พรรคเป็นสิ่งสวยงามทางประชาธิปไตย วอนผู้สมัครและพรรคการเมืองใช้นโยบายสร้างคะแนน ระบุไม่อยากเห็นภาพการใช้กระสุนนอกเกม แนะประชาชนพิจารณานโยบายพรรคไหนทำได้จริงก่อนตัดสินใจ พร้อมชี้ช่องให้มองผลงานที่ผ่านมาหลังเป็นรัฐบาลเป็นเครื่องพิสูจน์

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 เมษายน ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพพร ขุนค้า อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงการรับสมัครรับเลือกตั้งของบรรดาพรรคการเมือง และนักการเมือง ระหว่างวันที่ 3-7 เม.ย.66 ที่ผ่านมาว่า บทสรุปหลังจากสิ้นสุดการรับสมัครเลือกตั้งแล้วนั้นมีพรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากถึง 67 พรรคการเมือง และแบบแบ่งเขตมากถึง 70 พรรคการเมือง

เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการที่มีพรรคการเมืองจำนวนมากนั้น เป็นความสวยงามในระบอบประชาธิปไตย เพราะหัวใจของระบอบประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง และหัวใจของการเลือกตั้งคือพรรคการเมือง แม้พรรคการเมืองจะมีผู้ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.แล้วหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญคือพรรคการเมืองนั้นคือโรงเรียนสอนระบอบประชาธิปไตยให้กับประชาชน จึงรู้สึกดีใจมากที่มีจำนวนพรรคการเมืองมาสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

ถือเป็นการตื่นตัวทางการเมืองในการเลือกตั้ง 2566 ครั้งนี้ โดยในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา นั้นผู้สมัครส่วนใหญ่ได้มีการเปิดตัวกันเอาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว จึงไม่น่ามีอะไรตื่นเต้นมากนัก แต่ก็มีบางเขตที่ ส.ส.เขต บางรายที่ได้ตัดสินใจผิดพลาด ขยับไปขึ้นปาร์ตี้ลิสต์ แต่ลำดับในบัญชีรายชื่อที่ได้มานั้นกลับผิดคาด ที่เดิมนั้นคาดการณ์ว่าจะอยู่ในลำดับเลขตัวเดียว แต่ปรากฏว่าไปอยู่ในลำดับเลข 2 ตัว จึงมองว่าลำดับที่ 13 ที่ได้มานั้นไม่ใช่เซฟโซน เนื่องจากกระแสของพรรคไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก

ส่วนสิ่งที่น่าตื่นเต้นคือบัญชีรายชื่อของบางพรรคที่ในลำดับหลังๆ นั้นสะท้อนได้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้เตรียมตัวที่จะเป็นรัฐมนตรี ถ้าพรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล ซึ่งจะสังเกตได้ว่าอยู่ในบัญชีรายชื่อจากลำดับที่ 100 ลงมาจากด้านท้ายบัญชี ขณะที่บางพรรครายชื่อในลำดับบัญชีต้นๆ ของพรรคนั้นจะเป็นกลุ่มบ้านใหญ่ และที่น่าตื่นเต้นมาก คือ การจัดลำดับบัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น มีโอกาสเสี่ยงพรรคแตกสูง เพราะว่ากลุ่มที่มี ส.ส.ในมือ เช่น นายสุชาติ ชมกลิ่น นั้นไปอยู่ในลำดับที่ 5 และกลุ่มที่เซอร์ไพรส์ขึ้นมา เป็นกลุ่มนายทุนของพรรค

Advertisement

โดยที่ระบบ ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้นทุกคนก็ต่างล้วนอยากที่จะอยู่ในลำดับต้นๆ กันทั้งหมด แต่เป็นความหนักใจของผู้บริหารพรรค ที่จะส่งใครขึ้นต้นก่อน ถ้าจัดลำดับไม่ดีวางตัวไม่ดีนั้น มีโอกาสทำพรรคแตกได้หลังจากการเลือกตั้ง

ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่น่าสนใจนั้น มีอยู่เพียงประมาณ 3-4 คนใน 3 พรรคการเมืองเท่านั้นที่โดดเด่นและมีโอกาสเป็นนายกฯ เช่น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน พรรคเพื่อไทย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่วนลุงป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) นั้นแม้มีโอกาสก็จริงแต่ว่าการตั้งรัฐบาลโดยพรรคที่ไม่ได้มีเสียงส่วนใหญ่เป็นข้างมาก รวมถึงการยอมรับของคนทั้งประเทศนั้น ไม่ได้โดดเด่นอะไรรวมถึงยังมีปัญหาสุขภาพด้วย

ส่วนนายอนุทิน มองว่ายังโซซัดโซเซ จาการที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โจมตีพรรค จึงคิดว่าไม่น่าจะมีความพร้อมและคงรอแต่เป็นพรรคร่วมเท่านั้นมากกว่า หากจะขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรีเลยนั้น ยังมองว่าเหนื่อยสำหรับนายอนุทินในขณะนี้ จึงมองว่าในสามคนนี้ประกอบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือนายเศรษฐา ทวีสิน พรรคเพื่อไทย และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นใครจะช่วงชิงที่จะรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้มากกว่ากัน

สำหรับความตื่นตัวทางการเมืองที่สะท้อนได้จากการที่มีพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นจำนวนมากถึง 67 พรรคแบบบัญชีรายชื่อ และ 70 พรรคแบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้น จะเป็นการช่วยกระตุ้นทำให้เกิดการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนทั่วไปได้มากขึ้นด้วย เนื่องจากในแต่ละพรรคนั้นก็ต่างมีแฟนคลับของตัวเอง อีกทั้งยังเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งรอบนี้คนจะออกมาใช้สิทธิกันมากขึ้นด้วย

และที่สำคัญที่ได้เห็นกันในเวลานี้ คือ พรรคการเมืองแต่ละพรรคนั้นจะขุดนโยบายลดแลกแจกแถม หรือประชานิยมออกมาประชันกัน ซึ่งมองว่าไม่ผิด และถือเป็นสิ่งสวยงาม ขณะที่ประชาชนก็ควรให้ความสำคัญกับนโยบายในการตัดสินใจเลือกผู้แทนของตน และไม่อยากเห็นภาพของการใช้กระสุน หรือทรัพยากรทางการเมืองที่เรียกว่ากระสุน ที่ทำให้มองไปไกลถึงขั้นว่าอยากให้บ้านเมืองไม่มีการชื้อเสียง โดยอยากให้พรรคการเมืองมาแข่งกันโดยนโยบายดีกว่า

ส่วนแต่ละพรรคจะมาวิจารณ์นโยบายกันว่า อย่างนี้ทำได้ไม่ได้อย่างไรมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หรือหากจะพูดกันตรงๆ นั้นก็คือนโยบายก็เป็นการขายฝันนั่นเอง ส่วนการจะทำฝันให้เป็นจริงหรือไม่ เมื่อไปเป็นรัฐบาลแล้วทำได้แบบไม่เป็นจริงก็อาจจะถูกประชาชนลงโทษโดยการไม่ได้รับเลือกตั้งในคราวต่อไปเท่านั้นเอง จึงอยากให้ประชาชนได้ให้ความสำคัญต่อนโยบายแต่ละพรรค และเลือกพรรคที่ชอบมากกว่าการที่เขาเอาสิ่งอย่างอื่นมาให้เสียดีกว่า

ส่วนการที่พรรคการเมืองจะสื่อสารไปถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วได้อย่างไรถึงนโยบายที่กำลังทยอยออกมา หรือทันกับช่วงกรอบเวลาในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้น เชื่อว่ามีเวลาเพียงพอเนื่องปัจจุบันสื่อออนไลน์ต่างๆ เข้าถึงได้เร็ว และโลกเปลี่ยนไปมากแล้ว ซึ่งการที่มีโลกออนไลน์นั้นได้ช่วยทำให้พรรคการเมืองหาเสียงได้ง่ายขึ้น และต้องเร่งสร้างความเข้าใจในนโยบายที่เสนอมา เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล ที่หลายคนนั้นสงสัยว่าพรรคที่เสนอมานั้นจะทำได้จริงไหม

หน้าที่ของพรรคการเมือง คือ ต้องไปอธิบายกับประชาชนว่าจะทำได้จริงหรือไม่ และแหล่งเงินที่จะเอามานั้น จะไปเอามาจากไหนในการทำนโยบายอย่างนี้ ซึ่งเหนือสิ่งอื่นใดนั้น นอกจากนโยบายฉาบฉวยแล้วนั้น จึงอยากฝากพรรคการเมืองทุกพรรคว่าเราต้องนึกถึงนโยบายต่างๆ ที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปในอนาคตด้วย และฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ดูกันตรงจุดนี้ด้วย โดยนอกจากเรื่องนโยบายแล้วยังมีสิ่งที่จะเป็นสีสัน ที่แต่ละพรรคจะนำมาโจมตีกันว่าพรรคนี้ทำได้ พรรคนี้ทำไม่ได้ หรือพรรคนี้ถ้าทำนโยบายนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นมาภายหลัง ซึ่งจะเป็นสีสันทางการเมือง

จึงถือว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ เป็นการทำให้คนในประเทศนั้นตื่นเต้นกันมากกว่า โดยนโยบายนั้นต้องมองถึงอนาคตของประเทศด้วย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ต้องมองนโยบายว่าอนาคตข้างหน้าประเทศจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่นโยบายที่มาแป๊บๆ เดียว แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแป๊บเดียวแล้วหายไปอย่างนั้น ต้องมองอนาคตวางรากฐานอนาคตให้กับประเทศเราด้วย จึงจะเป็นนโยบายที่น่าสนใจ

ส่วนการที่พรรคอื่นจะออกนโยบายมาเกทับกระเป๋าเงินหนึ่งหมื่นบาทนั้นคงยากแล้ว เพราะว่าแต่ละพรรคได้มีการเปิดตัวออกนโยบายกันมาก่อนล่วงหน้าแล้ว ว่าจะทำอะไร เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาท หรืออีกพรรคนึง 1,000 บาท อะไรอย่างนี้ แต่มองว่าจะใช้วิธีการนำมาโจมตีกันมากกว่าว่าจะทำได้จริงหรือไม่ และจะผิดวินัยทางการเงินการคลังหรือไม่ และยังเป็นโอกาสในการชี้แจงสำหรับพรรคที่เพิ่งออกนโยบายมาแล้วถูกโจมตี เป็นการต่อสู้ทางนโยบายจะยิ่งทำให้คนเกิดความตื่นเต้น

และขอย้ำว่านโยบายเป็นสิ่งสวยงามของพรรคการเมืองที่จะนำเสนอต่อประชาชน ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่ได้จริง สำเร็จหรือไม่สำเร็จเมื่อได้เป็นรัฐบาลนั้น จะเป็นคำตอบเองเมื่อคราวครบวาระของการเป็นรัฐบาล สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นขอให้ใช้ความสวยงามในการแข่งขันกัน และใช้นโยบายกันจริงๆ และให้เข้าถึงประชาชนอธิบายถึงนโยบายของท่านว่าจะดีอย่างไร ไม่อยากให้เกิดภาวการณ์ไปเดินจดรายชื่อของหัวคะแนนแล้วใช้กระสุนอย่างนั้น

“ในครั้งนี้ขอบอกได้เลยว่ากระสุนอาจจะด้านและอาจจะเจ็บปวดทั้งใจ และเจ็บทั้งกระเป๋าเงินด้วย ส่วนพี่น้องประชาชนนั้น ก็ขอให้นึกถึงนโยบายของแต่ละพรรคมากกว่าไปนึกถึงอย่างอื่น 4 ปีที่เลือกตั้ง 1 ครั้ง คือ อนาคตของบ้านเมืองเรา ประชาชนต้องช่วยกันอย่านอนหลับทับสิทธิ วันที่ 14 พ.ค.66 อยากเห็นสถิติการออกมาใช้เสียงเลือกตั้งเป็นจำนวนมหาศาล” ผศ.นพพรกล่าว