“ปชป.” ตั้ง 5 คำถาม นโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท เอื้อธุรกิจครอบครัวหรือไม่
“ปชป.” ตั้ง 5 คำถาม นโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท เอื้อธุรกิจครอบครัวหรือไม่ อัด กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ตรงจุด ไม่เกิดประโยชน์ ปชช.-ประเทศชาติ
เมื่อวันที่ 10 เม.ย. เวลา 10.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเกียรติ สิทธีอมร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงนโยบายแจกเงินดิจิทัลคนละ 10,000 บาท ของพรรคเพื่อไทย ว่า การออกนโยบายของพรรคเพื่อไทยดังกล่าวแตกต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ 5% ไม่สร้างหนี้เพิ่ม เปลี่ยนเงินที่มีอยู่ในระบบมาใช้การเจริญเติบโตกระจายเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง
ทั้งนี้ตนได้รับคำถามเยอะมากเกี่ยวกับเรื่องเงินดิจิทัล ซึ่งตนมีข้อสังสัยและคำถาม 5 ข้อ คือ 1. มีความเชื่อว่าพรรคการเมืองต้องออกแบบนโยบายรับผิดชอบตอบโจทย์ชัดๆ ไม่ใช่วันหนึ่งพูดอย่างอีกวันพูดอย่าง ตอนนี้ยังงงอยู่ว่าจะจัดกี่รอบทุก 6 เดือนหรือ 1 ครั้ง และนำเงินมาจากไหนยังไม่ทราบ วันหนึ่งบอกว่า 5 แสนล้านบาท อีกวันบอกเอาจากงบประมาณ งบส่วนกลาง 30% หรือ 3 หมื่นล้านบาท ทุกอย่างไม่ตรงกัน
ซึ่งล่าสุด ทราบว่าเขาได้ไปชี้แจงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว คำถามจึงอยู่ที่ กกต.ว่า พรรคการเมืองเสนอนโยบายแบบนี้ได้หรือไม่ ไม่ใช่เป็นการโยนหินถามทางไปวันๆ แล้วผลกระทบเป็นอย่างไร
นายเกียรติกล่าวต่อว่า 2.พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับนำเงินภาษีประชาชนไปแจกคนรวย ใน 55 ล้านคน อาจจะมีคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ประมาณ 10-15 ล้านคน แต่ที่เหลืออีก 35 ล้านคน ไม่ได้ต้องการเงินช่วยเหลือ แต่เอาภาษีไปให้เขาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตนคิดว่าหากเป็นเช่นนี้เราไม่เห็นด้วย เพราะกลายเป็นเอาเงินภาษีประชาชนไปใช้ และไปช่วยคนที่มีรายได้เพียงพออยู่แล้ว จะอ้างกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟังไม่ได้ เพราะมีอีกหลายวิธีที่จะทำ
3.ทำไมถึงเริ่มแจกตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป หากบอกว่าจะช่วยนักเรียนกู้เงิน กยศ. เรายินดี เพราะถือว่าตรงเป้า แต่หากจะช่วยนักเรียนที่ไม่เดือดร้อน ตนไม่เห็นด้วย เช่น นักเรียนที่ขับรถไปเรียนหรือพ่อแม่ขับรถมาส่งทุกวัน เพราะภาษีของประชาชนได้มายาก นำไปใช้แบบนั้นไม่ได้ 4.ภาษีมีจำกัด ภาระของประเทศมีเยอะ ทุกบาททุกสตางค์เอาไปใช้ต้องเข้าเป้า ไม่ใช่กระจายเอาไปหมดเป็นเบี้ยหัวแตก เสนอวิธีง่ายๆ คือ คนไหนไม่มีบัญชีธนาคาร หรือ มีบัญชีธนาคารแต่มีเงินไม่ถึง 10,000 บาท นำเงินเติมไปให้เขาจึงจะตรงเป้า ถึงมือคนที่จำเป็นต้องช่วยจริงๆ และไม่ต้องผ่านกระเป๋าดิจิทัลใคร
นายเกียรติกล่าวอีกว่า และ 5.ทำไมต้องเป็นเงินดิจิทัล ซึ่งทราบมาว่า บริษัท แสนสิริ เข้าไปซื้อหุ้นบริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (XPG) เมื่อปี 2021 เป็นที่เรียบร้อย เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจทรัพย์สินดิจิทัล ทำไมบังเอิญแบบนี้ไม่ทราบ แต่ตนที่อยู่ในการเมืองมานานพอเห็นภาพว่าเราเคยผ่านวิกฤตการเมืองมาเพราะนายกฯไปเจรจาเอฟทีเอทีไรก็ต้องพ่วงธุรกิจดาวเทียมไปด้วยทุกครั้ง
ตัวอย่างเห็นได้ชัด การไปเจรจากับจีนมีการขยับวงโคจรเปิดทางให้ดาวเทียมอีกดวงผ่านได้ ไปเจรจากับอินเดียและออสเตรเลีย ก็ชัดเจนมากเป็นข้อตกลงที่ระบุชื่อบริษัทเลย ซึ่งไม่มีในโลก และทำไมต้องบังคับให้คน 80% ของประชากรต้องใช้เงินดิจิทัล คนที่จะขายเงินสกุลดิจิทัลเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัวหรือไม่ ตนก็ไม่ทราบ แต่วันที่ขายทรัพย์สินดิจิทัลเพื่อแจกประชาชน บริษัทนี้รวยทันที
“นอกจากนี้ยังพบปัญหาร้านค้าว่าพร้อมหรือไม่ที่จะรับเงินดิจิทัล จะสามารถไปขึ้นเงินกับใคร และจะโดนลดค่าเงินหรือไม่ ที่ผ่านมาเงินดิจิทัลผันผวนมาก แบงก์ระดับโลกเกิดผลกระทบ ดังนั้นเราจะไปแนวนี้หรือ ผมคิดว่าผลดีไม่พอ เห็นแต่ประโยชน์ของบริษัททรัพย์สินดิจิทัล แต่ไม่เห็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ ขอให้ช่วยตอบทีเพราะเป็นเรื่องใหญ่ และทำไมประจวบเหมาะกับการที่มีบริษัทที่ทำทรัพย์สินดิจิทัลในครอบครัว คนที่แถลงนโยบายต้องออกมาชี้แจงให้เกิดความชัดเจน เพราะยังมีอีกหลายวิธี หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ตรงเป้า ใช้เงินน้อย ได้ผลมากมีหลายวิธี แต่วิธีนี้ใช้เงินมากได้ผลน้อย” นายเกียรติกล่าว

