อนุ สปท.การเมือง ชงปฏิรูปองค์กรอิสระ หนุนยกเครื่องกระบวนการสรรหา ตลก.ศาล รธน. – ติดดาบ กกต.มีอำนาจจับกุมโดยตรง เตรียมขันนอต ป.ป.ช. หลังถูกวิจารณ์ทำงานอืด
วันที่ 12 ธันวาคม 2559 นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะประธานอนุ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เปิดเผยว่า คณะอนุ กมธ.ได้สรุปรายงานการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการปฏิรูปองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีการเสนอปฏิรูปองค์กรอิสระที่น่าสนใจ อาทิ การปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นอิสระอย่างแท้จริง หรือสองมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งอาจเกิดจากกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คุณสมบัติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จำกัดอยู่ในบุคคลบางอาชีพ รวมทั้งบุคคลที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยตรงค่อนข้างน้อย อนุ กมธ.จึงมีข้อเสนอปฏิรูปคุณสมบัติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า ไม่ควรจำกัดเฉพาะกลุ่มสาขาบางอาชีพเท่านั้น ควรเปิดโอกาสให้กลุ่มอาชีพอื่นๆ ด้วย เพื่อให้การทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเกิดมุมมองที่หลากหลายมิติ ไม่ใช่มีองค์ประกอบแค่ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ และผู้เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการเพียงอย่างเดียว
นายวันชัยกล่าวว่า ขณะที่การปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ผ่านมา กกต.ไม่สามารถจัดเลือกตั้งให้เกิดประสิทธิภาพ ยังมีการซื้อสิทธิขายเสียงอยู่ค่อนข้างมาก โดยพบว่าการสอบสวนทุจริตเลือกตั้งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องเรียนก่อน ทำให้การปราบทุจริตเลือกตั้งล่าช้า และพยานมักถูกข่มขู่ จ้างวานไม่ให้ไปให้การ จึงควรปฏิรูปการดำเนินงานของ กกต. ให้ กกต.และเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยมีอำนาจตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมทางการเมือง จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยไม่ต้องมีหมายค้นหรือหมายจับในระหว่างที่มีการเลือกตั้ง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีเลือกตั้ง เพื่อให้พยานมั่นใจว่าจะปลอดภัย ตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า ในช่วงที่มีรัฐบาลรักษาการระหว่างการเลือกตั้ง หากรัฐบาลรักษาการจะแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งต้องขออนุญาตจาก กกต.ก่อนนั้น ควรกำหนดให้ชัดเจนว่า ตำแหน่งของข้าราชการที่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก กกต.ควรจำกัดเฉพาะข้าราชการะดับสูงเท่านั้น
นายวันชัยกล่าวต่อว่า ส่วนการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) นั้น พบว่ามักถูกวิจารณ์ว่าการทำหน้าที่ของป.ป.ช.มีความล่าช้า มีเรื่องค้างพิจารณาสะสมจำนวนมาก จนบางคดีหมดอายุความ ส่งผลให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยการทำหน้าที่ว่ามีลักษณะเอื้อประโยชน์ช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งในทางคดีหรือไม่ อนุ กมธ.ได้เสนอแนวทางปฏิรูป ป.ป.ช. อาทิ การวางกลไกสอบสวนคดีทุจริตให้มีประสิทธิภาพ โดยจัดลำดับคดีตามความรุนแรงและความเสียหายจากการทุจริต การกำหนดระยะเวลาดำเนินการขั้นตอนไต่สวนแต่ละขั้นตอนของ ป.ป.ช.ให้ชัดเจน ตลอดจนการเพิ่มจำนวนบุคลากรให้เพียงพอ สามารถทำงานได้ทันต่อจำนวนคดีทุจริต โดยรัฐต้องสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการให้องค์กรอย่างเพียงพอ โดยขั้นตอนหลังจากนี้คณะอนุ กมธ.จะนำข้อเสนอการปฏิรูป การควบคุม และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเสนอต่อที่ประชุม สปท.การเมือง ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม สปท. เพื่อให้ความเห็นชอบ และส่งให้ ครม.นำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

