รายงานหน้า2 : หาเสียง‘ประชานิยม’ นวัตกรรมมัดใจโหวตเตอร์?

12.04.23 | 12:12 น.

รายงานหน้า2 : หาเสียง‘ประชานิยม’ นวัตกรรมมัดใจโหวตเตอร์?

หมายเหตุความเห็นและข้อเสนอแนะของนักวิชาการกรณีหลายพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายประชานิยม ช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

หลายพรรคการเมืองเริ่มหาเสียงโดยใช้นโยบายประชานิยม ในความเป็นจริงพอพูดถึงประชานิยมก็จะมี 2 ความหมาย ในความหมายแรกเดิมทีจะเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยทำเพื่อประชาชนให้มีอำนาจการต่อรองกับรัฐและนายทุน แต่ประชานิยมที่ถูกพูดในประเทศไทย ทำให้หลายคนกังวลใจ เพราะคล้ายกับลาตินอเมริกา หวังใช้เสียงประชาชนเพื่อแลกเปลี่ยนกับตำแหน่งทางการเมือง โดยหวังให้ประชาชนเป็นฐานในทางการเมืองที่ให้มากจนเกินไป คิดว่าครั้งนี้นโยบายประชานิยมรุนแรงมาก เพราะทุกพรรคมีการเกทับกัน ลด แลก แจก แถมเต็มที่ เพื่อหวังผลคะแนนเสียงมากกว่าความเข้มแข็งของสังคม และผลประโยชน์ระยะยาวของประชาชน

หากทุกพรรคการเมืองไม่เห็นประโยชน์และความสำคัญของประชาชนเป็นตัวตั้ง หากชนะการเลือกตั้งและนำไปปฏิบัติจริง ทำให้หลายคนหวั่นว่าจะเกิดปัญหาวิกฤตรอบใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในประเทศอาร์เจนตินาและในลาตินอเมริกาที่นักการเมืองทำแบบนี้

Advertisement

อย่างกรณีพรรคเพื่อไทยเสนอเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท แน่นอนที่รัฐบาลสามารถประกาศได้ และทุกคนก็ประกาศได้ สุดท้ายต้องไปทำเป็นกฎหมาย แต่หลายคนกังวลใจ สาระสำคัญนโยบายประชานิยม จะมุ่งเน้นหวังผลคะแนนเสียงระยะสั้นมากจนเกินไป อาจจะมีผลกระทบระยะยาวแน่นอน

ส่วนที่พรรครวมไทยสร้างชาติให้เงินสวัสดิการแห่งรัฐ 1,000 บาท นโยบายนี้ก็คล้ายๆ กัน เป็นนโยบายประชานิยม ลด แลก แจก แถม ทุกพรรคการเมืองต่างหวังคะแนนเสียงกันทั้งนั้น นโยบายประชานิยมจะกระตุ้นให้คนมาเลือกตั้งได้ง่าย พอรู้ข่าวว่าจะได้ 1 หมื่น ทุกคนก็คิดว่าจะต้องเลือกแล้ว เชื่อว่าไม่นานก็จะมีพรรคการเมืองออกมาเกทับกันอีก

ในความเป็นจริงไม่ต้องทำก็ได้ เคยย้ำหลายครั้ง ทุกคนรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้พูดไปก่อนได้ เพราะมีบรรทัดฐานอยู่แล้ว ในกรณีพรรคพลังประชารัฐเคยสัญญา แต่ก็ไม่ทำ แล้วก็ไม่มีผล เลยทำให้พรรคการเมืองคิดว่าสัญญาไปเถอะไม่ต้องทำก็ได้ เพราะไม่มีกระบวนการติดตามตรวจสอบ

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เกทับมาอีก 1 ล้านล้านบาท ก็มองว่าทุกพรรคการเมืองพยายามกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ไม่ได้ประเมินระยะยาว เพราะทุกคนพยายามอัดฉีดเม็ดเงิน โดยหวังผลระยะสั้น สิ่งที่หลายคนไม่ได้ตระหนักคือ เงินที่แจก เงินที่จ่ายก็คือเงินของประชาชนทั้งนั้น

ส่วนกรณี พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 57 จะต้องให้พรรคการเมืองแจงที่มาของเงินที่นำไปใช้ในนโยบาย หากไม่ทำจะมีความผิด ในเรื่องนี้มองว่า กกต.คงไม่ทำ เพราะเคยมีบรรทัดฐานมาแล้ว คือ ไม่ทำมาแต่ต้น เห็นได้จากรัฐบาลที่แล้วมาปล่อยให้มีการบริหาร และไม่ทำตามนโยบายที่ให้ไว้ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ปล่อยให้บริหารมา 4 ปีก็ไม่มีความผิด เพราะมีบรรทัดฐานของการไม่ต้องทำ แต่ กกต.มาเลือกปฏิบัติตอนนี้ เพราะสังคมเริ่มกดดัน จึงต้องส่งหนังสือให้พรรคเพื่อไทยมาชี้แจง

การตัดสินใจของประชาชนที่จะไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง เมื่อมีการประชานิยมกันอย่างมากมาย ในเรื่องนี้ประชาชนควรจะกลับมาคิดในเรื่องผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น ที่จะต้องได้จากบรรดานักการเมือง มองดูว่าอะไรคือผลประโยชน์ระยะสั้น เช่น การทำให้ตัวเองมีความมั่นคงในอาชีพ การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การแก้ไขปัญหาการลงทุน นี่คือระยะสั้นที่ประชาชนจะต้องได้จากพรรคการเมือง นักการเมือง และควรมองระยะยาว จะทำอย่างไรให้อาชีพของตัวเองมีความมั่นคง รวมทั้งสวัสดิการ คุณภาพชีวิต การศึกษาเล่าเรียน นี่คือความมั่นคงระยะยาว ประชาชนควรประเมินระยะสั้นและระยะยาวตามที่กล่าวมา ก่อนที่จะตัดสินใจออกไปเลือกตั้ง

การที่พรรคการเมืองมีนโยบายมากมาย หลายนโยบายมองดูแล้วประชาชนได้ประโยชน์ แต่นักการเมืองไม่ค่อยพูดกัน เพราะว่าไม่สร้างความสนใจเท่ากับการให้เงิน ทั้งที่นโยบายของพรรคการเมืองทุกพรรคมีการนำเสนอได้ดีทั้งระยะสั้น ระยะยาว แต่พรรคการเมืองต้องการสร้างฐานคะแนนในระยะสั้นกันหมด จึงออกนโยบายว่า ทำอย่างไรให้พรรคการเมือง นักการเมืองชนะการเลือกตั้งและได้รับเงินเร็วที่สุด ซึ่งสุ่มเสี่ยงมากที่จะส่งผลกระทบต่อการเงินการคลังของประเทศ กล่าวโดยสรุปนโยบายประชานิยม หากหลังการเลือกตั้ง และมีการตั้งรัฐบาลแล้วนำไปปฏิบัติจริง สถานะการเงินการคลังของประเทศต้องระวังให้ดี รวมทั้งผลประโยชน์ทับซ้อน

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง การหาเสียงก็ยิ่งเพิ่มความเผ็ดร้อนกันมากขึ้น หลายพรรคต่างขนนโยบายต่างๆ ออกมาแบบเอาใจกันแบบจุกๆ เพื่อจูงใจประชาชนให้หันมาเทคะแนนเลือกพรรคตน และไม่ว่านโยบายนั้นจะถูกเรียกว่านโยบายปากท้องแบบประชานิยม หรือนโยบายเชิงโครงสร้าง ล้วนต้องอยู่บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย หากจะแบ่งประชาชนออกเป็นหลายกลุ่มหลายวัย หรือหลายเจเนอเรชั่นจะทำให้เห็นความแตกต่างของแต่ละวัยไม่เหมือนกัน ดังนั้น นโยบายที่ถูกประกาศออกมาเพื่อโน้มน้าวใจแตกต่างกันไป เช่น นโยบายของพรรคก้าวไกลสำหรับคนรุ่นใหม่และคนเขตเมืองก็อาจเป็นนโยบายที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะกลุ่มเป้าหมายของพรรคก้าวไกลเชื่อว่าประเทศจะดีไม่ได้หากโครงสร้างประเทศมีปัญหา หรืออาจเป็นนโยบายที่ปรับเข้ากับยุคสมัย เช่น การมีสกุลเงินดิจิทัลเป็นของตัวเอง หรือนโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทของพรรคเพื่อไทย ถือว่าเป็นนโยบายที่สร้างความสนใจกับคนรุ่นใหม่ได้

หรือแม้แต่พรรครวมไทยสร้างชาติที่ออกมาปาดหน้าพรรคพลังประชารัฐด้วยจำนวนเงินที่ต่างกัน หรือการแจกเงิน 1 หมื่นบาทของเพื่อไทยซึ่งมีเป้าหมายที่ต้องการเหวี่ยงแหไปยังคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ดูเสมือนว่าพรรคการเมืองจะเชื่อมั่นในนโยบายเหล่านี้ เพราะจะเห็นพัฒนาการของตัวเลข 700 บาทของลุงป้อม มาเป็น 1,000 บาท ของลุงตู่ และการเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเป็น 10,000 บาท จากลุงเศรษฐา

ช่วงเลือกตั้งยาวไปถึงหลังเลือกตั้งถือเป็นช่วงเวลาที่ได้รัฐบาลใหม่ และงานแรกที่รออยู่คือปัญหาเศรษฐกิจ แน่นอนว่าตัวเลขที่ดูเสมือนเป็นการแจกเงิน หรือประชานิยมอาจไม่ถูกต้องนัก และหากมองในแง่มุมนี้ดูเสมือนว่าการจ่ายเงินไปยังผู้มีรายได้น้อยโดยตรงผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่า เพราะในทางเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อว่าการจ่ายเงินให้คนรวยเงินจะถูกเก็บ หรือออมมากกว่าการจ่ายให้ผู้มีรายได้น้อยที่เงินจะถูกนำไปใช้และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที

ในแง่มุมนี้ดูเสมือนว่าการลงรายละเอียดว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะถูกสวมรอยด้วยนโยบายประชานิยมแจกเงินในช่วงหาเสียง และพรรคที่ปั้นจำนวนตัวเลขออกมา น่าจะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท โดยไม่แจกแจงว่าใช้วิธีการใดก็ถือว่าเสียเปรียบพรรคอื่นพอสมควร เพราะถ้อยคำในป้ายหาเสียงชนิดผ่านอ่านรู้เรื่องมองเห็นจำนวนเงินที่แจกย่อมเข้าถึงประชาชนมากว่า

หากจะฟันธงว่าการประกาศนโยบายที่ผิดก็ดูจะแข็งกร้าวไปนัก เพราะในนามของระบอบประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองต้องทำให้ประชาชนนิยม ดังนั้น ประชาชนนิยม หรือประชานิยม ซึ่งต้องทำให้ประชาชนนิยมเสียก่อน ต่างกับระบอบเผด็จการที่ประชาชนไม่นิยมก็ได้ เพียงแต่ในระบอบประชาธิปไตยนักการเมืองต้องคิดให้ได้ว่านโยบายที่คิดจะแจกเงินโดยไม่มีเหตุผลอื่น เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจแฝงอยู่ หรือการไม่ขยับให้ก้าวข้ามประชานิยมสู่รัฐสวัสดิการ ยิ่งสะท้อนคุณภาพของนักการเมืองเอง เพราะปัญหาเศรษฐกิจชาติก็เคยเกิดขึ้นประชาชนก็เดือดร้อน แต่พอมีเงินก็กลับมาใช้ประชานิยมลดแลกแจกแถมกันใหม่เป็นวัฏจักรไม่จบสิ้น

ในแง่ของประชาชนซึ่งมีสิทธิเลือกตั้ง หากจะเลือกพรรคใด ก็ต้องคำนึงอยู่เสมอว่านโยบายแจกเงินในนโยบายประชานิยมไม่ใช่สวัสดิการนั้นได้สร้างภาระแก่เด็กทารก เด็กอนุบาล หรือเด็กประถมในตอนนี้

วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

ตอนนี้ทุกพรรคกำลังแข่งกันในเรื่องของนโยบายที่เรียกกันว่าประชานิยม ขออ้างอิงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 หรือ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 57 กับความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งระบุว่าการกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาให้คำนึงถึงความเห็นของสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และมีการระบุต่อว่านโยบายใดที่ต้องใช้จ่ายเงินตามประกาศนโยบาย อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ ข้อแรก วงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงิน จากนโยบายของแต่ละพรรคเราทราบแล้วว่าวงเงินจำนวนเท่าไร แต่ต้องระบุที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการหาเสียงมีที่มาอย่างไร ข้อที่สอง ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย หมายความว่าทุกพรรคการเมืองขณะนี้ที่ประกาศนโยบายออกมาสามารถทำได้เต็มที่ แต่จะต้องอธิบายและชี้แจงเรื่องความคุ้มค่าและประโยชน์ว่าคืออะไรให้เห็นเหตุและผล และข้อที่สาม ผลกระทบ
และความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ตรงนี้จะทำให้การเสนอนโยบายมีความรัดกุมรอบคอบและมีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ค่อยเห็นว่าแต่ละพรรคมีการพูดถึงเรื่องผลกระทบว่า นโยบายที่เสนอออกมาอาจจะมีผลกระทบอะไรบ้าง และแน่นอนว่าเขาอาจจะอธิบายว่ามีความเสี่ยงในระดับที่น้อย แต่ถ้าเสี่ยงมากคิดว่าคงไม่นำเสนอนโยบายดังกล่าว และจะมีวรรคปิดท้ายมาตรานี้ คือในกรณีพรรคการเมืองไม่ได้จัดทำรายการตามที่ให้คณะกรรมการสั่งดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด

ซึ่งคณะกรรมการในที่นี้ก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนั้น อีกหนึ่งภาคส่วนที่สำคัญคือ กกต.จะต้องกำกับ 3 ข้อนี้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและทำเท่าเทียมกันทุกพรรค แบบนี้ก็จะเป็นการคลี่คลายเรื่องต่างๆ และความกังวลใจของหลายฝ่ายที่มองปรากฏการณ์เรื่องของการนำเสนอนโยบายประชานิยมอย่างเข้มข้นและเป็นในลักษณะที่เกทับ บลั๊ฟแหลก จะก่อให้เกิดผลเสียในภายหลังต่อเรื่องการเงินการคลังและที่มาของ
รายได้ว่าจะหามาจากที่ไหน และกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ที่ยังไม่มีใครพูดถึง เช่น การกระทบต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง แต่สิ่งสำคัญที่มองคือ เรื่องของวิถีชีวิตของประชาชนในการดำเนินไปโดยมีลักษณะที่คาดหวังและพึ่งพิงสิ่งที่ออกมาจากพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาในเรื่องของความเคยชิน หรือความคาดหวังที่ตัวเองเป็นฝ่ายที่รอรับนโยบายที่เป็นรูปธรรม และวิธีคิดอีกมุมหนึ่ง คือ ทำอย่างไรที่จะให้เกิดการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการประเทศและมีส่วนร่วมในการเติบโตขึ้นด้วยตัวเองภายใต้การสนับสนุนของรัฐมากกว่าที่จะมุ่งไปที่ตัวเลข หรือตัวเงินที่จะให้ประชาชน

การออกมาชี้แจงนโยบาย ถ้าพรรคไหนทำเป็นพรรคแรกเชื่อว่าคะแนนจะมา อยู่ที่ว่าผู้บริหารพรรคนั้นๆ มองเห็นข้อความในมาตรานี้หรือไม่ ถ้าเห็นแล้วมีความคิดว่านโยบายที่จะนำเสนอต่อไปนี้จัดอยู่ในประชานิยมและมีสิ่งที่สามารถอธิบายได้ตามข้อกำหนดให้นำเสนอมา อยากเห็นว่าพรรคใดที่จะเริ่มต้นทำแบบนี้ก่อน หรือพรรคที่นำเสนอไปแล้วพรุ่งนี้ออกมานำเสนอผ่านโซเชียลว่าขออธิบายถึงสิ่งที่ระบุไว้ในมาตรา 57 ส่วนตัวเห็นด้วยในบางส่วนของนโยบายเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือ อยากจะให้รักษาสิ่งที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ป.พรรคการเมืองให้เสมอหน้ากันทั่วทุกพรรค และ กกต.ต้องออกมาแสดงบทบาทตอนนี้เลย ผมเชื่อว่าจะทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยและเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต