กรธ. เมิน พท.ไม่ร่วมสังฆกรรมเวทีถก กม.ลูก “ปกรณ์” ชี้ คนจะร่วมทำพรรคแต่ 100 บาทจ่ายไม่ได้ ชีวิตอยู่ยาก เหน็บ ขนาดเบียร์ 3 ขวดร้อยกว่า ยังซื้อกินได้
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า ได้ยินมาว่า มีผู้ตอบรับเข้าร่วมแสดงความเห็น พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองเยอะ เพราะมีผลกระทบกับพรรคการเมือง แต่ไม่ทราบเเน่ชัดว่ามีพรรคใดบ้าง ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยประกาศไม่เข้าร่วมนั้น ใครไม่ร่วม กรธ.ไม่สนใจ ทำใจเเล้ว ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เเค่คอยต่อว่า เเต่ต้องใช้เหตุผล ตีกันเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องจูงมือไปด้วยกัน หมดยุคทะเลาะเบาะเเว้งเเล้ว ไม่เห็นด้วยเรื่องไหน น่าจะเข้ามา บอกเหตุผล ส่วนที่ถูกวิจารณ์เรื่องการกำหนดจัดตั้งสาขาพรรค การจ่ายเงินบำรุงพรรค ในนั้น ตนไม่เข้าใจเหมือนกัน คนมีอุดมการณ์เดียวกัน ต้องส่งเสริมให้มีส่วนร่วม รวมกลุ่มกันจัดตั้งพรรคการเมืองได้มิใช่หรือ เงิน 100 บาท จะว่ามากก็มาก จะว่าน้อยก็น้อย เชื่อว่าพรรคเก่าๆ ไม่มีปัญหา เพราะกันเงินที่มีอยู่เดิมมาเป็นทุนประเดิมได้ ขนาดเบียร์ 3 ขวดร้อยกว่าบาทยังซื้อกินได้ จะทำการเมืองเเล้วยังบ่น สละเงินร้อยกว่าบาทไม่ได้ ชีวิตอยู่ยากเเล้ว เรากำลังร่วมทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ไม่ต้องการให้ใครกว้านซื้อชื่อคนมารับเงินกองทุนจาก กกต.เหมือนอดีต หัวใจหลักกฎหมายพรรคการเมือง คือโปร่งใส มีส่วนร่วม และตรวจสอบได้ ไม่ให้ใครทำไม่ดีเหมือนอดีต ถ้าพรรคการเมืองยังยึดติดเเบบเดิมคงไม่เหมาะสมกับยุคนี้ แบบนั้นเป็นสมัยโบราณ
เมื่อถามว่า นักการเมืองออกมาวิจารณ์บทกำหนด เช่น กรรมการบริหารพรรคอาจต้องพ้นตำแหน่ง และถูกเเบน กรณีสมาชิกพรรคหรือผู้มีตำแหน่งในพรรคเกี่ยวข้องกับการโกงเลือกตั้ง นายปกรณ์กล่าวว่า หลักการกำหนดโทษคือใครผิด คนนั้นรับโทษไป ไม่มีเหมายุบพรรคเหมือนก่อน ถ้าทำผิดเเบบที่เราห้าม เเล้วรู้ว่าผิดโดยฝืนทำรู้เห็นเป็นใจ ถามว่ายังให้ยุ่งการเมืองอีกหรือไม่ ดังนั้น หลักง่ายๆ คืออย่าทำผิด ถ้าไม่ทำผิดไม่ต้องกลัว กรธ.กำหนดให้ส่งศาลเป็นผู้วินิจฉัยเพื่อความยุติธรรม ส่วนโทษประหารมาจากการซื้อขายตำแหน่ง ถ้าศาลเห็นว่ารุนเเรงปล่อยเอาไว้ไม่ได้ก็โดน ในประมวลกฎหมายอาญาก็มีกำหนดโทษลักษณะนี้ไว้ใช้กับข้าราชการ ที่ผ่านมาไม่เห็นมีใครบ่น แล้วนักการเมืองทำไมถึงบ่น เรียกร้องให้ข้าราชการปฏิรูปโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่เห็นต้องเหนียมอาย จะเรียกร้องคนอื่นต้องทำเป็นตัวอย่างก่อน ตนอยากให้ประชาชนดูจับตาเอาไว้ สิ่งที่นักการเมืองพูดเหมาะสมหรือไม่ ประชาชนชอบให้มีการทุจริตหรือไม่ ถ้าชอบก็ไม่ต้องเอากติการเเรงเเบบนี้

