หากเป็น “การสู้รบ” สงครามในสมรภูมิ “เลือกตั้ง” เดือนพฤษภาคม 2566 สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
“หนักหนา” อย่าง “สาหัส”
แม้จะสะสมความจัดเจนมาเป็นอย่างมากจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 และการเป็นรัฐบาลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557
กระนั้น การเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 ก็เป็น “สถานการณ์” ใหม่
ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อาจมีบทบาทเป็นอย่างสูงผ่านพรรคพลังประชารัฐ
แต่เป็นบทบาท “หลังม่าน” ชักใยอยู่ “เบื้องหลัง”
ผ่านคนอย่าง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผ่านคนอย่าง นายอุตตม สาวนายน ผ่านคนอย่าง นายสนธิรัตน์
สนธิจิรวงศ์
แต่ ณ วันนี้ ยืนอยู่ ณ เบื้องหน้า
แม้จะดำรงอยู่ในสถานะแห่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็กำหนดบทบาทของตนอย่างเด่นชัด
เป็นบทบาท “มืออันพนม” ไป 10 ทิศ
เหมือนจะต้องต่อสู้กับพรรคเพื่อไทย เหมือนจะต้องต่อกรกับพรรคก้าวไกล แต่ก็มิได้ด้วยท่าทีเหมือนกับในอดีต
เห็นได้จากข้อเสนอ “ก้าวข้าม” ความขัดแย้ง
เห็นได้จากการใช้ “จดหมาย” เป็นเครื่องมือในการ “สื่อ” และส่งสารไปยังทุกกลุ่มที่เคยมีความขัดแย้ง เคยมีปัญหาต่อกัน
เห็นได้จากท่าที “อะลุ้มอล่วย” ประนอม ประโยชน์
นำเอาแนวทางของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ขุดเอาภาษาในแบบ “การเมืองนำการทหาร” มาเป็นตัวประสาน
เหมือนกับจะได้ผล แต่แล้วก็ทำท่าว่าไม่ได้ผล
ความน่าสนใจอยู่ที่การนำเอาคนจาก “กปปส.” อย่าง นายสกลธี ภัททิยกุล มาเป็นกำลังเพื่อปักธงในกรุงเทพมหานคร
พลันที่ นายสกลธี ภัททิยกุล ประสานเข้ากับ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
ภาพอัน “โกลาหล” เมื่อขบวนเล็กๆ จากเยาวเรศเจริญศรีอย่าง “ทานตะวัน” และ “แบม” ก็ปรากฏ
ยิ่งภาพ “การรุมกระทืบ” แผ่กระจาย ยิ่งกลายเป็น “ปม”
ยิ่งนำเอาแต่ละคำปราศรัยบนเวทีของ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ มาร้อยเรียงเข้ากับการส่ง “การ์ด” เข้าบริหารจัดการ
จึงดำเนินไปเหมือนกับเป็นการปูทางและสร้างเงื่อนไข
พลันที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาแถลงยาวเหยียดปฏิเสธการร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล
คำถามในปม “ก้าวข้าม” ความขัดแย้งก็โดดเด่น
ภายในพรรคพลังประชารัฐจึงเกิด “แนว” ประสานระหว่าง นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ นายสกลธี ภัททิยกุล
เป็นความร้อนแรงและแหลมคม
ก่อให้เกิดระยะห่างจากพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และก่อให้เกิดความใกล้ชิดอย่างเป็นพิเศษกับพรรครวมไทยสร้างชาติ
หรือว่านี่คือ “ลับ ลวง พราง”ในอีกกระสวนหนึ่ง

