เมืองอโยธยาทุกวันนี้ มีสถานีรถไฟอยุธยาและมีทางรถไฟผ่าเมือง (สายเหนือกับสายอีสาน) แต่กำลังเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงอย่างสูงจนอาจถูกทำลายสูญหายหมดเมืองจากโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะลงมือเร็วๆ นี้ โดยบางส่วนอาจทำล่วงหน้าไปแล้ว แต่สาธารณชนไม่รู้
1. โลกสมัยใหม่ปัจจุบันและอนาคตเห็นความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ดังนี้
(1.) ไม่ทำลายทรัพย์สินทางวัฒนธรรม เช่น เมืองเก่า เป็นต้น
(2.) สงวนรักษาเมืองเก่าควบคู่กับการพัฒนาเมืองใหม่ไม่ให้ขัดขวางซึ่งกันและกัน มีตัวอย่างมากมายในยุโรปและอเมริกา รวมทั้งในเอเชีย ได้แก่ จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน ฯลฯ
(3.) เมืองเก่ามีประโยชน์ 2 ทาง ทั้งคุณค่าและมูลค่า ได้แก่ หนึ่ง คุณค่าทางวัฒนธรรมด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี และ สอง มูลค่าทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำรายได้เป็นนิรันดร์ให้ท้องถิ่น
2. ไม่ต่อต้านระบบรถไฟความเร็วสูง เพราะจำเป็นต้องมีและดีมากๆ
3. แต่คัดค้านการก่อสร้างขนาดใหญ่ผ่าเมืองอโยธยา เพราะจะส่งผลให้เกิดการทำลายครั้งยิ่งใหญ่ต่อเมืองอโยธยาและพื้นที่ต่อเนื่องเมืองเก่าอยุธยา
4. เมืองอโยธยาถูกทำลายหลายครั้งหลายหนมากต่อมากจนล้นเกิน จึงควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรทำลายซ้ำๆ อีก

เมืองอโยธยา ต้นแบบกรุงรัตนโกสินทร์
เมืองอโยธยา (จ. พระนครศรีอยุธยา) เป็นต้นแบบให้ไทยในหลายเรื่อง ได้แก่ กรุงรัตนโกสินทร์, พระราม, เถรวาท, คนไทย, วรรณกรรมภาษาไทย
1.กรุงรัตนโกสินทร์ ได้ต้นแบบจากกรุงอโยธยา ถ้าสืบย้อนหลังทางตรง มีดังนี้ กรุงรัตนโกสินทร์-กรุงธนบุรี-กรุงศรีอยุธยา-กรุงอโยธยา ส่วนย้อนหลังกรุง อโยธยาไม่เป็นทางตรง แต่เป็นแพร่งแยกหลายทิศทางมารวมศูนย์ที่เมืองอโยธยา
[“กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย” ในหนังสือประวัติศาสตร์ไทย ล้วนเรื่องไม่จริง แต่เป็น “เรื่องแต่ง” เพื่อการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” จึงจัดอยู่ในข่าย “เฟก นิวส์” ที่รัฐบาลไทยสมัยก่อนใช้เป็นอาวุธทางการเมือง “หลอก” คนไทย แล้วยังตาม “หลอน” สืบมาจนถึงสมัยนี้]
2. พระราม เป็นความเชื่อได้ต้นแบบจากอโยธยา นามเต็มว่า “อโยธยาศรีรามเทพ” มีศูนย์กลางอยู่เมืองอโยธยา ซึ่งเป็นชื่อเมืองพระราม (อวตารของพระนารายณ์) หมายถึงเมืองที่ไม่แพ้หรือไม่มีผู้ใดพิชิตได้ ส่วนพระรามในมหากาพย์รามายณะถูกกล่าวขวัญยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่นคงทรงพลังอำนาจ จึงมีความมั่งคั่งอย่างยิ่ง
พระรามาธิบดี เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย ของรัฐอโยธยา จากนั้นเป็นกษัตริย์องค์แรก ของรัฐอยุธยา ความเชื่อพระรามสืบเนื่องถึงกรุงรัตนโกสินทร์ทุกวันนี้
3. เถรวาท ได้ต้นแบบจากอโยธยา ศาสนาพุทธเถรวาทแบบลังกาแม้จะมีก่อนแล้ว แต่รุ่งเรืองอย่างรุ่งโรจน์ในรัฐอโยธยา เพราะแนวคิดเรื่อง “ผู้มีบุญ” คนทำบุญสะสมมาก ย่อมมีบารมีได้เป็นพระราชา สอดคล้องกับการค้าสำเภากับจีน ทำให้พ่อค้าเป็น “ผู้มีบุญ” และมีอำนาจ
4. คนไทย เริ่มต้นแบบที่อโยธยา คนหลายชาติพันธุ์ในอโยธยาใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้ากับบ้านเมืองภายในภาคพื้นทวีปและทางศาสนา นานไปก็พูดภาษาไทยในชีวิตประจำวัน แล้วกลายตนเป็นไทย หรือ คนไทย
ส่วนขุนนางข้าราชการชนชั้นนำประกอบด้วยคนหลายเผ่าพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ต่างมีภาษาพูดหลายตระกูลของใครของมัน (เช่น ตระกูลภาษามอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ทิเบต-พม่า, ไท-ไต เป็นต้น) โดยใช้ภาษาไทย (ต้นตอจากภาษาไท-ไต) เป็นภาษากลางเพื่อการสื่อสารเข้าใจตรงกัน
5. วรรณกรรมภาษาไทย มีต้นแบบจาก กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ ซึ่งมีสำนวนเก่ามากเป็นภาษาไทย (อักษรเขมร) สมัยอโยธยา ทำขึ้น พ.ศ. 1778 ราว 115 ปีก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา (คำว่า “เบ็ดเสร็จ” ตรงกับคำปัจจุบันว่าเบ็ดเตล็ด หมายถึงกฎหมายหลายเรื่องต่างๆ กันที่นำมารวมไว้ด้วยกัน และไม่อาจให้ความสำคัญเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ถนัด เพราะเป็นเรื่องย่อยๆ ทั้งนั้น) แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพื้นฐานสังคมรัฐ อโยธยามีสำนึกทางกฎหมายก้าวหน้าขั้นสูง คือไม่ใช้ระบบแก้แค้นตามแบบสังคมดึกดำบรรพ์ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” หรือ “หนามยอก หนามบ่ง” แต่สังคมเมืองอโยธยาพัฒนาเสียใหม่โดยกำหนดให้ผู้ผิดเสียเงินสินไหมชดเชยเป็นค่าเสียหาย

อโยธยามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ความเป็นมาของไทย เพราะเป็นหลักฐานแสดงพัฒนาการตามลำดับเวลากว่าจะเป็นประเทศไทย จากเมืองอโยธยาสู่กรุงศรีอยุธยา, กรุงธนบุรี, กรุงรัตนโกสินทร์
ร.5 มีพระราชดำรัสเปิด “โบราณคดีสโมสร” เมื่อ 116 ปีที่แล้ว (2 ธันวาคม 2450) กล่าวถึงอโยธยาว่าเป็นเมืองเก่าของกรุงศรีอยุธยา อยู่ทางตะวันออก (ของกรุงศรีอยุธยา) มีสิ่งก่อสร้างวัดวาอาราม ได้แก่ วัดพนัญเชิง, วัดใหญ่ชัยมงคล, วัดอโยธยา (เดิม), วัดกุฎีดาว, วัดมเหยงคณ์ เป็นต้น
ศรีศักร วัลลิโภดม ผู้บุกเบิกการศึกษาค้นคว้าเรื่องเมืองอโยธยาไว้เมื่อ 57 ปีที่แล้วในบทความทางวิชาการชื่อ กรุงอโยธยาในประวัติศาสตร์ไทย (พิมพ์ครั้งแรกในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับพิเศษ (3) ว่าด้วยประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พ.ศ. 2509)
ผังเมืองอโยธยาเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำแนวเหนือ-ใต้ ขนานแม่น้ำป่าสัก ขนาดยาวราว 3 กิโลเมตร และกว้างราว 1 กิโลเมตร [จากการสำรวจตรวจสอบของ ศรีศักร วัลลิโภดม ในหนังสือ (1) สร้างบ้านแปงเมือง มติชนพิมพ์ 2560 หน้า 251 และ (2) เมืองโบราณ ฉบับมกราคม-มีนาคม 2560 หน้า 43]
แต่เดิมตัวเกาะเมืองอยุธยาเป็นแผ่นดินเดียวกับบริเวณเมืองอโยธยา ครั้นสมเด็จพระรามาธิบดีทรงสร้างพระนครศรีอยุธยา ได้ขุดคูเมืองทางด้านตะวันออก เลยทำให้กรุงศรีอยุธยาแยกจากบริเวณเมืองอโยธยา แล้วอยุธยากลายเป็นเกาะไป
ชื่อเมืองอโยธยาถูกแทนที่ด้วยนามกรุงศรีอยุธยา แต่ตัวเมืองอโยธยาไม่ได้หายไป เพราะเป็นเพียงย้ายที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน และสถานที่สำคัญของรัฐบาลไปเท่านั้น บริเวณเมืองอโยธยายังคงมีประชาชนอาศัยอยู่เรื่อยมา จึงมีซากวัดวาอาราม, บริเวณที่อยู่อาศัย และลำคลองที่ขุดขึ้นเพื่อการคมนาคมซับซ้อนมากมายปนกันทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งไม่ควรสาบสูญจากโลก


