นโยบายเงินดิจิทัล 1 หมื่น แรงสั่นสะเทือนเลือกตั้ง เดิมพันสูง ‘พท.’ ต่อคู่แข่ง

16.04.23 | 13:21 น.

นโยบายเงินดิจิทัล1หมื่น แรงสั่นสะเทือนเลือกตั้ง เดิมพันสูง‘พท.’ต่อคู่แข่ง

การเมืองหลังเทศกาลสงกรานต์ หากเสร็จสิ้นจากกระบวนการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะรับรองคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ของแต่ละพรรคในวันที่ 14 เมษายน ว่าใครจะได้ไปต่อในสนามเลือกตั้ง หรือจะแพ้ฟาวล์ตั้งแต่ยกแรกแล้ว ผู้สมัครคนใดได้ไปต่อย่อมต้องเร่งหาเสียงทำคะแนนให้ทั้งตัวเองและพรรคต้นสังกัด ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหากาบัตรในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ขณะเดียวกันแต่ละพรรคย่อมต้องเปิดไพ่เด็ด จุดแข็ง จุดขาย ออกมาเรียกคะแนนจากผู้สนับสนุน หรือแฟนคลับไม่ให้ปันใจ เทเสียงไปให้พรรคการเมืองคู่แข่ง ที่ถูกแบ่งกันตามจุดยืนทางการเมืองเป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วอนุรักษนิยม กับขั้วประชาธิปไตยเสรีนิยม

โดยเฉพาะพรรคแกนนำในขั้วประชาธิปไตยเสรีนิยม อย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่เปิดนโยบายหาเสียงในด้านเศรษฐกิจ อย่างนโยบายแจกเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัลวอลเล็ต ให้คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไปคนละ 10,000 บาท โดยกำหนดให้ใช้จ่ายในรัศมี 4 กิโลเมตร

เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในท้องถิ่น ภายใน 6 เดือน ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง “บล็อกเชน” มากำหนดวิธีการใช้เงินว่าจะนำไปใช้จ่ายอะไรได้บ้าง ในพื้นที่ตามที่ระบุในบัตรประชาชนของผู้ได้รับสิทธิ การออกนโยบายที่จะเรียกว่าเป็น หมัดเด็ดของพรรค พท. ถือว่าได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทางการเมือง โดยเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สะท้อนความเชื่อมั่นผ่านผลโพลสำนักต่างๆ ต่อคะแนนนิยมของพรรค พท.ที่ยังคงนำเป็นอันดับที่ 1 การมีนโยบายในด้านเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินดิจิทัลคนละ 1 หมื่นบาท ในทางจิตวิทยาย่อมต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถือว่าส่งผลโดยตรง เนื่องจากด้วยชื่อชั้นและความน่าเชื่อถือในการขับเคลื่อนนโยบายใหญ่ๆ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน สืบต่อมาจนถึงพรรค พท. สามารถเดินหน้านโยบายสำคัญๆ ได้สำเร็จ จับต้องได้มาแล้ว จนเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน”
ย่อมสร้างแต้มต่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น ว่าหากพรรค พท.นำเสนอนโยบายใดออกมาแล้ว จะสามารถทำได้จริง อันจะส่งผลต่อเป้าหมายที่พรรค พท.ตั้งเป้าหมายชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ได้ที่นั่ง ส.ส.มากกว่า 250 เสียง และอาจมีความเป็นไปได้ที่จะถึง 310 เสียง ตามเป้าหมายที่มีการปรับกันล่าสุด

ผลจากการเปิดนโยบายแจกเงินดิจิทัลคนละ 1 หมื่นบาท ของพรรค พท. ย่อมส่งผลต่อพรรคการเมืองที่อยู่ในสนามการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการคิดใหญ่ผ่านนโยบายของพรรค พท. เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วในอดีต จำเป็นที่พรรคการเมืองคู่แข่งจะต้องปรับกลยุทธ์ขึ้นมาแก้เกมเพื่อให้สามารถต่อสู้เกมการหาเสียงของพรรค พท.ให้ได้ ผ่านทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ถึงจุดอ่อน ข้อกังวล ผลกระทบต่อนโยบายดังกล่าวของพรรค พท. รวมทั้งการเดินหน้ายื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กกต.ตรวจสอบนโยบายแจกเงินดิจิทัลคนละ 1 หมื่นบาท ของพรรค พท. ซึ่ง กกต.กำหนดให้พรรค พท.ต้องชี้แจงรายละเอียดของนโยบายดังกล่าว ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรา 57 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2561 ที่กำหนดไว้ว่า พรรคการเมืองที่เสนอนโยบาย ต้องชี้แจง 1.วงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ 2.ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และ 3.ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายโดยพรรคการเมืองต้องระบุรายละเอียดดังกล่าวเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และแจ้งต่อ กกต.จึงให้พรรคการเมืองแจ้งรายละเอียดดังกล่าวต่อสำนักงาน กกต.ภายในวันที่ 18 เมษายนนี้ โดยมีบทกำหนดโทษหากพรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามมาตรา 57 วรรคสอง ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองฯ ไว้ด้วยว่า ต้องระวังโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และปรับอีกวันละ 1 หมื่นบาท ตลอดระยะเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องและถ้าผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 74 หรือหาเสียงไม่ว่าด้วยประการใดให้ประชาชนหลงเชื่อหรือเข้าใจผิดว่าเป็นนโยบายของพรรคการเมืองตามมาตรา 74 ต้องระวังโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

Advertisement

เท่ากับว่าการเปิดนโยบายใหญ่ของพรรค พท. ที่มีผลเดิมพันได้เสียทางการเมืองสูง เพื่อบรรลุเป้าหมายชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ได้เสียง ส.ส.มาเป็นอันดับที่ 1 กุมฉันทามติและความชอบธรรมจากพี่น้องประชาชนในการเป็นการแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ในความได้เปรียบผ่านการออกนโยบายที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองของพรรค พท. ย่อมนำมาซึ่งแรงเสียดทางการเมืองที่อาจจะย้อนกลับมาเป็นพ่วงรัดตัวต่อพรรค พท. ผ่านคำร้องให้ตรวจสอบนโยบายดังกล่าวอย่างเข้มข้นเช่นกัน นั่นอาจเป็นราคาทางการเมืองที่พรรค พท. รวมทั้งแกนนำพรรคจะต้องจ่ายเช่นกัน ซึ่งแกนนำพรรค พท.ย่อมต้องประเมินและเตรียมการตั้งรับกระแสต่อต้านในมุมกลับไว้แล้วเช่นกัน เหมือนกับการที่พรรค พท.ถูกตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว อย่างเข้มข้นเช่นกัน จนนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เช่นเดียวกัน

ทั้งหมดทั้งมวลยังต้องพิสูจน์ผ่านผลการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ว่าท้ายที่สุดแล้วนโยบายการแจกเงินดิจิทัลคนละ 1 หมื่นบาทของพรรค พท. ที่หลายฝ่ายประเมินกันว่าจะสร้างแรงสั่นสะเทือนในทางการเมือง จะเพียงต่อการสร้างจุดเปลี่ยนถึงขึ้นโฉมหน้าของรัฐบาลชุดต่อไป ที่มีเดิมพันสูงแพ้ไม่ได้เช่นกัน ระหว่างสองขั้วการเมือง คือ ขั้วอนุรักษนิยม กับขั้วประชาธิปไตยเสรีนิยมได้หรือไม่