หน้าแรก การเมือง พปชร.ไม่หวั่น...

พปชร.ไม่หวั่น ‘บิ๊กป้อม’ ไม่ติด Top 5 โพลมติชนxเดลินิวส์ คนอยากให้เป็นนายกฯ

15.04.23 | 22:35 น.

พปชร.ไม่หวั่น ‘บิ๊กป้อม’ ไม่ติด Top 5 โพลมติชนxเดลินิวส์ คนอยากให้เป็นนายกฯ ชี้แคมเปญหลังสงกรานต์ อาจมีผลกับการตัดสินใจ ปชช.

เมื่อวันที่ 15 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานผลการโหวตโพลการเมืองครั้งประวัติศาสตร์เพื่อสะท้อนอนาคตผลเลือกตั้ง 2566 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของสองค่ายสื่อสารมวลชนชั้นนำระดับประเทศ “มติชน x เดลินิวส์ โพลเลือกตั้ง’66 ครั้งที่ 1” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2566 ผ่านช่องทางออนไลน์กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค ทุกระดับอายุ อาชีพ การศึกษา และรายได้ทั่วประเทศ รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 84,076 ราย และเป็นการโหวตแบบไม่ซ้ำไอพีแอดเดรส (IP Address)

โดย คำถามที่ 1 ท่านจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้ง 2566 พบว่าในกลุ่ม 10 อันดับแรก ผู้ได้รับการโหวตเป็นอันดับ 1 คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล ร้อยละ 29.42, อันดับ 2 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 23.23, อันดับ 3 นายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 16.69 ตามลำดับ

คำถามที่ 2 ท่านจะสนับสนุนพรรคการเมืองใด ในการเลือกตั้ง 2566 พบว่า ในกลุ่ม 10 อันดับแรกนั้น พรรคการเมืองที่ได้รับการโหวตเป็นอันดับ 1 คือ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 38.89, อันดับ 2 พรรคก้าวไกล ร้อยละ 32.37, อันดับ 3 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 12.84, อันดับ 4 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 13.72, อันดับ 5 ยังไม่ตัดสินใจ (ว่าจะเลือกใคร) ร้อยละ 2.97

อันดับ 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 2.94, อันดับ 7 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จากพรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 2.25, อันดับ 8 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 1.90, อันดับ 9 นายกรณ์ จาติกวณิช จากพรรคชาติพัฒนากล้า ร้อยละ 1.40 และอันดับ 10 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.24

Advertisement

นายรงค์ บุญสวยขวัญ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช ให้สัมภาษณ์ถึงผลโพลมติชนxเดลินิวส์ว่า การทำโพลเป็นการวัดกระแสสังคมถึงความต้องการของประชาชนผ่านเครื่องมือสมัยใหม่ หรือทางโซเชียลมีเดีย เป็นผลที่สะท้อนออกมาในช่วงเวลาหนึ่ง และบริบททางการเมืองในขณะนั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และผลอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง

นายรงค์กล่าวว่า ส่วนผลที่ออกมาต้องมาวิเคราะห์ ตรวจสอบ และตั้งคำถามว่าสอบถามจากกลุ่มบุคคลใด ที่ไหน และถามในช่วงเวลาใด หากถามก่อนช่วงสงกรานต์ ซึ่งแต่ละพรรคต่างปล่อยนโยบายออกมาดึงดูดใจ จนได้รับความนิยมในตอนนั้น เช่น แคมเปญแจกเงิน 10,000 บาท ของเพื่อไทย แต่ถ้าเวลาผ่านไปแล้วมาสำรวจผลอาจจะเปลี่ยนไปได้ จากเงื่อนไขและปัจจัยอื่นมาเป็นตัวแปรได้ ผลจึงไม่สามารถชี้วัดได้ถึงการตัดสินใจของประชาชนในวันที่ 14 พฤษภาคม หลังจากช่วงสงกรานต์แต่ละพรรค อาจจะมีแคมเปญ และนโยบายอื่นออกมที่ปล่อยออกมาได้อีก และอาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกของประชาชนก็เป็นได้

“โพลต่างๆ ที่ออกมา ทั้งสถาบันการศึกษา นักวิชาการ โพลของสื่อ ไม่ว่าจะสำรวจผ่านโซเชียล หรือกระบวนการใด เรารับฟังและมองว่าเป็นปกติที่ผลจะออกมาต่างกัน แต่ต้องดูเบื้องหลัง ที่มาที่ไปว่ามีวาระอะไรซ่อนเร้นหรือไม่ หรือเป็นการอ้างชื่อ เป็นของจริงหรือไม่ และอาจจะมีการใช้โพลมาเป็นเครื่องมือให้ความเห็นไปในทางใดทางหนึ่งได้” นายรงค์ระบุ

เมื่อถามถึงกรณีไม่ปรากฏชื่อ พล.อ.ประวิตร ติด 1 ใน 5 และพรรคไม่ได้อยู่ในความนิยมอันดับต้นๆ นายรงค์ระบุว่า ไม่กังวล และมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะเป็นการถามความเห็นทางโซเชียลในวงกว้าง แต่ในหลักการทำโพลต้องอ้างอิงทางวิชาการและเงื่อนไขอื่นเข้ามาด้วย จึงไม่อาจสามารถอธิบายได้ว่าผลโพลผู้ที่ออกมาในช่วงเวลาก่อนสงกรานต์จะถูกต้อง 100% เพราะต้องดูพฤติกรรมของผู้ตอบคำถามผ่านทางโซเชียลว่าเป็นกลุ่มใด แพลตฟอร์มการใช้งานที่อาจเป็นไปได้ที่บุคคลอาจเข้ามาตอบได้หลายครั้ง

นายรงค์กล่าวว่า ดังนั้น ให้มองระยะยาว และต้องดูจากนี้จนถึงเดือนพฤษภาคมก่อนเลือกตั้ง ซึ่งแต่ละพรรคต้องมีการวางกลยุทธ์ และสู้กับด้วยนโยบาย เพื่อนำเสนอต่อประชาชน จึงจะเห็นภาพได้ชัด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง