พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : โทษประชานิยมไว้ก่อน
ช่วงนี้พรรคการเมืองต่างๆ ต่างเริ่มนำเสนอนโยบายกันมากมาย และที่สำคัญก็คือในรอบนี้ดูเหมือนกับว่าจะเน้นไปที่นโยบายทางเศรษฐกิจกันทุกพรรค
แต่เมื่อพูดเรื่องนี้ต้องระวัง บางทีอาจจะต้องให้ความเป็นธรรมกับพรรคการเมือง เพราะทุกพรรคก็มีนโยบายอื่นๆ หรือไม่ เพียงแต่ว่านโยบายทางเศรษฐกิจนั้นอาจจะดูเป็นที่สนใจมากกว่านโยบายอื่นๆ ของแต่ละพรรคในรอบนี้
กระนั้นก็ตาม ฝ่ายวิจารณ์นโยบายเจ้าเดิมๆ ก็ออกมาทักท้วงเรื่องนโยบายประชานิยม (Populist Policy) กันอีกรอบ ซึ่งหลายคนก็แสดงความสนใจ
ขณะที่หลายคนก็ไม่ได้สนใจแถมวิจารณ์กลับด้วยว่าหายไปไหนมาในช่วงของวิกฤตเศรษฐกิจในรอบแปดปี
จะว่าไปแล้วในมุมของผม รอบนี้แทบจะหานโยบายประชานิยมไม่เจอเลย
เจอแต่นโยบาย “เอาใจคนจน” (Pro-Poor Policy) เสียมากกว่า
นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักย่อมไม่ชอบนโยบายประชานิยม เพราะเห็นว่าขัดกับหลักความเชื่อของตนเอง เพราะมองว่าเป็นการใช้จ่ายเงินที่ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ถูกหลักวิชา และจะนำพาประเทศไปสู่วิกฤตในระยะยาว
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้จ่ายเงินเหล่านี้ถูกรับรองโดยคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างท่วมท้น มันจึงเป็นความชอบธรรมทางการเมืองที่ทำให้การคัดง้างด้วยหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ทำไม่ได้ หรืออยู่ในช่วงที่ไม่มีใครอยากจะฟัง
ขณะที่นักรัฐศาสตร์อาจจะตั้งคำถามกับประชานิยมในเรื่องใหญ่ที่ไม่ใช่อาณาบริเวณทางเศรษฐกิจโดยตรง แต่เป็นเรื่องอาณาบริเวณทางการเมือง
แต่ก่อนจะเริ่มเรื่อง เราคงต้องอธิบายก่อนว่าประชานิยมมันคืออะไร
คำตอบทางรัฐศาสตร์ไม่ได้วาดสีว่าดีหรือไม่ดีเสียแต่แรก แต่มองว่าประชานิยมเป็นลัทธิ/อุดมการณ์ทางการเมือง หรือสไตล์ทางการเมือง (รวมทั้งโวหารทางการเมือง) บางอย่างที่ให้ความสำคัญกับคนจนในลักษณะต่อต้านคนรวย ต่อต้านชนชั้นนำ และให้ความสำคัญกับชาติ (นิยม) และมีเงื่อนไขของการต้องมีผู้นำทางการเมืองที่มีความสามารถเป็นพิเศษในการประกอบสร้างลัทธิทางการเมืองนี้ขึ้นมา
หัวใจสำคัญคือการสร้างคำรวมที่เรียกว่า “ประชาชน” (people) เข้ามาเป็นฐานสำคัญของการเมือง เพื่ออธิบายว่าประชาชนต้องการอะไร ความต้องการนี้จะไม่ประสบความสำเร็จถ้าชนชั้นนำในปัจจุบันนี้ยังดำรงอยู่ในอำนาจ เพราะพวกชนชั้นนำนี้ไม่สะท้อนควรามต้องการที่แท้จริงของประชาชน
การเมืองแบบประชานิยมจึงเป็นการเมืองแบบเผชิญหน้า พวกเขาพวกเรา คนรวยกับคนจน คนธรรมดากับปัญญาชน คนทำมากับพวกสถาบันต่างๆ ที่ครอบงำประชาชนหรือมีอำนาจเหนือประชาชน
ประชานิยมในความหมายกว้างนี้ไม่ใช่เรื่องของการแจกเท่านั้น แต่ต้องแบ่งออกเป็นสองด้านก่อน
คือประชานิยมฝ่ายขวา ได้แก่ ลัทธิและขบวนการทางการเมืองในยุโรป ที่ต่อต้านการรับเอาคนอพยพเข้าประเทศ ต่อต้านชาวมุสลิมอพยพมาตั้งถิ่นฐานทั้งที่หนีภัยสงครามมา ลัทธินี้พูดถึงคนธรรมดาสามัญที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐ และต้องการปกป้องตัวเองจากภายนอก พวกนี้เอาเข้าจริงอาจยังสถาปนาอำนาจเบ็ดเสร็จไม่ได้ แต่มีตัวตนในยุโรป เพราะในยุโรปส่วนมากเป็นรัฐบาลผสม
สำหรับประชานิยมฝ่ายซ้าย ที่มักเป็นเรื่องที่คนไทยได้รับข้อมูลมาบ่อยๆ ก็คือประชานิยมจากยุคดั้งเดิมของอเมริกา และยุคสมัยใหม่ในลาตินอเมริกา คือนอกจากมีผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สามารถนำเสนอตัวเองในฐานะของตัวแทนของประชาชนที่ยากจน เป็นเสียงส่วนมาก (ทั้งที่ตัวจริงอาจจะเป็นเศรษฐีก็ได้) ซึ่งในอดีตเป็นพวกชาวนาที่ถูกกดขี่ และด้วยกลไกประชาธิปไตยเลือกตั้งรัฐบาลประชานิยมก็สามารถสถาปนาอำนาจขึ้นมาได้
ในทางรัฐศาสตร์นั้นคำถามไม่ใช่ว่าประชานิยมเป็นสิ่งเลวร้ายและนำพาวิกฤตทางเศรษฐกิจมาหรือไม่ แต่มีคำถามอยู่หลายคำถามที่นำไปสู่บทสนทนาที่สำคัญ
หนึ่งคือ ตั้งคำถามว่าประชานิยมมันสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยอย่างไร
คำถามนี้สำคัญด้วยเงื่อนไขที่ว่าประชานิยมนั้นมันมีรากฐานที่การสถาปนาอำนาจของประชาชน ดังนั้น คำถามที่สำคัญคืออำนาจของประชาชนในอุดมการณ์ประชานิยมนั้นแตกต่างจากอำนาจของประชาชนในอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างไร
คำตอบหนึ่งที่สำคัญแต่อาจไม่สามารถฟันธงได้ เพราะเป็นนักรัฐศาสตร์ย่อมต้องมีความสะท้อนกลับ (reflexive) สูงคือระมัดระวังว่าเมื่อให้ความเห็นแล้ว อุดมการณ์ส่วนตัวและอคติส่วนตัวของเราอยู่ที่ไหน ก็คือประชานิยมมันก็มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่แน่นอน คืออิงความเป็นเสียงข้างมาก
แต่กระนั้นก็ตาม สิ่งที่เป็นประเด็นท้าทายก็คือ ประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้นมันพัฒนาไปอยู่ในลักษณะเสรีนิยมประชาธิปไตยมากขึ้น คือแม้ว่าจะเชิดชูอำนาจของประชาชน แต่ก็จะต้องไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์และเสรีภาพของมนุษย์ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการทำให้ประชาธิปไตยมันทำงานได้ดีขึ้น
หมายถึงว่ารัฐบาลประชาธิปไตยแบบประชานิยมมักจะชอบอธิบายว่าตนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้วจะทำอะไรก็ได้ ไม่พอใจก็ไปเลือกใหม่อีกสี่ปี คือมักให้ความสำคัญกับการเป็นตัวแทนอำนาจของประชาชน แต่ละเลยมิติด้านการพร้อมรับผิด (accountability) หมายถึงว่าไม่ค่อยเน้นด้านการถูกตรวจสอบจากประชาชน
กล่าวคือรัฐบาลประชาธิปไตยแบบประชานิยมมักจะเน้นมิติความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่เน้นมิติด้านความชอบธรรมจากการถูกตรวจสอบ และรัฐบาลเหล่านี้ก็จะถูกสั่นคลอนเมื่อเจอกับข้อข้องใจในเรื่องของการทุจริตการเลือกตั้ง
ในสังคมการเมืองปกตินั้นการโค่นล้มรัฐบาลประชานิยมที่ไม่สนใจมิติการตรวจสอบนั้นก็อาจทำได้ยาก ต้องรอจนกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือประเทศอาจจะพังเสียก่อน
แต่ในบางสังคมที่คนเสียงข้างน้อยอาจจะมีอำนาจมากกว่าด้วยฐานทรัพยากรอำนาจอย่างอื่น การโค่นล้มประชาธิปไตยแบบประชานิยมนั้นเกิดขึ้นง่ายดาย ทั้งจากกำลังทหาร นิติสงคราม และอำนาจนอกระบบอื่น และอาจทำให้ความถดถอยของประชาธิปไตยนั้นมีลักษณะที่ยาวนาน และซ้ำซาก
คำถามที่สองทางรัฐศาสตร์ต่อประชานิยมคือ ประชานิยมมันสัมพันธ์กับการต่อสู้ทางชนชั้นอย่างไร กล่าวคือประชานิยมนั้นแม้ในทางหนึ่งจะเป็นอุดมการณ์แบ่งแยกในลักษณะของพวกเขาพวกเรา คนจนกับคนรวย คนชั้นนำกับคนเบื้องล่าง คนธรรมดากับปัญญาชน แต่ในอีกทางหนึ่งนโยบายที่สะท้อนประชานิยมนั้นมักจะได้ไปไกลถึงขึ้นของการจัดการคนรวยเพื่อเอามาช่วยคนจน อาทิ นโยบายรัฐสวัสดิการ ซึ่งให้ความสำคัญกับการเก็บภาษี และการระบุต้นตอของความมั่งคั่งที่มาจากการเติบโตที่เหลื่อมล้ำ
นโยบายประชานิยมจึงเป็นนโยบายที่เน้นการเอาเงินงบประมาณมาช่วยคนจนที่ระบุว่าเป็นคนส่วนมากของประเทศ หรือประชาชน และคนส่วนนี้มีจำนวนมาก (ต่างจากพวกวิจารณ์นโยบายที่บอกว่าคนจนมีไม่มาก และต้องพยายามระบุให้ได้ว่าใครจน หรือใครสมควรจะได้รับความช่วยเหลือ ไม่ได้ช่วยทุกคน)
กล่าวอีกอย่างคือ นโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยมนั้นมีศัตรูทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายรัฐสวัสดิการ และฝ่ายเสรีนิยมใหม่ เพราะนโยบายประชานิยมตอบได้แค่ว่าจะเอาเงินมาจากงบประมาณ แต่ไม่ได้มาจากภาษีที่จัดการคนรวย (ต่างจากรัฐสวัสดิการ) และนโยบายประชานิยมมองว่าคนจำนวนมากเดือดร้อนต้องเข้าไปช่วย ขณะที่พวกเสรีนิยมใหม่มองว่าต้องอธิบายให้ได้ว่ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะที่เหลือสามารถอยู่ในกลไกตลาดได้
คำถามที่สาม ทางรัฐศาสตร์ที่คาบเกี่ยวไปถึงสังคมวิทยาทางการเมืองคือ ถ้าทุกคนในเกมการเมืองนั้นเล่นเกมประชานิยมหมด ประชาชนจะเลือกใคร คำตอบจากกรณีศึกษาในฟิลิปปินส์คือเขาจะเลือกผู้นำประชานิยมที่เขารู้สึกว่าจริงใจกับเขา ซึ่งความจริงใจ ส่วนสำคัญมาจากการที่เขาสัมผัสได้ และมีความเป็นธรรมชาติกับประชาชน ซึ่งบางครั้งอาจไม่ได้หมายความว่าเป็นคนจนเหมือนกันเสมอไป เช่น เอสตราด้าในฟิลิปปินส์ก็มีพื้นฐานเป็นนักแสดงมากก่อนเข้าสู่การเมือง แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่การโฟกัสแค่บุคลิกภาพของนักการเมือง และมองหาความไม่แท้ของนักการเมือง เท่ากับการมองหาการสร้าง “สายสัมพันธ์” ระหว่างนักการเมืองกับผู้สนับสนุน ว่าทำไมถึงได้อยู่ได้อย่างยาวนาน และอะไรคือฐานทางการเมืองและความเชื่อทางการเมืองที่ประชาชนมีต่อผู้นำประชานิยมที่แตกต่างกัน
กล่าวโดยสรุป แนวทางทางรัฐศาสตร์ที่พยายามทำความเข้าใจประชานิยมไม่ได้ไปเน้นว่าประชาชนนั้นตื้นเขิน หรือถูกล่อลวงจากกลเม็ดของการเมืองประชานิยม เท่ากับพยายามทำความเข้าใจข้อจำกัดของประชานิยมต่อประชาธิปไตย และก็ต้องตั้งคำถามว่าในทางกลับกันมันเกิดอะไรขึ้นก่อนที่การเมืองแบบประชานิยมมันจะเฟื่องฟู แปลว่าการเมืองก่อนหน้านั้นมันมีข้อจำกัดอะไรหรือไม่ที่ทำให้การเมืองแบบประชานิยมมันเกิดขึ้นได้
ส่วนในรอบนี้ของไทยนั้น ผมได้เสนอไปแล้วในตอนแรกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ค่อยใช่การเมืองประชานิยม แต่เป็นการเลือกตั้งแบบเน้นนโยบายเอาใจคนจนมากกว่า กล่าวคือไปเน้นที่การเพิ่มเงินให้คนจนแข่งกัน แต่ไม่ได้เน้นความขัดแย้งในแง่ของการกำหนดคำว่าประชาชน อาจจะมีเพียงบางพรรคที่เอาเรื่องการแจกไปผูกโยงกับภาพรวมของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่พรรคส่วนมากนั้นไปเน้นเรื่องการช่วยเหลือสงเคราะห์มากกว่า และก็มีบางพรรคเท่านั้นที่ชี้ว่าจะเอาเงินมาใช้จากการจัดการคนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่กระนั้นก็ตามใครจะทำสำเร็จแค่ไหนก็ขึ้นกับความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อผู้นำหรือพรรคเหล่านั้นแหละครับ
หมายเหตุ – ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก P.Liddiard. 2019. Is Populism Really a Problem for Democracy?. Wilson Center. และ M.Garrido. 2017. Why the Poor Support Populism: The Politics of Sincerity in Metro Manila. American Journal of Sociology. 123: 3, 647-685

