“ธีระชัย” ชำแหละอุปสรรค 3 ข้อ ทำนโยบายเงินดิจิทัล 1 หมื่นเพื่อไทย ไม่ถึงฝัน ระบุ เข้าข่ายเงินตรา ธปท.มีอำนาจแค่องค์กรเดียว เสี่ยงข้อมูล ปชช.รั่วไหล ต้องคำนึงการค้าขายระหว่างประเทศ เชื่อ ไม่ได้นับหนึ่งแน่
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 18 เมษายน ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่ปรึกษาคณะกรรมการนโยบายพรรค พปชร. แถลงถึงนโยบายเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทของพรรคเพื่อไทย (พท.) จะสามารถทำได้จริงหรือไม่ ว่า ที่ออกมาพูดนั้นเป็นจุดยืนส่วนตัว ไม่ใช่นโยบายของพรรค พปชร. ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีคนสนใจจำนวนมาก ตนจึงได้ดูในรายละเอียดแล้วมีความเห็นว่า เป็นโครงการที่มีอุปสรรคหลายประการ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้จริง มีปัญหาที่คิดว่าจำเป็นจะต้องพิจารณาและต้องแก้ไขปรับปรุง 3 ประการ ได้แก่
1.โครงการออกแบบให้ส่งเหรียญเข้าไปในกระเป๋าดิจิทัล โดยระบุว่าเป็นแนวคิดเหมือนกันกับการใช้คูปอง ให้ประชาชนนำไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ ลักษณะอย่างนั้นเป็นการใช้รอบเดียว แต่แนวทางในการออกแบบเหรียญดิจิทัลเพื่อไทยนั้น เป็นเหรียญที่สามารถนำมาใช้วน ชำระหนี้ระหว่างประชาชนด้วยกันได้ ฉะนั้น ในความเห็นตนลักษณะดังกล่าวเป็นการออกเงินตราอย่างหนึ่ง เมื่อมีสภาพเป็นเงินตรา จะเข้าข้อบังคับของ พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ.2501 ประเด็นนี้อาจจะเป็นอุปสรรค จึงคิดว่าควรจะต้องศึกษาเพื่อจะหาทางออกให้เรียบร้อยก่อน ส่วนในแง่กฎหมายนั้น ระบุไว้ว่าการออกอะไรที่เป็นเงินตรา ผู้ออกสามารถขออนุญาต รมว.คลัง แต่เห็นว่า รมว.คลังที่จะอนุญาตให้เอกชนรายใดรายหนึ่งอนุมัติสิ่งที่เป็นลักษณะเงินตรา ทำไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศที่บัญญัติให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นองค์เดียวที่มีอำนาจในการออกเงินตรา จึงขอแนะนำให้ไปศึกษาหาทางแก้ไขไว้แต่เนิ่นๆ

นายธีระชัยกล่าวว่า 2.เหรียญดิจิทัลออกแบบให้เป็นบล็อกเชน โดยมีการเก็บข้อมูลในการใช้จ่ายของผู้ใช้ จำนวนมากถึง 54 ล้านคนโดยที่ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากเจ้าของข้อมูลก่อน และถ้าเปิดให้เอกชนรายใดรายหนึ่งสามารถล้วงลึกเข้าไปในข้อมูลของการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน 54 ล้านคนได้ จะเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าในการตลาด มีความเสี่ยงที่จะรั่วไหล และถ้าเกิดรั่วไหลขึ้นมาจะเป็นอันตรายต่อประชาชน
3.ตนมองดูว่า รัฐบาลหน้าถึงเวลาจำเป็นจะต้องมีการจัดทำแผนแม่บทเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลสำหรับประเทศไทย เพราะขณะนี้มีแนวโน้มในการดำเนินการในระดับสากลที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล ฉะนั้น รัฐบาลหน้าจำเป็นต้องรับมือหลายประการ ตัวอย่าง เมื่อไม่กี่วันเป็นครั้งแรกที่กองทุนระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประกาศจัดตั้งเหรียญดิจิทัลขึ้นมา ให้มีการแลกเปลี่ยนกันข้ามพรมแดน ในขณะที่การค้าของประเทศไทยจะต้องมีการค้าขายที่สัมพันธ์กับจีนมากขึ้นในอนาคต บทบาทที่ไทยต้องคำนึงถึง คือ เงินดิจิทัลหยวนของจีนที่จะใช้อำนวยความสะดวกในการค้าขายระหว่างไทยกับจีน จึงต้องคิดและวางแผน อีกทั้งเวลานี้โลกแบ่งเป็นสองค่าย คือ ค่ายตะวันตก และค่ายบริกส์ ที่มีบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ ค่ายบริกส์ศึกษาทำเงินดิจิทัลเพื่อจะหลีกออกไปจากสกุลดอลลาร์ ไทยจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนในการทำเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อรับมือการวางแผนตรงนี้ ซึ่งตนดูแล้วไม่สามารถวางแผนโดยใช้เหรียญดิจิทัลเพื่อไทยที่ออกโดยเอกชนรายใดรายหนึ่งได้ เพราะการวางแผนรับมือจำเป็นต้องใช้เหรียญดิจิทัลที่ออกโดย ธปท.เท่านั้น เท่าที่ตนดูในเชิงวิชาการ โครงการดิจิทัล 1 หมื่นบาท นับว่ายังมีปัญหาอุปสรรคที่สมควรจะต้องมีการศึกษาและวางแผนแก้ไข
“ประเด็นปัญหาที่ผมชี้ออกมา 3 ข้อ การแก้ไขนั้นไม่ใช่ง่าย ลักษณะการแก้ไขโดยใช้เหรียญดิจิทัลที่ออกมาโดยบริษัทเอกชนเป็นประเด็นในทางกฎหมาย และธรรมาภิบาลอยู่หลายจุด ในความเห็นผมถ้าไม่ดำเนินการป้องกันตั้งแต่ต้นๆ พอเดินแล้วจะสะดุดและเดินไม่ได้ ผมมีข้อกังวลว่าโครงการอันนี้จะปฏิบัติไม่ได้จริง” นายธีระชัยกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการนี้เสี่ยงจะเกิดความเสียหายเหมือนโครงการรับจำนำข้าวในอดีตหรือไม่ นายธีระชัยกล่าวว่า คงไม่เกิดความเสียหาย เพราะอาจจะไม่เกิดเลย ไม่ได้เดินหน้า เพราะถือเป็นเงินตราอย่างหนึ่ง จำเป็นต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ย้ำว่าองค์กรเดียวที่มีสิทธิและอำนาจในการออกเงินตราให้กับประเทศมีแค่เฉพาะ ธปท. ถ้าไม่ดัดแปลงจากเอกชนให้เป็น ธปท.ออก จะเดินหน้าได้ยาก ถ้าเดินหน้าไม่ได้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


