ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวโดยสมบูรณ์ ตัวเลขล่าสุดปี 2565 ผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปกว่า 12 ล้านคน หรือประมาณ 18% ของประชากรทั้งหมด จากเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้วัดคือเกินกว่า 10%
ในโอกาสเพิ่งพ้นผ่านวันผู้สูงอายุแห่งชาติ 13 เมษา ก็น่าจะได้นำมาตระหนักคิดกัน
สังคมผู้สูงอายุถูกพูดถึงในหลายมิติ
อายุของคนไทยยืนยาวขึ้น ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 75 ปี
ในปี 2568 อายุคนไทยโดยเฉลี่ยจะเพิ่มเป็น 85 ปี ยิ่งอายุยาวนานขึ้น ยิ่งต้องเตรียมเงินหลังเกษียณมากขึ้น
ค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อในระยะเวลา 10 ปีมานี้อยู่ที่ประมาณ 4% ปัจจุบันข้าวจานละ 40 บาท อีก 20 ปีข้างหน้าเป็นไปได้ว่าอาจจะถึงจานละ 90 บาท ทุกอย่างแพงขึ้น 2 เท่า เท่ากับค่าเงินในอนาคตลดลง
ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นปีละ 5-8% จะเบียดเบียนเงินเก็บผู้สูงวัยมากที่สุด ผู้สูงอายุเฉลี่ยมีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลต่อการเข้าโรงพยาบาล 1 ครั้ง อยู่ที่ 3 หมื่นกว่าบาท
โครงสร้างประชากรเปลี่ยน มีผู้สูงอายุมากขึ้น การเกิดลดลง จำนวนคนวัยทำงานน้อยลง ขาดกำลังในการพัฒนาประเทศ
และถูกพูดถึงกันมาก เงินเก็บหลังเกษียณไม่เพียงพอ ถือเป็นปัญหาน่ากลัวที่สุด คิดแบบง่ายๆ ถ้าตอนนี้อายุ 40 ปี คำนวณความต้องการเงินใช้หลังเกษียณปีละ 240,000 บาท แต่มูลค่าเงินในปัจจุบันเมื่อต้องการเกษียณอายุ 60 ปี หรืออีก 20 ปีข้างหน้า จากเงิน 240,000 บาทต่อปีตามที่คิดไว้ จะกลายเป็น 530,000 บาท เนื่องจากเงินเฟ้อ 4% ต่อปี หากต้องการมีเงินใช้ไปจนสิ้นอายุขัย 80 ปี หรืออีก 20 ปีหลังเกษียณ อาจต้องมีเงินเก็บขั้นต่ำถึง 10 ล้านบาท
ปัญหาคือ มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมออมต่ำ จนเงินเก็บไม่เพียงพอใช้จ่ายยามชรา
ในวงวิชาการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นมาจาก “อคติเชิงพฤติกรรม”
อคติชอบปัจจุบัน : การที่ผู้คนให้น้ำหนักความสำคัญกับความสุขและผลตอบแทนที่ได้รับในปัจจุบันมากกว่าในอนาคต เช่น การที่บุคคลผัดวันประกันพรุ่งในการออม และนำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้าเพื่อบริโภคเพื่อตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน
อคติกลัวสูญเสียเกินเหตุ : กลัวความสูญเสียจากสถานะปัจจุบัน มองว่าการออมเป็นการสูญเสียรายได้ที่จะนำมาหาความสุขจากการบริโภค จึงเลือกที่จะออมน้อยกว่าควรจะเป็น
อคติยึดติดสภาวะเดิม : การที่ผู้คนพึงพอใจกับสภาวะปัจจุบันมากกว่าจะเปลี่ยนไปลองทำสิ่งใหม่ ทั้งที่จะให้ผลประโยชน์มากกว่า เช่น เลือกออมในรูปแบบที่คุ้นเคย เช่น ฝากธนาคารมากกว่าลองออมในหุ้นหรือพันธบัตรที่มีคุณภาพดี ความเสี่ยงไม่สูง แต่ให้ผลตอบแทนมากกว่า
อคติโลกแคบ : มองการออมเพื่อการเกษียณเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่ต้องรีบคิดตอนนี้
อคติละเลยอัตราทบต้น : การไม่เข้าใจพลังของดอกเบี้ยทบต้น สามารถแปลงเงินออมให้มีมูลค่ามากขึ้นทวีคูณได้ หากออมอย่างต่อเนื่องยาวนานและไม่ถอนเงินต้นออก เพียงไม่กี่ปีก็ทำให้มีเงินให้ถอนใช้ยามเกษียณเพิ่มขึ้นมาก
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ทำการสำรวจอคติเชิงพฤติกรรมกับคนไทยอายุ
20-40 ปี มีรายได้ตั้งแต่ 8,000 บาทขึ้นไปพบว่า แม้กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 70 จะมีรายได้มากกว่ารายจ่าย แต่มากกว่าร้อยละ 37 ออมไม่ถึงร้อยละ 10 ของรายได้ต่อเดือน อีกทั้งส่วนมากออมโดยการฝากธนาคาร เก็บเป็นเงินสดไว้กับตัว
ผลการสำรวจยังบอกเราว่า คนไทยมีอคติกลัวสูญเสียเกินเหตุมากที่สุดถึงร้อยละ 89 รองลงมาเป็นอคติละเลยอัตราทบต้น ร้อยละ 53 อคติชอบปัจจุบัน ร้อยละ 25 อคติโลกแคบ ร้อยละ 14 และอคติยึดติดสภาวะเดิม ร้อยละ 12
ข้างต้นสะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงิน ต้นตอของ “ลำบากตอนแก่” นั่นเอง
สัญญา รัตนสร้อย

