สัมภาษณ์พิเศษ : ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต ทีมเศรษฐกิจ‘ปชป.’สู้เลือกตั้ง
หมายเหตุ – ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงความพร้อมทั้งนโยบายและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ ของพรรค ปชป. ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น วันที่ 14 พฤษภาคมนี้
⦁ยุทธศาสตร์ของทีมเศรษฐกิจพรรค ปชป. ในการเลือกตั้งครั้งนี้
ยุทธศาสตร์ของทีมเศรษฐกิจพรรค ปชป. นำโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ การสร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ ผ่านกลไกการ กระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ราคาพลังงานสูงขึ้น ปัญหาความยากจน ปัญหาหนี้สินครัวเรือนและหนี้สาธารณะ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปจนถึงผลกระทบจากปัญหาภายนอกประเทศ เช่น วิกฤตธนาคารพาณิชย์ในยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกา มีเป้าหมายที่จะกระตุ้นให้เกิดการเติบโตของจีดีพี ไม่น้อยกว่า 5% พร้อมทั้งเน้นการปรับโครงสร้างตลาดเงินตลาดทุน การบริหารระบบภาษีเพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อกระจายเข้าสู่มือประชาชนฐานราก
พรรค ปชป.มุ่งหวังให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้คนทุกกลุ่มมีความมั่นคงทางรายได้และอาชีพ รวมทั้งสามารถปลดหนี้หรือลดหนี้ได้ ผ่านกลไกการทำงานเชิงรุกทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจได้จัดแถลงข่าวรวมทั้งลงพื้นที่ชี้แจงนโยบายและที่มาของงบประมาณให้สังคมได้รับทราบแล้ว ทั้งนี้ ในฐานะนักการเงินการคลังมองว่า พรรคการเมืองไม่ควรมุ่งใส่เงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างกลไกที่รัดกุมเพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนและเพื่อให้เงินนั้นทำงานต่อได้อีกด้วย สิ่งที่ต้องจัดการทันทีคือ เราต้องเร่งเชื่อมความเหลื่อมล้ำทางสังคม แทนที่จะหาทางลดความเหลื่อมล้ำ โดยผ่านกระบวนการเชื่อมโยงผู้มีรายได้กลุ่มบนและกลุ่มฐานรากเข้าหากันด้วยระบบตลาดเงินตลาดทุนและการจัดเก็บภาษี
ผมมองโครงสร้างประชากรเป็นรูปปิรามิด ด้านล่างสุดคือกลุ่มฐานรากที่มีความเปราะบาง ความพยายามที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ผ่านมาเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ฉะนั้นต้องเชื่อมให้คนกลุ่มบนมาสนับสนุนคนกลุ่มล่าง กลุ่มบนเป็นผู้มีรายได้สูงและมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ จะส่งเสริมสนับสนุนให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เพียงแค่หลักพัน แต่มีบริษัทอีกกว่าหลักแสนที่ต้องการเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แต่ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์จะต้องสร้างกติกาให้บริษัทเหล่านี้มีโอกาสนำหุ้นเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้โดยง่าย รัฐบาลสามารถสร้างกลไกในการจัดเก็บและบริหารภาษีให้ประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างยุติธรรม โดยจะนำส่วนหนึ่งของเงินภาษีเหล่านี้ไปจัดเพิ่มสวัสดิการให้กับกลุ่มฐานราก เช่น เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ค้าขาย อาชีพอิสระ และรับจ้างทั่วไป เป็นต้น อันที่จริงคนส่วนนี้กลุ่มหนึ่งมีศักยภาพในการทำธุรกิจดูแลตนเองได้แต่ขาดโอกาส รัฐบาลต้องเพิ่มโอกาสเพิ่มศักยภาพให้เขาแข็งแกร่งขึ้น ต่อไปจะเปลี่ยนจากเกษตรกรเป็นนักธุรกิจเกษตร จนกลายเป็น SME ที่พร้อมจะจ่ายภาษีให้กับประเทศในอนาคต ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีศักยภาพในการทำธุรกิจเราก็จะจัดให้เป็นสวัสดิการดูแลกันไป ทำได้แบบนี้ถึงจะสร้างความมั่งคงทางรายได้และอาชีพให้กับคนทุกกลุ่มในสังคมได้อย่างแท้จริง
ส่วนกลุ่มคนระดับปานกลางที่มีศักยภาพในการหารายได้ สิ่งที่สามารถทำได้ทันทีคือการปลดล็อกระเบียบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่มีสมาชิกเป็นข้าราชการ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีสมาชิกเป็นพนักงานลูกจ้างเอกชน เพื่อให้สามารถนำเงินสะสมของตนเองออกมาใช้เพื่อความจำเป็นในการดำรงชีวิตได้ เช่น ซื้อหรือผ่อนชำระที่อยู่อาศัยเพื่อลดหนี้สิน เป็นต้น ทีมเศรษฐกิจกำหนดวงเงินรวมจากการปลดล็อกกองทุนทั้งสองแห่งนี้ จำนวน 3 แสนล้านบาท
⦁กลไกที่ใช้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและเศรษฐกิจฐานราก
เศรษฐกิจฐานรากมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้มายาวนาน คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นผู้มีรายได้น้อย มีหนี้สินมาก และขาดโอกาสไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้มากกว่าการวัดค่าจีดีพี การแก้ปัญหาความยากจนต้องเน้นสร้างงานสร้างอาชีพให้คนมีรายได้เพิ่มเงินที่สนับสนุนลงไปต้องก่อให้เกิดรายได้ระยะยาว ยกมาตรฐานความเป็นอยู่และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยแก้หนี้สิน ต้องยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ ต้องเข้าไปแก้ไขใน 3 ระดับ คือ กลุ่มฐานราก กลุ่ม SME และกลุ่มเฉพาะอื่นๆ
สำหรับกลุ่มฐานราก เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ที่ผ่านมาต้องประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนสูงขึ้น ทำให้มีรายได้น้อย หนี้สินมาก รัฐบาลต้องให้โอกาสและผลักดันให้เป็นนักธุรกิจเกษตร (Agripreneur) สนับสนุนจัดทีมวิชาการเข้าไปช่วยเหลือและติดอาวุธทางความรู้ อาทิ เรื่องการปรับปรุงดิน เทคนิคการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น การคำนวณความคุ้มค่าของการใช้ยาและปุ๋ยต่อผลผลิตที่คาดว่าจะได้ ส่วนระบบชลประทานต้องจัดการให้เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และครอบคลุมทุกพื้นที่การเกษตร ผลักดันการลงทุนในระบบ Irrigation Infrastructure ก่อสร้างแหล่งเก็บกักน้ำ หรือจัดหาพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติมสำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ทำเกษตรกรรมอย่างเหมาะสมและพอเพียง ต้องไม่ปล่อยให้น้ำฝนกว่า 80% ไหลลงทะเลอย่างสูญเปล่า หรือเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตรที่ไม่ประสบความสำเร็จเพาะปลูกไม่ได้แปลงเป็นนาน้ำ (แหล่งน้ำ) แล้วขายน้ำเพื่อสร้างรายได้แทน เพราะน้ำมีมูลค่าและเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ
ส่วนการแก้ไขปัญหาขาดโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนของเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ที่จะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีเงินใหม่สำหรับลงทุนครัวเรือนละ 30,000 บาท มีนโยบายประกันรายได้ และต่อยอดการทำเกษตรแปลงใหญ่แปลงละ 3,000,000 บาท สำหรับพืชสวนที่ออกตามฤดูกาลและพืชไร่จะจัดหาห้องเย็น deep freeze ขนาดไม่ต่ำกว่า 1,000 ตัน โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ปล่อยกู้ สำหรับเก็บสต๊อกผลผลิตเกรด C แล้วทยอยปล่อยสู่ท้องตลาดนอกฤดู เพื่อรักษาราคาผลผลิตไม่ให้ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง
สำหรับกลุ่มผู้ใช้แรงงานประสบปัญหาตกงานจำนวนมากเนื่องจากถูกเลิกจ้างเพราะโรงงานสถานประกอบการไม่มีเงินทุนหมุนเวียน จะต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านั้นให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และมีโอกาสเติบโตในอนาคต โดยเน้นไปที่ผู้ประกอบการกลุ่ม SME มี 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ยังมียอดการสั่งซื้อสินค้าแต่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน รัฐบาลจะเปิดช่องให้นำเอกสารใบสั่งซื้อสินค้ามาขอวงเงินหมุนเวียนได้โดยใช้วงเงินจากธนาคารกรุงไทย (KTB) หรือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ให้รัฐเป็นผู้ค้ำประกัน
กลุ่มต่อมาคือ กลุ่มที่ขาดความสามารถทางเทคนิคช่องทางการขาย แต่มีเครื่องมือเครื่องจักรพร้อม จะต้องตั้งทีมที่ปรึกษาเข้าไปช่วยเหลือปรับปรุงแก้ไขปัญหา หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ พร้อมทั้งจัดหาแหล่งเงินทุนใหม่โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนเอง โดยกลุ่มนี้ทีมเศรษฐกิจกำหนดวงเงินช่วยเหลือไว้ 3 แสนล้านบาท
กลุ่มแรงงานส่วนใหญ่เดินทางมาจากหลากหลายท้องที่ทุกจังหวัดย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่และกรุงเทพฯ รัฐบาลต้องเร่งสร้างงานในพื้นที่ของกลุ่มแรงงานนั้นๆ โดยผลักดันให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจใหม่ๆ (Economic Corridor) ให้เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาค โดยพร้อมกันนั้นต้องผลักดันการลงทุนในระบบ Logistic Infrastructure ทั้งการเดินทางของผู้คนและการขนส่งสินค้า ทั้งระบบถนน ระบบราง และระบบสนามบิน เพื่อกระจายความเจริญไปสู่ทุกภูมิภาคของประเทศ สามารถเปิดประตูการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าและเศรษฐกิจของเอเชีย นั่นคือ ลดเลิกการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มแรงงาน เป็นการสร้างงานใหม่นำไปให้ถึงมือแรงงานในท้องถิ่น
⦁นโยบายธนาคารหมู่บ้านแห่งละ 2 ล้านบาทเป็นอย่างไร
โครงการธนาคารหมู่บ้านและชุมชนละ 2 ล้านบาท เพื่อให้คนในชุมชนหรือหมู่บ้านนั้นๆ ได้นำเงินไปใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นไม่ใช่เพื่อการยังชีพแต่เพื่อต่อยอดธุรกิจ โดยไม่มีหลักประกันเพียงแค่ทำโครงการเสนอต่อธนาคารฯ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายเป็นเงินลงทุนและหมุนเวียน เมื่อทำมาหาได้แล้วก็ต้องนำเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยมาทยอยคืน ถือเป็นการกระจายเม็ดเงินลงสู่ชุมชนอย่างแท้จริง เนื่องจากไม่ใช่คนทุกกลุ่มทุกอาชีพที่สามารถเข้าถึงธนาคารพาณิชย์ได้
สำหรับเงินจำนวน 2 ล้านบาทนี้ คือเงินก้อนแรกที่เข้าไปเพื่อให้เกิดการทำธุรกรรม โดยทุกหมู่บ้านและชุมชนตั้งคณะกรรมการด้านนี้ขึ้นมาอาจประกอบด้วยคนเพียง 3 คนที่มีความน่าเชื่อถือหรือมีความรู้ เป็นที่รู้จักคนในหมู่บ้าน หรือชุมชนนั้นๆ เข้ามาช่วยบริหารจัดการ รัฐจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ธนาคารของรัฐเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้
เมื่อธุรกรรมนี้ขยายตัวขึ้นและวงเงินที่เตรียมไว้เดิมไม่เพียงพอ และธนาคารหมู่บ้านนั้นๆ มีเกณฑ์การจัดการที่ดีอย่างต่อเนื่อง อาจพิจารณาขอสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาล หรืออาจทำเช่นเดียวกับระบบสหกรณ์ คือ เปิดช่องให้คนที่มีเงินในหมู่บ้าน หรือชุมชนนั้นๆ นำเงินมาฝาก และเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่คุ้มค่ากว่าธนาคารพาณิชย์ให้เพื่อจูงใจได้ เช่น ฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ได้ดอกเบี้ย 1% แต่ถ้านำมาฝากเงินกับธนาคารหมู่บ้านและชุมชนได้ 3% เป็นต้น
ใช้แนวคิดของไมโครไฟแนนซิ่งได้ เพราะเป็นธนาคาร มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง ไม่ต้องมีหลักประกัน สำหรับผู้มีรายได้น้อยแต่มีความตั้งใจจริงที่จะนำเงินไปหมุนเวียนในธุรกิจของตัวเอง ส่วนการติดตามการชำระหนี้สามารถดึงคนในชุมชน นักเรียน นักศึกษา เข้ามาทำงานและมีรายได้ หรือใช้เครือข่ายของไปรษณีย์ไทยเข้ามาช่วยได้ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาติดตามแจ้งเตือน

