มท.-ภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนประเทศไทยยั่งยืน ย้ำ มท. พร้อมเดินหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มุ่งสร้าง ‘หมู่บ้านยั่งยืน’ ตามพระดำริ ‘พระองค์หญิง’ สร้างพื้นที่แห่งความสุขน่าอยู่สำหรับปัจจุบันสู่ลูกหลานในอนาคตอย่างยั่งยืน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 เมษายน ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัด มท.เป็นประธานเปิดการสัมมนาความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมนวัตกรรม Agricultur e Solar Solutions เพื่อโครงการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ สู่เป้าหมายความมั่นคงของมนุษย์และการพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG Economy Model to Sufficiency Economy Development Zones for Human Stability & Sustainable Development) ระหว่างกระทรวงมหาดไทย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กลุ่มบริษัท AMARENCO และมูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ โดยนายสุทธิพงษ์กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยที่ยั่งยืน โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันด้วยกลไกองคาพยพในพื้นที่ขับเคลื่อนนำนโยบายไปปฏิบัติ ภายใต้การนำของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่เปรียบเสมือนนายกรัฐมนตรีประจำจังหวัดผู้มีความมุ่งมั่นทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ยึดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ทั้ง 17 ข้อ ซึ่งได้ลงนามประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2565 โดยมีคุณกีต้า ซับบระวาล ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย คุณอาร์มิดา ซัลเซีย อาลีเชียบานา รองเลขาธิการองค์การสหประชาชาติและเลขาธิการบริหารคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้ง 2 ท่านได้มีการลงพื้นที่เยี่ยมชมและให้กำลังใจการดำเนินการน้อมนำพระดำริ หมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในพื้นที่หมู่บ้านตัวอย่างความสำเร็จที่ อบต.โก่งธนู จ.ลพบุรี ซึ่งมีความน่าสนใจอยู่ที่การรวมตัวกันดูแลกันและกันในชุมชนและในครอบครัว เพื่อ Change for Good ไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนของโลกใบเดียวของเรา
“สิ่งสำคัญของการสร้างความยั่งยืน คือ ความต่อเนื่อง ความต่อเนื่อง คือ พลัง ฉะนั้น ปัจจัยความสำเร็จอีกส่วนหนึ่งคือ หุ้นส่วนการมีส่วนร่วม (Partnership) ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยมีหุ้นส่วนการมีส่วนร่วมที่เป็นพันธมิตรในการศึกษาและต่อยอดการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ โคก หนอง นา ภายใต้การนำของภาคศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่มีความใกล้ชิดกับทางกระทรวงมหาดไทยมายาวนานที่จะช่วยให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนเป็นไปตามเป้าหมายร่วมกันได้ โดยมีอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จที่น่าชื่นชมและน่าอนุโมทนายิ่ง โดยพระอาจารย์วิบูลย์ ธมฺเตโช วัดพุทธอุทยาน (ดอยอินทรีย์) ต.ดอยฮาง อ.เมืองเชียงราย เป็นต้นแบบของพระที่นำชาวบ้านลุกขึ้นมาดูแลฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกทำลาย จนปัจจุบันสามารถนำความอุดมสมบูรณ์กลับคืนสู่ดอยอินทรีย์ได้ หลักการสำคัญ คือ ความเพียรพยายามอย่างขยันขันแข็งในการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ทำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง อารยเกษตร ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือ ความรักและความหวงแหนในพื้นที่ป่า โดยชาวบ้านที่ จ.เชียงราย ต่างเห็นพ้องต่อการทำศึกกับการจุดไฟเผาป่า ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนที่ดีต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอีกหนึ่งพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีตัวอย่างน่าชื่นชมอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี หรือเมืองหลวงของโคก หนอง นา นำโดยพระพิพัฒน์วชิโรภาส ซึ่งเป็นต้นแบบของการนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ไปใช้ และขยายผลในหมู่บ้าน ในวัด และครัวเรือนของญาติโยมที่ จ.อุบลราชธานี เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร จนเป็นที่ยอมรับ มีนักธุรกิจจำนวนมากรวมตัวกันทำนิคมอุตสาหกรรมที่ต่อยอดจากเรื่องของพืชผักผลไม้สมุนไพร รวมถึงต่อยอดผลผลิตที่ได้สู่อาหารที่ปลอดภัย” ปลัด มท.กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์กล่าวต่ออีกว่า และประการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ในวันนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้รับเกียรติจาก Mr. Alain Desvigne ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท AMARENCO ที่เดินทางมาจากประเทศฝรั่งเศส ภายใต้การสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ทำให้กระทรวงมหาดไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (UN SDGs) ข้อที่ 17 Partnership for the goals และรู้สึกปลาบปลื้มใจ และมีกำลังใจในการขยายผลสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ เฉกเช่นกับที่คุณกีตาร์ ซับบระวาล หัวหน้าผู้ประสานงาน UN ประจำประเทศไทย เคยกล่าวว่า สิ่งสำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืนทั้ง 76 จังหวัด เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” หมายถึง ไม่ทิ้งคนที่มีโอกาสน้อยในสังคมไว้ข้างหลัง เป้าหมายของวันนี้เป็นเป้าหมายเมื่อครั้งผมดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คนที่ 29 ได้ร่วมกับคณะที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ไปช่วยทำให้พี่น้องที่ทุกข์ยากได้รับการยกระดับสู่ความพอกิน พอใช้ พออยู่ และพอร่มเย็น และได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ภาควิชาการ สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และกลไกการทำงานของกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัด และนายอำเภออีก 878 อำเภอ ขยายผลสู่การทำบุญ แบ่งปัน เก็บไว้ใช้ นำไปขายและสร้างเครือข่าย ตามหลักบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเมื่อวานนี้ (19 เม.ย.) ตนได้แวะไปเยี่ยมชมติดตามให้กำลังใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ที่สมัครเข้าร่วมโครงการในพื้นที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไม่ได้เพียงสอนให้คนแค่สมถะ แต่สอนคนให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ต้องพอมี พอกินก่อน แล้วจึงจะช่วยเหลือสังคมคนที่เดือดร้อนได้ ยกตัวอย่างเช่น มีไฟไหม้ น้ำท่วม ภัยแล้ง โรคระบาด COVID-19 ก็มีพืชผักไปมีอาหารการกินแบ่งปันในพื้นที่ต่างชุมชน
กิจกรรมสัมมนาทางวิชาการในวันนี้โดยภาควิชาการและตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนของประเทศฝรั่งเศส จะเป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ภาคราชการสามารถสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายดีๆ ให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสทำในสิ่งดีๆ ทำให้คนส่วนใหญ่ที่มีฐานะมั่งคั่งมั่นคงได้มีโอกาสมาแบ่งปัน นำกำไร เงินทุนงบประมาณ มาช่วยกระจายกันเป็นหุ้นส่วนสำคัญ สร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับสู่ความมั่งคั่ง และยั่งยืนต่อเนื่องกันเป็นลำดับขั้นอย่างเป็นรูปธรรม ผมหวังว่าพวกเราจะใช้ช่วงเวลาที่สำคัญในวันนี้ร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ให้เป็นวันที่เราได้หารือกันเพื่อสนับสนุนการสร้างความยั่งยืนในชุมชน ทำให้เกิดพื้นที่ชุมชน “หมู่บ้านยั่งยืน” ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตั้งแต่สิ่งที่สามารถจับต้องได้อย่างง่ายๆ คือ การน้อมนำพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร “บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง” การดูแลคุณภาพชีวิตของเด็กและลูกหลานคลอดออกมาน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดูแลสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก การได้รับวัคซีนเพื่อสร้างหลักประกันทางด้านสุขภาพ
นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้มีพระดำริในภาพรวมว่าหมู่บ้านยั่งยืน ต้องประกอบไปด้วยความมั่นคงด้านอาหาร มีน้ำดื่ม มีความสะอาด รู้จักคัดแยกขยะ มีบ้านที่ถูกสุขลักษณะ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข รวมถึงการมีความรัก ความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นงานที่ยาก แต่เรามั่นใจว่าจะสำเร็จได้ เพราะเรามีหุ้นส่วนภาคีเครือข่ายที่มีเป้าหมายเดียวกันที่จะให้พวกเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และจะมุ่งมั่นร่วมกันทำให้โลกใบนี้ของเราเต็มไปด้วยความสุข ทำให้โลกของเราเป็นโลกที่น่าอยู่ทั้งในปัจจุบัน และสำหรับลูกหลานมวลมนุษยชาติในอนาคตอย่างยั่งยืน

