‘หมอพรหมินทร์’ เปิด 3 เหตุทำบิลค่าไฟพุ่งเท่าตัว มั่นใจรัฐบาลเพื่อไทยทำได้น้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บ./ลิตร ขณะที่ ‘ศึกษิษฏ์’ ยันรัฐบาล ‘ยิ่งลักษณ์’ บริหารค่าไฟตามเศรษฐกิจโต
เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรค พท. และ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ คณะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรค พท. แถลงข่าวการตั้งข้อสังเกตถึงสาเหตุค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นผิดปกติ
นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ประชาชนประสบปัญหาค่าไฟแพง ซึ่งเกิดจากการวางแผนที่ไม่ตระหนักว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบ และเป็นที่น่าแปลกใจอย่างมากที่พรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพิ่งคิดออก ทั้งที่นั่งอยู่ในตำแหน่งมาตั้ง 8 ปี แต่ประชาชนมีความเฉลียวฉลาดพอว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ ทั้งนี้ พรรค พท.ได้เปิดนโยบาย “ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซ ลดราคาทันที” ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เพราะเรามองเห็นปัญหาและรู้วิธีการแก้ไข จนวันนี้พบว่าปัญหาค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นเกิดจากสาเหตุนี้ 1.ระบบการคิดในโครงสร้างพลังงาน เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นการส่งผ่านไปให้ประชาชนเท่านั้น โดยไม่ได้คิดถึงประสิทธิภาพในการบริหาร

นพ.พรหมินทร์กล่าวต่อว่า 2.ค่าพร้อมจ่าย ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตเกินความต้องการใช้จริง 54% ขณะที่ความต้องการใช้จริงอยู่ที่ 15% ซึ่งมาจากการที่ปกติทุกปีโรงไฟฟ้าทั้งหมดที่ต้องหยุดการผลิต 1 เดือนในแต่ละปี จะเปิดกำลังการผลิตเต็มที่ และจะมีไฟฟ้าสำรอง แต่ขณะนี้ไฟฟ้าเกิน 54% ซึ่งค่าพร้อมจ่ายนี้ ผูกพันกับข้อสัญญาของผู้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งตนยอมรับว่าไม่ง่าย แต่รัฐต้องผ่อนปรน หาวิธีการจัดการ ซึ่งมั่นใจว่าพรรค พท.มีศักยภาพที่สามารถทำได้
นพ.พรหมินทร์กล่าวด้วยว่า 3.โครงสร้างการบริหารค่าไฟฟ้า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าผลิตอยู่ 60% สายไฟฟ้า 25% รวมแล้วเป็น 85% ที่เหลือสำหรับสำรองอีกประมาณ 15% ซึ่งเป็นโครงสร้างปกติ หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะกระจายออกไปให้ใกล้กับความต้องการ เราสามารถประหยัดในส่วนของ 25% นั้นออกไปได้ด้วยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และอื่นๆ ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงได้
นพ.พรหมินทร์กล่าวต่อว่า ส่วนในระยะยาวแหล่งก๊าซธรรมชาติของคนไทยต้องใช้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ที่ผ่านมาปล่อยให้การลงทุนชะงักไป 3 ปี และเพิ่งเริ่มการลงทุนใหม่ด้วยเหตุผลทางการบริหาร เมื่อครั้งที่ตนป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก่อนปี 2548 ได้อยู่ในระหว่างการเจรจาพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ผ่านมา 20 ปี ยังไม่บรรลุข้อตกลง หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะเร่งดำเนินการเจรจาให้แล้วเสร็จ และจะจัดหาแหล่งก๊าซร่วมกับกัมพูชาเพิ่มเติม เพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชนลงให้ได้

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ขณะที่ราคาน้ำมันแพงเกิดจากโครงสร้างราคาน้ำมันที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่ที่ประเทศไทยเปิดให้มีการลงทุนสร้างโรงกลั่นไทยออยล์ โรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกของประเทศ โดยในขณะนั้นการบวกค่าขนส่งน้ำมันจากสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้วจึงสามารถดึงค่าขนส่งออกได้ และภาษีสรรพสามิตและภาษีกองทุนน้ำมันต้องปรับลดลงให้เหมาะสมและแปรผันตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ มั่นใจว่าหากพรรค พท.เป็นรัฐบาลการบริหารจัดการน้ำมันดีเซลจะอยู่ที่ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร
นพ.พรหมินทร์กล่าวต่อว่า ราคาก๊าซหุงต้ม ปัจจุบันมีการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสม เพราะมีการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงแล้วใช้เงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยก๊าซที่นำเข้า จนกองทุนน้ำมันติดลบไปกว่า 89,800 ล้านบาท ทั้งที่ในอ่าวไทยมีก๊าซ แต่ส่งให้โรงงานปิโตรเคมี หากพรรค พท.เป็นรัฐบาล เราบริหารจัดการโดยนำเอาก๊าซราคาถูกที่ผลิตในประเทศกับก๊าซราคาแพงจากการนำเข้า มาถัวเฉลี่ยกัน เพื่อให้เกิดราคาที่เหมาะสมต่อพี่น้องประชาชน และเพื่อให้การใช้เงินกองทุนน้ำมันเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งนี้ ในปัจจุบันรัฐบาลบริหารจัดการกองทุนน้ำมันติดลบอยู่ที่ 89,800 ล้านบาท โดยพบว่านำเงินกองทุนน้ำมันไปใช้ในการชดเชยราคาน้ำมัน 42,921 ล้านบาท ชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม 46,879 ล้านบาท ซึ่งพบว่าชดเชยก๊าซหุงต้มมากว่า
“เราคือผู้เข้าใจและตระหนักในเรื่องนี้ก่อน เพราะทำงานใกล้ชิดกับผู้ประกอบการ และจะเจรจากับประเทศต่างๆ ได้ ภายใต้ปรัชญาสำคัญของเราสำหรับประชาชน คือลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส พรรคเพื่อไทยตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ยืนยันจากนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เปิดตัวในช่วงปลายปีที่แล้ว วันนี้ถึงเวลาแล้วจริงๆ เราคิดเป็น คิดใหญ่ และทำได้จริง” นพ.พรหมินทร์กล่าว
ขณะที่นายศึกษิษฏ์กล่าวว่า จากกระแสข่าวที่ไฟฟ้าแพงเพราะมีการอ้างอิงที่สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เซ็นสัญญาเพิ่มกิโลวัตต์ ซึ่งหากย้อนไปช่วงนั้นพบว่า GDP ประเทศไทยเติบโตประมาณ 7% ดังนั้น การมีกิโลวัตต์ไฟฟ้าที่เหลือเพื่อการรองรับเศรษฐกิจที่โตขึ้นจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ 8 ปีที่ผ่านมา GDP ไทยโตต่ำกว่าที่ประมาณการไว้จากการบริหารของรัฐบาลนี้ หากจะใช้ข้ออ้างว่าต้องมีส่วนเพิ่มเติมตามขีดความสามารถของเศรษฐกิจให้มากกว่า 54% ถือว่าไม่ค่อยเหมาะสม อีกทั้ง คสช.ทำรัฐประหาร มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ชุดใหม่ และไม่มีการเปิดประมูลให้ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระเข้ามาอีก และไม่มีการเจรจากับภาคเอกชน ทั้งที่การใช้พลังงานของประเทศลดลง ดังนั้น จึงต้องเข้าไปเจรจากับโรงไฟฟ้าเพื่อปรับลดการผลิตไฟฟ้าโดยทำอย่างเป็นธรรม

นายศึกษิษฏ์กล่าวต่อว่า ในขณะเดียวกันช่วงโควิด-19 กำลังระบาดมีการปิดโรงไฟฟ้า 7-9 โรง แต่โรงไฟฟ้าเหล่านั้นยังได้รับรายได้เหมือนเดิม อีกทั้ง 6 เดือนก่อนยุบสภามีการเจรจาซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีก 3 แหล่งเพิ่มมาอีก ประมาณ 1,000 กิโลวัตต์ และมีการทำสัญญาอนุมัติที่เขื่อนหลวงพระบางอีก 35 ปี ซึ่งเปรียบเสมือนการล็อกตัวเองไว้กับค่าใช้จ่าย ซึ่งปกติต้องมีความยืดหยุ่นมากกว่านี้
“ข้อกล่าวหาว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำให้ค่าไฟแพงที่เกิดขึ้นจึงไม่เป็นความจริง และเกิดจากการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพและวิสัยทัศน์ที่ไม่ชัดเจนมากกว่า ทำให้ค่าไฟแพงขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน” นายศึกษิษฏ์กล่าว

