ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ใช้ 3 พันล้าน ‘พท-ก้าวไกล-ชทพ.’ แจงยิบ นโยบายหาเสียง
เมื่อวันที่ 21 เมษายน จากกรณีที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาของพรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 57 บังคับไว้ 3 เรื่อง 1.วงเงินที่ต้องใช้ 2.ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ และ 3.ความคุ้มค่า ประโยชน์ ในการดำเนินการ และความเสี่ยงนั้น
สำหรับนโยบายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น มีพรรคการเมือง อาทิ พรรคเพื่อไทย, พรรคก้าวไกล, พรรคชาติไทยพัฒนา ได้เสนอเป็นนโยบายสำหรับหาเสียง โดยในส่วนของ เพื่อไทย กับก้าวไกล เสนอวงเงินงบประมาณสำหรับทำนโยบายนี้ เป็นเงิน 3,000 ล้านบาท ขณะที่ ชาติไทยพัฒนา เสนอ 3,500 บาท โดยที่มาของงบประมาณในส่วนนี้ มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้ง 3 พรรคการเมือง
สำหรับความคุ้มค่า และ ประโยชน์การดำเนินการนั้น พรรคเพื่อไทย ระบุว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยคงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และผ่านกระบวนการออกเสียงประชามติ โดยในเอกสารระบุว่า นโยบายนี้ แม้ต้องจัดสรรงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่า งบประมาณที่ใช้
ขณะที่ พรรคก้าวไกล ได้แจกแจงวงเงิน 3,000 ล้านบาทที่ตามที่เสนอ เป็นงบประมาณ สำหรับทำประชามติ 2 ครั้งเพื่อ ขอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเพื่อรับรองร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้ง ส.ส.ร.ด้วย โดยมีกรอบกว้างๆว่า จะรื้อกลไกสืบทอดอำนาจ, ขยายสิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น, และเลือกตั้งตามที่อาศัยอยู่จริงได้
ในเอกสารของ พรรคก้าวไกล ยังระบุถึงความคุ้มค่า และประโยชน์การดำเนินการว่า การทำวิธีนี้ เป็นวิธีการเดียว ที่จะได้รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง การร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จำเป็นที่จะต้องทำประชามตินั้น อาจจะมีคำถามพ่วงหลายข้อได้ เช่น อาจทำประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคพ่วงไปด้วย เพื่อที่จะได้ประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องทำประชามติหลายครั้ง
“การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการดำเนินการตามวิถีประชาธิปไตย ไม่มีผลกระทบในแง่ลบ และความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายนี้” ในเอกสารของพรรคก้าวไกล ระบุ
ด้าน พรรคชาติไทยพัฒนา ระบุความคุ้มค่าและประโยชน์นการดำเนินนโยบายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนว่า 1.สร้างความปรองดองของคนในชาติ 2.เสถียรภาพและความยั่งยืนของประชาธิปไตย

