‘ปิยบุตร’ ปลุกอย่าปล่อยให้สังคมไทยถูกดึงกลับยุค ปชต.ครึ่ง-ทศวรรษ 2540

22.04.23 | 19:08 น.

‘ปิยบุตร’ ปลุกอย่าปล่อยให้สังคมไทยถูกดึงกลับยุค ปชต.ครึ่ง-ทศวรรษ 2540

เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่สามย่าน มิตรทาวน์ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ มีความพยายามจะพาสังคมไทยย้อนกลับไปสู่อดีต ฝ่ายหนึ่งจะพาเราย้อนกลับไปสู่อดีตในช่วงทศวรรษที่ 2520 อีกฝ่ายหนึ่งจะพาเราย้อนกลับอดีตไปสู่ทศวรรษ 2540 ซึ่งทศวรรษ 2520 ในสภาพสังคมการเมืองที่เราเรียกกันเล่นๆ ว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ ที่อนุญาตให้มีการตั้งพรรคการเมืองได้ อนุญาตให้มีการเลือกตั้งได้ มี ส.ส.ได้แต่แล้วบรรดานักการเมือง พรรคการเมือง ส.ส.ต่างๆ ต้องไปอัญเชิญขุนศึกให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็แบ่งเศษเนื้อให้กับ ส.ส.ให้กับนักการเมืองบางคนได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรีอยู่บ้าง จากนั้นก็บริหารประเทศไปในลักษณะที่สนับสนุนกลุ่มทุนผูกขาด ในขณะเดียวกันบรรดานักการเมืองก็ร่วมมือร่วมใจกับระบบราชการเพื่อหาเศษหาเลย แสวงหาเงินทอนต่างๆ แล้วก็เอามาทุนในการลงการเมืองครั้งต่อๆ ไป

นายปิยบุตรกล่าวว่า ส่วนทศวรรษที่ 2540 มีความพยายามปฏิรูปการเมืองอยู่ในกระแสปฏิรูปการเมือง โดยมีรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นธงนำ ด้วยความหวังที่ว่าจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพพร้อมกับมีการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นและ มีการประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองใหม่ ซึ่งตั้งเมื่อปี 2541 เข้ามามีอำนาจ นั่นก็คือพรรคไทยรักไทย แล้วก็มีการเชิญชวน ส.ส.เก่าในอดีตเข้ามาอยู่ในพรรค ออกแบบนโยบายแบบใหม่ ทันสมัย ประกอบกับอารมณ์ของผู้คนที่เบื่อกับพรรคการเมืองแบบเดิมๆ จึงนำมาซึ่งชัยชนะเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2544 อย่างถล่มทลาย รัฐบาลไทยรักไทยได้ส่งมอบนโยบายดีๆ จำนวนมาก หลังจากนั้นในปี 2548 ก็มีการควบรวม รวบรวมเอา ส.ส.จากพรรคต่างๆ เข้ามามากขึ้นๆ จนกลายเป็นพรรคการเมืองใหญ่เพียงพรรคเดียวแล้วชนะการเลือกตั้งในปี 2548 อย่างถล่มทลาย หลังจากนั้นก็เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ 17 ปีผ่านพ้นไป สังคมไทยยังคงติดอยู่ในวิกฤตการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

นายปิยบุตรกล่าวว่า ปีนี้ 2566 สถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ความคิดความอ่านของพี่น้องประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา คนรุ่นใหม่ ก้าวหน้าและแหลมคมมากยิ่งขึ้น เราจะต้องไม่ยอมให้พวกเขานำการเลือกตั้งในปี 2566 กลับไปสู่อดีต ทั้งอดีตแบบทศวรรษ 2520 และ 2540 เราต้องไม่ปล่อยให้พวกเขาออกแบบนโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ที่ในท้ายที่สุดแล้วก็จะไปสนับสนุนกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ปล่อยให้กลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มทุนขนาดใหญ่ขูดรีดเอากับเศรษฐกิจของประเทศไทย เราต้องไม่ยอมให้นโยบายทางเศรษฐกิจถอยกลับไปในทศวรรษ 2540 ที่เน้นเรื่องที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจขยายเค้กให้ก้อนใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วจึงค่อยนำเค้กเหล่านั้นมาแบ่งปันให้กับประชาชนฐานราก เศรษฐกิจโตแต่มองประชาชนเป็นเพียงลูกค้าสินค้าคอยช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ฐานราก แต่คนชนชั้นบนชนชั้นนำทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวเรื่อยไปๆ จนเกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง

นายปิยบุตรกล่าวว่า เช่นเดียวกันเราต้องไม่ยอมให้การเมืองไทยถอยหลังไปเหมือนเหมือนทศวรรษ 2520 ที่เกิดมีพรรคการเมืองมากมายมหาศาล หรือที่เรียกกันว่าสหพรรค ซึ่งแต่ละพรรคก็ไม่ได้มีความคิดอุดมการณ์ชัดเจน ตั้งขึ้นมาเพื่อรวมตัวกันเป็น ส.ส.และมี ส.ส.ให้มาก แล้วไปต่อรองแลกกับรัฐมนตรี เราจะไม่ยอมปล่อยให้สังคมไทยย้อนกลับไปเหมือนปี 2540 ที่มีการควบรวมพรรคการเมืองจำนวนมาก จนตัวเองกลายเป็นเพียงพรรคการเมืองใหญ่แต่เพียงพรรคเดียว ท้ายที่สุดในนั้นก็มีสารพัดมุ้งอยู่เต็มไปหมด แล้วพยายามต่อรองเช่นเคย เมื่อใดก็ตามเกิดวิกฤตการณ์เกิดรัฐประหารขึ้นมาเมื่อไร บรรดาคนที่รวบรวมมาเหล่านั้นก็ย้ายข้ามฝั่งข้ามฟากไปอยู่กับรัฐบาลเผด็จการทหารอีก วนเวียนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Advertisement

นายปิยบุตรกล่าวต่อว่า ทั้งนี้เราต้องไม่ปล่อยให้ประเทศไทยย้อนไปเหมือนเมื่อทศวรรษ 2520 ที่บรรดานักการเมืองสยบยอม สวามิภักดิ์ต่อจนชั้นนำจารีตประเพณีเข้าร่วมมือร่วมใจกับบรรดาขุนศึกศักดินาและนายทุนผูกขาด แล้วก็เข้าไปขอแบ่งเศษเนื้อข้างเขียงเพื่อเอามาทำทุนต่อยอดในทางการเมือง เช่นเดียวกันเราจะต้องไม่ปล่อยให้สังคมไทยย้อนไปทศวรรษ 2540 ที่ได้เสียงมามหาศาลแล้วนำไปต่อรองกับชนชั้นนำจารีตประเพณี ท้ายที่สุดเป็นเครื่องมือในการประกันกับชนชั้นนำประเพณีว่าพวกเขาจะอาสาเข้ามาจัดการเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเท่านั้น ไม่แตะต้องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง และสังคม ท้ายที่สุดด้วยเสียงมหาศาลชนชั้นนำจารีตประเพณีก็ไม่ไว้วางใจเตะออกจากขั้วอำนาจอีก

“วันนี้เราอยู่ในปี 2566 ก็มีความพยายามคิดอ่านประเมินกันว่า พรรคการเมืองที่อยากชนะเลือกตั้งต้องทำด้วยวิธีการรวบรวม ส.ส.ให้เข้ามามากๆ รวบรวมเอาคนที่มีโอกาสชนะเลือกตั้งเข้ามามากๆ เสร็จแล้วก็เข้าไปมีอำนาจรัฐและแบ่งอำนาจรัฐมนตรีกัน ไม่คำนึงถึงความคิดอุดมการณ์ ทำนโยบายแบบเดิมซ้ำไปอีก เวลาลงคะแนนก็ถูกข่มขู่เชื้อเชิญบอกว่าให้ลงคะแนนอย่างมียุทธศาสตร์ ให้ลงคะแนนเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลชุดเดิมกลับมาได้อีก เพื่อเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเวลาเราจะลงคะแนนเขาก็บอกว่าให้เราลงคะแนนด้วยความหวาดกลัวๆ ว่ารัฐบาลเดิมจะกลับมา ไม่ต้องลงคะแนนด้วยความหวัง เวลาเราจะตัดสินใจใดๆ ทำพรรคการเมืองแบบมวลชนที่ทุกคนเป็นเจ้าของ พวกเขาก็บอกว่าพรรคการเมืองแบบนี้อุดมคติเป็นไปไม่ได้ในประเทศไทย พรรคก้าวไกลออกแบบนโยบายกว่า 300 นโยบายพวกเขาก็บอกว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน ไม่มีทางเป็นไปได้จริง เดี๋ยวขึ้นมามีอำนาจชนชั้นนำจารีตประเพณีก็จะเอาออกจากอำนาจอีก ทั้งหลายทั้งปวงที่ตนพูดมานี้คือการเอากรอบวิธีคิดแบบอดีตมากักขังอนาคต ไม่ให้เรากล้าคิดกล้าฝันถึงสังคมแบบใหม่” นายปิยบุตรกล่าว

นายปิยบุตรกล่าวว่า ในการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ตนอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศทุกครั้ง พวกเรามาร่วมกันทลายกรงขังแห่งอดีต มาร่วมกันเปิดทางเส้นทางอันเป็นไปได้แบบใหม่ในอนาคต ความทรงจำในอดีตเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดกำหนดความเป็นไปในอนาคต พวกเขาอยากอยู่กับอดีต แต่พวกเรา ณ ที่นี้ยังอยู่ในปัจจุบัน แล้วพวกยังอยากมีความสุขแบบเดิมๆ ในปัจจุบัน พวกเราจะสร้างโอกาสเส้นทางแบบใหม่ไปสู่อนาคต ขอให้พี่น้องประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศร่วมมือกันจับมือกัน ร่วมกันออกเสียงในวันที่ 14 พ.ค.นี้ ใช้อำนาจสูงสุดที่เรามีอยู่ มาขีดเขียนออกแบบสร้างอนาคตใหม่ด้วยกัน อนาคตใหม่ที่กล้าชนกับต้นตอของปัญหา อนาคตใหม่ที่กล้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม อนาคตแบบใหม่ที่ยืนยันว่านโยบายเศรษฐกิจไม่อาจคิดแต่กระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แล้วแบ่งเศษเนื้อข้างเขียงให้ประชาชน แต่เป็นอนาคตใหม่ที่ต้องการสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้าครบวงจร ให้ประชาชนได้อยู่ดีกินดีดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีตั้งแต่เกิดจนตาย ขอให้พี่น้องประชาชนใช้อำนาจของตัวเองกำหนดอนาคตใหม่ของตัวเองด้วยกัน ให้ก้าวหน้า ให้ก้าวไกล ร่วมกันเลือกพรรคก้าวไกล ให้ถล่มทลาย แล้วประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป