‘เลือกตั้งทั่วไป’66’ ไม่ใช่ ‘เลือกตั้งผู้ว่าฯ’65’

24.04.23 | 12:21 น.
‘เลือกตั้งทั่วไป’66’ ไม่ใช่‘เลือกตั้งผู้ว่าฯ’65’

‘เลือกตั้งทั่วไป’66’
ไม่ใช่‘เลือกตั้งผู้ว่าฯ’65’

คนจำนวนหนึ่งมักพยายามคาดการณ์การเลือกตั้ง 2566 ด้วยประสบการณ์จากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2565 เพราะการเลือกตั้งหนนั้นเป็นการเลือกตั้งขนาดใหญ่ที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่กระแส “เบื่อลุง” ถูกแสดงออกผ่านบัตรเลือกตั้ง

ชัยชนะของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คือ แนวโน้มความเป็นไปได้ที่จะหลุดพ้นออกจาก “ระบอบประยุทธ์” ด้วยการเลือกตั้งผู้นำที่หัวก้าวหน้ากว่า มีลักษณะเป็นฝ่ายเสรีนิยม-ประชาธิปไตยชัดเจนกว่า และถูกมองว่าไม่ได้สุดขั้ว-สุดโต่งเกินไป

อย่างไรก็ดี “การเลือกตั้งใหญ่ 2566” กับ “การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. 2565” อาจมีความแตกต่างกัน หากพิจารณาจาก 2-3 ปัจจัย

ข้อแรก แม้การเลือกตั้งในปีนี้จะเป็นการเลือก ส.ส. แต่สุดท้ายแล้ว นี่คือการเลือกนายกฯ เลือกว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนประเทศ โค่นหรือไม่โค่นผู้ครองอำนาจกลุ่มเดิม

Advertisement

การเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงย่อมดำเนินไปอย่างจริงจัง ตึงเครียดยิ่งกว่าการเลือกผู้ว่าฯกทม. ที่ด้านหนึ่ง โหวตเตอร์เมืองกรุง ก็หวังว่าพวกตนคงได้ผู้บริหารท้องถิ่นที่มีคุณภาพสูงกว่าผู้บริหารชุดเดิม ซึ่งไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน

อีกด้านหนึ่ง คน กทม.ก็ได้โอกาสกระตุกเตือน “ประยุทธ์-ระบอบ คสช.” พอหอมปากหอมคอ ถึงความเสื่อมที่รออยู่ในอนาคต

ข้อสอง พรรคเพื่อไทย รวมถึง 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ไม่ใช่ “ผู้ว่าฯชัชชาติ”

จุดแข็งของชัชชาติคือการแสดงเจตจำนงอย่างแน่วแน่ล่วงหน้าหลายปี ว่าตนเองอยากเป็นผู้ว่าฯ เขาจึงออกพบปะผู้คน และสำรวจปัญหาต่างๆ (ทำงาน ทำงาน ทำงาน) แม้การเลือกตั้งยังไม่มีวี่แววเกิดขึ้น

ขณะที่ แพทองธาร ชินวัตร เศรษฐา ทวีสิน และ ชัยเกษม นิติสิริ ไม่ได้แสดงเจตจำนงในการอยากเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ต่อเนื่องยาวนานขนาดนั้น

นอกจากนี้ ในช่วงก่อนหน้าวันเลือกตั้ง ชัชชาติยังพร้อมขึ้นทุกเวทีดีเบต ด้วยกลยุทธ์ เพลย์เซฟ ไม่หวือหวาโฉ่งฉ่าง

ผิดกับ 3 แคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย ที่ดูจะเว้นระยะห่างกับเวทีดีเบต

กรณีของแพทองธารที่ใกล้คลอดและชัยเกษมที่กำลังพักรักษาตัวจากอาการป่วยนั้นพอเข้าใจได้ แต่น่าแปลกใจที่เศรษฐายังไม่ถูกผลักดันให้ขึ้นเวทีดีเบตหรือประชันวิสัยทัศน์สักที

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ทางเพื่อไทยคงต้องประเมินใหม่ว่า จะจัดวางน้ำหนักภารกิจของแคนดิเดตนายกฯอย่างไร ระหว่างการออกเดินสายและขึ้นเวทีปราศรัยตามพื้นที่ต่างๆ ให้เยอะที่สุด กับการขึ้นเวทีดีเบตใหญ่ๆ เพื่อแสดงศักยภาพความเป็น “ผู้นำของชาติ” ให้คนทั่วประเทศได้รับชม

ข้อสุดท้าย “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ก็ไม่ใช่ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร”

ถ้าผู้ว่าฯชัชชาติ สามารถดูดคะแนนของวิโรจน์ไปได้เยอะ เพราะฝ่ายหลังดูบู๊ ดุดัน มีบุคลิกเป็นนักโต้วาที-ฝ่ายตรวจสอบ มากกว่านักบริหาร

แคนดิเดตนายกฯ เช่น พิธา ก็ดูจะยกระดับขึ้นมาจากวิโรจน์ กล่าวคือเขาเป็นคนที่สามารถส่งสารแข็งกร้าวแบบก้าวไกลได้ด้วยบุคลิกภาพที่นุ่มนวล ทรงภูมิ เป็นผู้บริหาร คล้ายๆ ชัชชาติ (แต่พูดจาลื่นไหล-มีเสน่ห์กว่า)

พิธาพยายามโชว์จุดเด่นดังกล่าวบนเวทีดีเบตและรายการสัมภาษณ์ ที่เขาไปเข้าร่วมอย่างถี่ยิบ จนกระแสของก้าวไกลกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

แม้ก่อนหน้านี้ หลายคนจะมองว่ากระแสความนิยมของพรรคก้าวไกลดูซึมๆ ไม่ออกตัวแรงเหมือนเพื่อไทย และไม่ร้อนแรงเท่าอนาคตใหม่เมื่อปี 2562

รวมทั้งผลงานในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น (ไม่ว่าจะในนาม “คณะก้าวหน้า” หรือในสนามกรุงเทพฯ) ก็ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จสูงนัก

แต่สิ่งที่เรียกว่า “ดีเอ็นเอก้าวไกล-อนาคตใหม่” ซึ่งมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศนั้น ดูเหมือนจะตอบโจทย์ของโหวตเตอร์ในสนามเลือกตั้งระดับชาติได้ดีพอสมควร

ปราปต์ บุนปาน