“คณิน” ชำแหละ ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร.ปี 40 ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึง ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ กรธ.เผยแพร่ เพื่อประกอบการรับฟังความคิดเห็นว่า ตนมีความคิดเห็นโดยสรุป ดังต่อไปนี้ 1.หลักการและสาระสำคัญส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่กฎหมายบัญญัติ” จริงอยู่ แค่ที่ร่าง พ.ร.ป.ฉบับนี้ บัญญัติให้ต้องมีการขออนุญาตต่อเลขาธิการ กกต. ซึ่งเป็น นายทะเบียนเพื่อจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง ซ้ำยังมีกฎเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ มากมาย รวมทั้งบทกำหนดโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุนั้น ก็ถือว่าขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว 2.การที่ร่าง พ.ร.ป.นี้ บังคับให้ผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคต้องจ่ายค่าธรรมเนียมและ ค่าบำรุงพรรคตามอัตราที่พรรคกำหนด และถ้าผู้ใดไม่ชำระค่าบำรุงพรรคเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพนั้น ถึงแม้จะเจตนาดีอย่างไรก็ตาม ก็ถือว่าขัดต่อหลักเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองของประชาชน 3.การที่บทเฉพาะกาล มาตรา 112 (4) บังคับให้พรรคการเมืองที่มีอยู่แล้ว จัดให้สมาชิกพรรคการเมืองที่ประสงค์จะยังเป็นสมาชิกต่อไปชำระค่าบำรุงพรรคภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ป.ใช้บังคับ มิฉะนั้นสมาชิกผู้นั้นจะพ้นจากสมาชิกภาพ และให้พรรคการเมืองแจ้งต่อกกต. พร้อมแสดงหลักฐานการชำระค่าบำรุงภายใน 15 วัน และถ้าสมาชิกพรรคมีเหลือไม่ถึง 5,000 คน ให้พรรคการเมืองนั้นเป็นอันสิ้นสภาพไป นอกจากจะเป็นมาตรการไล่สมาชิกพรรคทางอ้อมและจะก่อให้เกิดความยุ่งยากสับสนในการจัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคอย่างโกลาหลแล้ว ยังอาจทำให้พรรคขนาดเล็ก ขนาดกลาง ที่มีอยู่แล้ว ต้องสิ้นสภาพพรรคการเมืองไปเกือบหมดเพราะเหลือสมาชิกพรรค ไม่ถึง 5,000 คน
นายคณิน กล่าวอีกว่า 4.การที่มาตรา 44 ของร่าง พ.ร.ป.นี้ ห้ามมิให้พรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค หรือแม้แต่สมาชิกพรรค เรียกรับสินบนหรือประโยชน์จากผู้ใดเพื่อแต่งตั้งหรือสัญญาว่าจะแต่งตั้งให้ผู้นั้นเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งใดในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือในหน่วยงานของรัฐ พร้อมกับกำหนดโทษไว้ใน มาตรา 105 อย่างรุนแรง ถึงจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิตนั้น จะเปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้งทำลายกันทั้งจากภายในพรรคเดียวกันและจาก นอกพรรคอย่างดุเดือด ถือเป็นมาตรการโหด ที่ไร้สาระที่สุดเท่าที่เคยได้ยิน 5.การที่ มาตรา 34 บังคับให้พรรคที่มีสมาชิกในจังหวัดใดเกินกว่า 100 คน ต้องตั้งตัวแทนพรรค ประจำจังหวัด และถ้าไม่ตั้งจะถูกปรับไม่เกิน 50,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท จนกว่า จะปฏิบัติให้ถูกต้องตาม มาตรา 104 นั้น จะทำให้พรรคเก่าๆ ที่มีสมาชิกเกิน 100 คน ทุกจังหวัด เกิดอาการขยาดไปตามกัน เพราะถ้าตั้งตัวแทนพรรคประจําจังหวัดทุกจังหวัด จะเอาค่าใช้จ่ายที่ไหน มาดำเนินการ และที่สำคัญจะเป็นช่องทางให้เกิดความวุ่นวายกันไม่รู้จักจบสิ้น เพราะแย่งกันเป็นตัวแทนประจำจังหวัด เพราะจะมีบทบาทและอำนาจต่อรองในพรรคมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ตามมาตรา 47 วรรคสอง ดังนั้น ที่ผู้ร่างบอกว่า ร่าง พ.ร.ป. นี้ จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เอาเข้าจริงมันก็จะเป็นตรงกันข้าม
นายคณิน กล่าวต่อว่า 6.การที่ มาตรา 32 กำหนดให้พรรคที่ตั้งใหม่ ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายในหนึ่งปีให้มีสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา แต่ละสาขาต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 500 คน และต้อง เพิ่มสมาชิกให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน ภายใน 4 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนนั้น เป็นการบังคับให้พรรคการเมืองเติบโตแบบผิดธรรมชาติ 7.การที่มาตรา 80 (5) กำหนดว่า พรรคการเมืองจะต้องสิ้นสภาพพรรคการเมือง ถ้าไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไปสองครั้งติดต่อกัน หรือเป็นเวลา 8 ปี ติดต่อกัน สุดแต่ระยะเวลาใดจะยาวกว่ากันนั้น มองผิวเผินอาจจะเห็นว่าดี เพราะพรรคการเมืองจะได้มีน้อยพรรค แต่ถ้าพิจารณาตามหลักการที่ว่า พรรคการเมืองเป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ ทางการเมืองของประชาชนแล้ว ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะการสะท้อนเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนนั้น ทำได้หลายอย่าง ไม่จำเป็นจะต้องส่งสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น อาจจะสะท้อนให้เห็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก็ได้ ประชาชนจะใช้ พรรคการเมืองทำอะไรในทางการเมืองก็ได้ ถ้าพรรคการเมืองนั้นไม่ถนัดหรือไม่สนใจหรือไม่พร้อมที่จะส่งสมัครรับเลือกตั้ง ก็สมควรให้พรรคนั้นดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไป ไม่ใช่ให้สิ้นสภาพพรรคการเมืองไป

