วอนรบ.ใหม่ช่วยด้วย! เสียงจาก ‘คนตัวเล็ก’ ในอาชีพ ‘เต้นกินรำกิน’
นโยบายการหาเสียงถือเป็นจุดขายที่สำคัญของพรรคการเมืองที่ต้องตรงเป้า โดนใจประชาชน ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อจะทำให้ประชาชนในแต่ละอาชีพตัดสินใจ เทใจ กาบัตรในวันที่ 14 พฤษภาคม
แต่สำหรับสาขาวิชาชีพที่มักถูกเรียกว่า “เต้นกินรำกิน” แล้วนั้น มีความคิดเห็นกับนโยบายแต่ละพรรคการเมืองอย่างไร
รวมทั้งอยากให้ผลักดันนโยบายอะไรที่น่าสนใจ
“ภักดี พลล้ำ” หรือ “พ่อเอ๊ะ” หัวหน้าคณะหมอลำระเบียบวาทศิลป์ จ.ขอนแก่น คณะหมอลำชื่อดังในภาคอีสาน กล่าวว่า นับตั้งแต่ที่มีข่าวเลือกตั้ง ไม่มีพรรคการเมืองพรรคใดเลยที่มีนโยบายช่วยเหลือหรือดูแลอาชีพหมอลำให้ดียิ่งขึ้น
ตลอดระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลยุคใดสมัยไหน ไม่มีการพูดถึงการช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพหมอลำเลย ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าอาชีพของพวกเรามันต้อยต่ำขนาดนี้เลยเหรอ
“ทราบดีว่ามีกฎหมายที่ดูแลควบคุมเรื่องของการแสดงหมอลำ บางพื้นที่อนุญาตให้เปิดทำการแสดงได้ถึงเช้า บางพื้นที่มีการกำหนดเวลา เช่น เที่ยงคืน และ 01.00 น. ซึ่งการจัดงาน ผู้ว่าจ้างจะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เมื่อขออนุญาตแล้ว แต่มีการกำหนดให้คณะหมอลำทำการแสดงได้ถึงเวลาเที่ยงคืน ทำให้ผู้ว่าจ้างไม่อยากจ้าง เพราะไม่คุ้มค่า และคณะหมอลำก็เสียโอกาส เสียรายได้” พ่อเอ๊ะกล่าว
พ่อเอ๊ะยังเสนอแนะว่า ไม่ว่าพรรค การเมืองไหนได้เป็นรัฐบาล อยากให้มองเห็นความสำคัญของอาชีพหมอลำของเราด้วย เพราะไม่ใช่เพียงตัวของหมอลำที่ใช้เวลาในช่วงกลางคืนทำอาชีพเลี้ยงปากท้อง แต่ยังมีสมาชิกในวงอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตนเองและครอบครัว รวมทั้งอาชีพอื่นๆ ที่ได้รับอานิสงส์จากการที่มีคณะหมอลำไปทำการแสดง
ขณะที่เจ้าของวงดนตรีรำวงเวียนครก “วิโรจน์ ขวัญเกื้อ” หรือหมอโรจน์ จ.นครศรีธรรมราช บอกว่า ที่ผ่านมาเวลาหาเสียง ไม่มีพรรคใดพูดถึงนโยบายช่วยเหลือศิลปินพื้นบ้านเลยเช่นกัน พวกเราต่างหากต้องดิ้นรนเพื่อปากท้องของตนเองและครอบครัว เราไปเล่นตามงานต่างๆ จะมีการนำเอามโนราห์ที่อยู่ในท้องถิ่นมาแสดงควบคู่กับรำวงเวียนครก เป็นการช่วยเหลือให้ศิลปินพื้นบ้านแต่ละถิ่นได้มีงานทำ มาขอคะแนนเราให้เพราะคือชาวบ้าน แต่ศิลปินพื้นบ้านไม่ถูกยกย่อง ส่งเสริมสนับสนุนอะไรเลย เรื่องเก่าเราไม่พูด แต่หวังเรื่องใหญ่ เจียดงบไม่มากเลยช่วยดูแลพวกเราหน่อย จะจัดกิจกรรมอะไรสักทีต้องระดมทุน น่าเศร้าใจจัง
ยังมี “กิตติพล สิงห์วิจารณ์” หัวหน้า นักแสดงโชว์ อัลคาซ่าร์ พัทยา กล่าวว่า อยากเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของสาวประเภทสอง ความเท่าเทียมทางเพศ LGBTQ คือ สมรสเท่าเทียม คำนำหน้าชื่อ จากการที่แปลงเพศเป็น
ผู้หญิงจึงอยากได้คำนำหน้าชื่อเป็น น.ส. อยากให้รัฐบาลชุดต่อไปได้ช่วยเหลือสาวประเภทสองด้วย เรื่องความเท่าเทียมกันของผู้ชายและผู้หญิง สาวประเภทสองเป็นมนุษย์คนหนึ่งบนโลกใบนี้เหมือนประเทศอื่น ต้องเท่าเทียมกัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำต่างๆ ในสังคม
“อัลคาซ่าร์เป็นสถานที่ทำงานของสาวประเภทสอง อีกทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก โดยนักแสดงโชว์ต่างสร้างรายได้ให้กับเมืองท่องเที่ยว อยากวอนให้รัฐบาลชุดใหม่มองให้กว้างกว่าเดิม ทั้งนี้สาวประเภทสองยังได้รับผลกระทบจากโควิดเป็นอย่างมาก จากที่มีการแสดงโชว์วันละ 4 รอบ นักท่องเที่ยวเข้ามาชม
วันละ 1,000 กว่าคน หลังจากที่โควิด ก็ไม่ได้มีการแสดงเลยแม้แต่รอบเดียว แต่ก็ยังได้อัลคาซ่าร์และประกันสังคมที่คอยช่วยเหลือ แต่บางสิทธิประโยชน์สาวประเภทสองก็ยังไม่ได้รับเท่าเทียมกับคนอื่นๆ” หัวหน้านักแสดงโชว์ระบุ
ด้าน “นายอานนท์ณัฐ รอดละม้ายประภา” หรือแสงสว่าง ดาวร้าย อายุ 46 ปี อุปนายกสมาคมลิเกแห่งประเทศไทยและเลขาสมาคมลิเก จ.พิจิตร บอกว่า ขณะนี้เศรษฐกิจประเทศไทยยังอยู่ในภาวะวิกฤต รัฐบาลที่ผ่านมาแก้ปัญหาไม่ได้ ลิเกของ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร จากเดิมมีจำนวนมาก แต่ขณะนี้เหลือเพียง 20 กว่าคณะ ได้รับความลำบากและผล
กระทบ อดีตที่ผ่านมาคณะลิเกต่างๆ เหล่านี้เคยมีผู้ว่าจ้างไปแสดงลิเกตามงานวัดงานบุญต่างๆ เดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่า 20 วัน บางคณะรับงานในราคา 30,000-50,000 บาทต่อคืน ขึ้นอยู่ที่ว่านางเอกสวย พระเอกหล่อ เวทีอลังการหรือไม่ ทำให้แต่ละคณะต่างมีรายได้เดือนละหลายแสนบาท
“ช่วงหลังเศรษฐกิจแย่ ถดถอย ข้าวของขึ้นราคา เงินก็หายาก ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือลิเกต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบ เป็นหนี้ค่าบ้านค่ารถ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าส่งบ้าน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ทั้งนี้ อยากได้รัฐบาลอะไรก็ได้ที่เข้ามา
บริหารประเทศชุดใหม่ อยากให้เข้ามาแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ แบบจริงจังและจริงใจ และอยากได้คนที่จะเข้ามาบริหารประเทศที่เก่งด้านเศรษฐกิจ อยากให้เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเรื่องปากท้องชาวบ้านให้อยู่ดีกินดี เมื่อชาวบ้านอยู่ดีกินดีมีรายได้ ก็จะมีเงินจ้างลิเกไปทำการแสดงมากขึ้น และขอให้รัฐบาลใหม่ช่วยส่งเสริมด้านการแสดงลิเก” เลขาสมาคมลิเกระบุ
“บุญสม สังข์สุข” อุปนายกสมาคมศิลปินพื้นบ้านอีสานใต้และนายกสมาคมเพลงโคราช มองว่า ยังไม่มีพรรคการเมืองใดที่มีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องของศิลปวัฒนธรรม แต่หลังจากผ่านการเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่แล้ว ในมุมของศิลปินพื้นบ้านอยากให้รัฐบาลใหม่มีนโยบายหรือมีโครงการที่จะไปส่งเสริมสนับสนุนกระทรวงวัฒนธรรม เพราะทางกระทรวงจะมีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดูแลศิลปินโดยตรง แต่ที่ผ่านมาได้รับงบประมาณสนับสนุนน้อยมาก ทั้งๆ เป็นกระทรวงที่ดูแลเรื่องวัฒนธรรมของคนตั้งแต่เกิดจนตาย และมีผลงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมและผลงานของศิลปินต่างๆ ปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่มากมาย จึงอยากให้ผลักดันงบประมาณลงมาสนับสนุนกระทรวงวัฒนธรรมให้มากขึ้น
บุญสมยังฝากเรื่องการเพิ่มจำนวนศิลปินแห่งชาติว่า ปัจจุบันศิลปินพื้นบ้านหรือแม้แต่ศิลปินระดับประเทศ มีอยู่เป็นจำนวนมากที่ไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ แต่กว่าจะได้รับการคัดเลือกคัดสรรให้ได้รับสวัสดิการและได้รับการคุ้มครองในฐานะศิลปินแห่งชาติกลับไม่สมดุล บางคนอายุ 70-80 ปีถึงได้รับคัดเลือก พอเป็นศิลปินแห่งชาติไม่กี่ปีก็เสียชีวิต นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
ส่วนเรื่องการเพิ่มรายได้อยากให้ภาครัฐจัดโครงการหรือมีนโยบายเกี่ยวกับการจ้างงานศิลปินพื้นบ้านหรือศิลปินระดับท้องถิ่นให้มากขึ้น ไม่ใช่มุ่งเป้าจ้างงานเฉพาะศิลปินที่โด่งดังมีชื่อเสียงระดับชาติเท่านั้น เพราะศิลปินตัวเล็กตัวน้อยระดับท้องถิ่นจะเข้าไม่ถึง ควรจะเน้นชูศิลปินพื้นถิ่นของแต่ละพื้นที่มาก่อน
“อยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลสนับสนุนกระทรวงวัฒนธรรมอย่างจริงจัง และอย่าปล่อยศิลปวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมถูกกลืน กลายเป็นศิลปะประยุกต์ที่ถูกเสริมเติมแต่ง จนไม่เหลือแก่นแท้ของศิลปวัฒนธรรมไทย หรือไม่เหลือแก่นแท้ของศิลปินพื้นบ้านเดิมๆ อย่าปล่อยให้ความงดงามของศิลปะพื้นบ้านถูกกลืน หรือกลายพันธุ์จนไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้คนไทยได้ภูมิใจ” บุญสมกล่าว

