โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง’66 พรรคไหนคว้าชัย?

25.04.23 | 12:45 น.

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง’66 พรรคไหนคว้าชัย?

หมายเหตุ ความเห็นนักวิชาการประเมินโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2566 จากผลโพล มติชนxเดลินิวส์ เลือกตั้ง’66 รอบแรกที่เปิดให้มีการโหวต นายกฯที่ใช่ กับพรรคการเมืองที่ชอบ รวมทั้งนโยบายของพรรคการเมือง กระแสการลงพื้นที่หาเสียง การขึ้นเวทีปราศรัยของแกนนำพรรคการเมือง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผลการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม จะออกมาอย่างไร

วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

เทียบกับผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 จากการวิเคราะห์คร่าวๆ คิดว่าการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตอันดับ 1 คือ พรรคเพื่อไทย แน่นอน น่าจะได้อยู่ที่ราวๆ 150-170 คน เพราะเทียบจากอดีตที่ได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตจำนวน 137 คน ในปัจจุบันก็มีกระแสที่ดีขึ้นและมีความมุ่งมั่นที่จะทวงพื้นที่คืนหลายพื้นที่ น่าจะขยับจากเดิม 137 คนไปอยู่ที่ 150-170 คน มีความเป็นไปได้สูง

Advertisement

อันดับ 2 พรรคภูมิใจไทย เดิมทีเป็นของพรรคพลังประชารัฐ 97 คน แต่เนื่องจากตอนนี้แตกออกเป็นสองพรรค คือ พรรคพลังประชารัฐ นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัวเลขจึงไม่น่าได้ที่ 97 คนแล้ว และตอนนี้ พรรคภูมิใจไทยเหมือนจะมาแรง ถึงแม้ว่าเขาจะประกาศว่าอยากได้ 120 คน แต่คิดว่าไม่น่าถึง แต่ยังคงเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยมีฐานอยู่ระดับหนึ่งและสังเกตจากหลายโพล จึงกำหนดไว้ที่ 80-90 คน เป็นรองพรรคเพื่อไทย

อันดับ 3 พรรคพลังประชารัฐ เดิมเป็นของพรรคอนาคตใหม่ ถึงแม้ว่ากระแสของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะดีขึ้นแต่ต้องไปสู้กับเจ้าของพื้นที่เดิม ถึงแม้ว่าพรรคพลังประชารัฐจะแบ่งออกเป็น 2 พรรค แต่ครั้งนี้น่าจะได้ประมาณ 40-60 คน

อันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 30 คน ในแง่ของการที่เป็นพรรคเก่าแก่ในฐานเสียง ถึงแม้ว่าจะดูโรยราร่วงลงไป ส่วนพรรคก้าวไกล ไม่แน่อาจจะมาโค่นพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ที่ประมาณ 25-30 คน แต่ถ้าพรรคก้าวไกลฝ่าด่านเจ้าของพื้นที่เดิมลำบากก็จะได้อยู่ที่ประมาณ 20 คนขึ้นไป ด้านพรรครวมไทยสร้างชาติ มีโพลอยู่มากที่ระบุว่าจะเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ก็ไม่แน่ว่าคะแนนเสียงอาจจะสะวิงมาที่แบบแบ่งเขต เพราะช่วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ขยันลงพื้นที่บ่อยมาก

อันดับ 4-6 รู้สึกรักพี่เสียดายน้อง เพราะป้วนเปี้ยนอยู่ 3 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคก้าวไกล ช่วงโค้งสุดท้ายสำคัญมาก รวมทั้งวาทกรรมและการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ก็มีผล ช่วงรอยต่อตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม คะแนนสามารถจะขึ้นหรือลงได้ อยู่ที่ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ของแต่ละพรรค

ด้าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถ้าดูจากข้อมูลเดิมจำนวนคะแนนเสียงทั่วประเทศเมื่อสิ้นสุดการเลือกตั้งปี 62 พรรคเพื่อไทยได้ 7.2 ล้านเสียง แต่ด้วยอิทธิพลของการหารด้วย 500 จึงได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 0 คน ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์ 19 คน แต่อันดับหนึ่งเซอร์ไพรส์มากคือพรรคอนาคตใหม่ได้ 50 คน ตามมาด้วยพรรคภูมิใจไทย 12 คน

ในครั้งนี้ไม่ได้ใช้สูตรคำนวณหารด้วย 500 แล้ว แต่หารด้วย 100 เพราะฉะนั้นฉากทัศน์เปลี่ยนทันที ถ้าเป็นผลหลังจากวันที่ 14 พฤษภาคม ความน่าจะเป็นมองว่าอันดับ 1 คือ พรรคเพื่อไทย ด้วยอิทธิพลของสูตรหารด้วย 100

อันดับ 2-3 พรรครวมไทยสร้างชาติ กับ พรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากเรื่องของวาทกรรมทางการเมืองในช่วงนี้ การโหวตเชิงกลยุทธ์ด้วย และโพลที่ติดตามจากหลายๆ สำนักตอนนี้ สองอันดับนี้ไม่พรรคพลังประชารัฐ ก็พรรครวมไทยสร้างชาติ ถ้าพูดถึงรสนิยมเดิมที่คงจะคิดว่า ถ้าไม่เลือกเราเขามาแน่ หมายความว่า ถ้าไม่อยากได้ระบอบของนายทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องเลือก 2 พรรคนี้อยู่ดี

อันดับ 4 พรรคก้าวไกล ที่มาแรงถ้าดูจากโพลหลายสำนัก หรือความนิยมของหัวหน้าพรรคที่ไปที่ไหนก็คึกคักมาก อันดับ 5 พรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์น่าจะถดถอยไปอยู่อันดับที่ 6 จากการที่ปี 62 พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อเท่ากัน แต่ด้วยเรื่องกระแสความแรงของพรรคก้าวไกล รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงสูตรคำนวณ จึงคิดว่าคราวนี้พรรคประชาธิปัตย์อาจจะลำบากในเรื่องของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ในช่วงนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคว่าจะมีวิธีการ หรือเสนอนโยบายอะไรที่ดึงดูดใจผู้เลือกตั้งมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญคือพรรคไหนจะมีวาทกรรมในเชิงของยุทธศาสตร์ คือไม่ต้องพูดอะไรมาก ขอเป็นคำสั้นๆ กระชับ ซึ่งอาจจะทำให้คนที่สนใจได้เห็นชัดเจนขึ้นว่าอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง หรือไม่อยากเห็นระบอบประยุทธ์ แต่ทุกอย่างสามารถเกิดการพลิกได้ แม้กระทั่งโพลใน 1 เดือน ก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ในการสำรวจแรกๆ ไม่ได้มีอะไรที่น่าเซอร์ไพรส์ ความนิยมของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่พอเวลาผ่านมานายพิธามาแซง เพราะฉะนั้นตรงนี้เรามองข้ามไม่ได้ ทุกเวลาที่เปลี่ยนไปในแต่ละวันจนกระทั่งวันที่ 14 พฤษภาคม สำคัญมาก ตรงนี้กะพริบตาไม่ได้ มันสามารถที่จะเกิดการพลิกผันในแง่ของคะแนนได้

คิดว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อสำคัญ แบบแบ่งเขตถึงนาทีนี้คิดว่าคงจะไม่พลิกอะไรมากนัก เพราะความเป็นการเมืองไทยในเชิงพื้นที่นั้นมีความเฉพาะเจาะจง การที่ประชาชนจะเลือก ส.ส.เขตคนไหนนั้นเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้ว ผมคิดว่าไม่น่ามีความเปลี่ยนแปลงหวือหวาอะไรมากนัก เท่ากับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

กรณี โพลมติชนxเดลินิวส์ เลือกตั้ง’66 รอบแรก ที่เปิดโหวต นายกฯที่ใช่ กับพรรคการเมืองที่ชอบ ส่วนตัวมองว่าโพลมีผลชั่วครั้งชั่วคราว ณ เวลานั้น ยังมีเวลาที่พรรคการเมืองที่มีคะแนนเป็นรอง ได้มีโอกาสในการปรับกลยุทธ์ ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย จะต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี หากดูผลโพลจากครั้งที่แล้ว ทำให้พรรคเพื่อไทยเร่งปรับยุทธศาสตร์ทันที พร้อมทั้งแสดงความชัดเจนมากขึ้น โดยประกาศไม่ร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ แต่พรรคก้าวไกลก็รู้ทัน การแสดงบทบาทของพรรคเพื่อไทยยังไม่ค่อยชัดเจน จึงได้บดขยี้ต่อเลย พร้อมทั้งเริ่มหาเสียง “มีลุง ไม่มีเรา” ก็มาจากผลโพลที่มีการช่วงชิงคะแนนเสียง

หากมองว่าจะเกิดผลกระทบเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยที่ต้องการแลนด์สไลด์หรือไม่นั้น มองว่า ช่วงนี้พรรคเพื่อไทยคงแลนด์สไลด์ยากแล้ว เพราะว่าทุกคนมาตั้งคำถามใหม่แล้วว่าจะจัดตั้งรัฐบาลกันอย่างไร เมื่อพรรคเพื่อไทยรู้แล้วว่าจะต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยจะต้องรวบรวมเสียงข้างมากในสภามากที่สุด เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรอง ส่วนทางด้านพรรคก้าวไกล ยังมีการแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือพวกหนึ่งต้องการรอวันสุกงอม โดยหวังว่าสมัยหน้าพรรคก้าวไกลจะต้องแลนด์สไลด์อย่างเดียว แต่อีกพวกหนึ่งไม่ต้องการวันสุกงอม เพราะอาจจะตกกระป๋อง เพราะนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล รู้ดีว่าผู้ที่ค้ำจุนพรรคก้าวไกลคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และช่อ พรรณิการ์ วานิช เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งในครั้งนี้ จะต้องทำให้ดีที่สุดเหมือนกัน เพื่อเข้าร่วมรัฐบาล สร้างอำนาจการต่อรองกับพรรคเพื่อไทย อย่างน้อยหากต้องได้กระทรวงหลักๆ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็สามารถขับเคลื่อนนโยบายของพรรคก้าวไกลได้ แต่ไม่ง่ายเพราะพรรคเพื่อไทยคงไม่ให้ 3 กระทรวงหลักที่กล่าวมาแน่นอน จึงเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้

พรรคเพื่อไทยมองดูแล้วคงตกที่นั่งลำบาก จะไปซ้ายก็ไม่ได้ ไปขวาก็ยาก ถ้าไปซ้ายจับมือกับพรรคก้าวไกล จะเกิดปัญหาโดยเฉพาะการต่อรองในเรื่องกระทรวงหลักที่กล่าวมา หากพรรคเพื่อไทยยอมทั้งที่มีเสียงข้างมาก ก็เหมือนกับตัวตลกข้างเวที เหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 62 ที่ผ่านมา ได้เสียงข้างมาก แต่หาตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ตอนนี้ก็เหมือนกันพรรคก้าวไกลที่อยู่ในปีกอยากร่วมรัฐบาลต้องพยายามหา ส.ส.ให้ได้มากที่สุด เพื่อไปขี่คอพรรคเพื่อไทย

ส่วนโพลของพรรคเพื่อไทยคะแนนดี มองดูแล้วส่งผลแค่ภาพลักษณ์กับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงคงไม่เกิดแลนด์สไลด์แน่นอน หากย้อนไปดูก็จะพบว่าตอนนี้พรรคการเมืองแบ่งออกเป็น 2 ข้าง เพราะปีกของพรรคอนุรักษนิยมคงไม่เทคะแนนมาทางปีกซ้าย
ดังนั้น คงจะต้องยุบพรรคปีกซ้ายด้วยกัน เพื่อให้เกิดกระแสขึ้นมา แต่คงทำไม่ได้ ทำให้ทุกปีกการเมืองต้องรักษาคะแนนฐานเสียงตัวเองเท่านั้น ส่วนการจะยุบพรรคก้าวไกล กกต.ไม่มีปัญญาขนาดนั้น ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้นจะยุบได้นั้นจะต้องมีใบสั่ง ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีปัญญาเช่นกัน ที่ผ่านมาทุกพรรคการเมืองสุ่มเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรคกันทั้งนั้น หากยุบพรรคการเมืองในขณะนี้จะถูกสังคมมอง กกต.เป็นอย่างอื่นไปเลย เพราะ กกต.ไม่ได้ทำหน้าที่มาตั้งแต่ต้น

หากวันนี้มีการเลือกตั้ง คิดว่าหากดูจากตัวเลขกลมๆ จากผลโพลการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยคงไม่ได้ถึง 300 เสียง คาดว่าจะได้ประมาณ 250 เสียง รองลงมาพรรคภูมิใจไทย มีฐานอยู่แล้วประมาณ 60 เสียง จาก ส.ส.สมัยที่ผ่านมา รวมทั้งอดีต ส.ส.ที่ย้ายเข้ามาพรรคภูมิใจไทยคาดว่าไม่ถึง 100 เสียง ต่อมาพรรคก้าวไกลจะได้ ส.ส.เขตจำนวนมากคงยาก แต่จะได้ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อหรือ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จำนวนมาก ต่อมาคงเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติของ พลเอกประยุทธ์ ประมาณ 30-40 ที่นั่ง พรรคประชารัฐก็เช่นกัน 30-40 ที่นั่ง สุดท้ายคงเป็นพรรคประชาธิปัตย์

ที่สำคัญพรรคการเมืองมองดูแล้ว ส.ส.ทั้งของพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ เฉลี่ยรวมกันแล้วประมาณ 100 กว่าเสียงนิดหน่อย เพราะแตกกระสานซ่านเซ็นมาจาก 3 พรรคที่กล่าวมา ส่วนพรรคเล็กๆ คงได้คะแนนเสียงน้อยโดยเฉพาะในระบบปาร์ตี้ลิสต์จะต้องหารด้วยตัวเลขประมาณ 350,000 คะแนนต่อ 1 คน ที่สำคัญพรรคเล็กพรรคน้อยไม่มีตระกูลบ้านใหญ่ อาจจะมีบ้างก็คือพรรคชาติไทยพัฒนา หรือพรรคชาติพัฒนากล้า ที่ จ.นครราชสีมา ก็เพียง 2-3 ที่นั่งเท่านั้น มองระบบปาร์ตี้ลิสต์คิดว่าพรรคเพื่อไทยมาอันดับ 1 รองลงมาพรรคก้าวไกล

ส่วนการเลือกตั้ง ส.ส.ในกรุงเทพฯ 33 ที่นั่ง อันดับ 1 น่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ดูได้จากการเลือกตั้ง ส.ก.ที่ผ่านมา จะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยมาเยอะมาก แต่ก็ประมาทพรรคก้าวไกลไม่ได้เพราะมี ส.ส. และยังมีฐานคะแนนคนชั้นกลาง นิวโหวตเตอร์ เจน X เจน Z สนับสนุน ทำให้พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.จำนวนมาก รองลงมาพรรคก้าวไกลเช่นกัน และพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทยอาจจะได้ 1-2 ที่นั่งเท่านั้นจากคนที่ย้ายจากพรรคพลังประชารัฐ

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตล้านนา

จากผลโพลมติชน-เดลินิวส์ รอบแรก ที่ในโหวตนายกฯที่ใช่ กับพรรคการเมืองที่ชอบ ว่าค่อนข้างตรงใจและตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะนายกฯที่ใช่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) มาเป็นอันดับ 1 ตามด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ
อุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย อันดับ 2 นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย อันดับ 3 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แคนดิเดตนายกฯพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อันดับ 4 เป็นผลสะท้อนผู้ตอบแบบสอบถาม โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่แสดงออกผ่านโพลดังกล่าว แม้เป็นการทำโพล ครั้งแรกแต่คนรุ่นใหม่ตื่นตัวทางการเมืองต้องการมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และผู้นำประเทศคนใหม่

มองภาพรวม โอกาสพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ราว 200 เสียง เป็นอันดับ 1 พรรค ก.ก. 130 เสียง อันดับ 2 พรรค รทสช. 70 -80 เสียง อันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 40-50 เสียง อันดับ 4 และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 30-40 เสียง อันดับ 5 ตามลำดับ แต่ต้องดูช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ อาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะพรรค ก.ก.อาจพลิกแซงพรรค พท. เข้าป้ายเป็นอันดับ 1 พรรค พท. หล่นไปอยู่อันดับ 2 แทน จากกระแส มีลุงไม่มี
ก้าวไกล มีก้าวไกลไม่มีลุง จนทำให้พรรค พท.ต้องแก้เกม ประกาศไม่จับมือพรรค รทสช.กับ พปชร.จัดตั้งรัฐบาล เพื่อหยุดกระแสดังกล่าว

ดังนั้น พรรค พท. พรรค ก.ก. มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่สูง หากมี ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งในสภา หากดึงพรรคพันธมิตรฝ่ายค้าน 2-3 พรรค เพื่อสร้างเสถียรภาพรัฐบาลมากขึ้น เชื่อว่าผู้นำประเทศคนใหม่มาจากฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่าอนุรักษนิยม หรือสืบทอดเผด็จการ เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) บางส่วน จาก 250 คน คงไม่กล้าฝืนกระแสความต้องการประชาชนส่วนใหญ่ และบางรายต้องการวางมือทางการเมืองแล้ว

จากผลโพลมติชน-เดลินิวส์ รอบแรกมีนัยยะการเมืองแฝงอยู่มาก ทั้งทัศนคติ การให้โอกาสพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญสะท้อนถึงความต้องการปฏิรูป หรือเปลี่ยนแปลงการเมืองไปสู่วันข้างหน้าที่ดีกว่าเดิม เพื่อประโยชน์ประชาชนและประเทศ มากกว่าการแสวงหาอำนาจ ผลประโยชน์ของเครือข่าย โดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือดังกล่าว