“สุรนันทน์ เวชชาชีวะ”เบิกความจำนำข้าว เผย”นายกปู”กำชับปราบทุจริตแต่ไม่บันทึกในมติ ครม.

14.12.16 | 18:11 น.

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 14 ธันวาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าว พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 8 คดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อายุ 49 ปี อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

โดยทนายความนำพยานให้ศาลไต่สวน รวม 2 ปาก วันนี้ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขึ้นเบิกความเป็นปากแรก ตอบการซักถามอัยการโจทก์ สรุปว่า โครงการจำนำข้าวมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเป็นยุทธศาสตร์ โดยในส่วนของพยานจะได้เห็นเอกสารที่มีการเสนอถึงนายกรัฐมนตรี แต่พยานไม่เคยเห็นว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งห้ามการเปิดเผยข้อมูลการจำนำและระบายข้าวโครงการให้ประชาชนทราบ การให้ข้อมูลเป็นเรื่องของโฆษกรัฐบาลหรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง ครม.จึงไม่ได้กำหนดว่าจะต้องให้แถลงข้อมูลส่วนใดให้ประชาชนรับทราบหรือไม่ ขณะที่ปกติการจะเปิดเผยข้อมูลประชุม ครม. จะมีชั้นความลับที่จะต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังอยู่แล้ว

เมื่อถูกถามถึง การที่เคยถูกอภิปรายและตรวจสอบการแต่งตั้ง พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ หรือหมอโด่ง (ตกเป็นหนึ่งในจำเลยคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ) อดีตเลขานุการนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) และอนุกรรมการระบายข้าว ซึ่ง พ.ต.นพ.วีระวุฒิ เป็นคนสนิทของพี่สาวจำเลย ไม่ใช่คนสนิทของนายบุญทรง โดยตั้งมาเพื่อร่วมดูแลโครงการ นายสุรนันทน์ ตอบอัยการโจทก์ว่า โดยปกติกระบวนการแต่งตั้งตำแหน่งใดรัฐมนตรีนั้นจะเป็นผู้เสนอมาในครม.แล้ว การเสนอชื่อโดยรัฐมนตรีย่อมจะต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติมาแล้ว และหากไม่มีทักท้วงก็ดำเนินการได้ กระบวนการแต่งตั้งจึงไม่ใช่การกระทำได้โดยทันที ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีเคยมีแนวทางไว้ว่าหากเกิดข้อผิดพลาดใด ต้องทำการชี้แจง และถ้าเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีนั้น รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต้องทำการชี้แจง

เมื่ออัยการถามถึงหนังสือท้วงติงจาก ป.ป.ช. 2 ฉบับ ในการตรวจสอบเกี่ยวกับสัญญาการระบายข้าวกับบริษัทเอกชน 2 ราย นายสุรนันทน์ ตอบว่า ครม.ไม่สามารถเรียกสัญญามาตรวจสอบได้เนื่องจากเป็นความลับของคู่ค้ากับต่างประเทศ และไม่เคยทราบว่ารัฐบาลก่อนๆ เคยเรียกสัญญาการค้ามาตรวจสอบหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่าไม่ถูกต้องที่จะนำสัญญาการค้าของเอกชนที่เป็นความลับมาดู

เมื่อถูกถามว่า เคยได้ยิน น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ สั่งการใน ครม.ให้ดำเนินการตามข้อท้วงติงจากหน่วยงานต่างๆ หรือไม่ นายสุรนันทน์ กล่าวว่า การประชุม ครม.มีความเห็นหลากหลายอยู่ในวาระมติของ ครม. มีที่อดีตนายกฯ พูดกำชับการปราบทุจริตเป็นการกำกับนโยบายและการตรวจสอบต่างๆ แต่อาจไม่ถูกบันทึกในมติ ครม. จึงเป็นที่น่าเสียดาย การพูดด้วยวาจาบางครั้งไม่ต้องบันทึกไว้ แต่อดีตนายกฯ พูดย้ำเสมอเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่

Advertisement

“มีความเข้าใจผิด คือ คนมองว่านายกฯ ทำได้ทุกเรื่อง แต่การตัดสินใจเป็นระบบของคณะกรรมการพิจารณา อย่างข้อสังเกตของอนุกรรมการปิดบัญชีชุดนางสุภา ปิยะจิตติ มีการตัดสินใจในคณะกรรมการ ก่อนส่งครม.พิจารณา นายกฯ ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจได้คนเดียว ตนไม่เคยปฏิเสธว่า นายกฯ ไม่รับรู้ แต่การตัดสินใจเป็นในรูปแบบคณะกรรมการ ”

ขณะที่อัยการพยายามซักถามประเด็นการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่ง นายสุรนันทน์ กล่าวว่า ไม่อาจตอบแทน รมว.พาณิชย์ ได้

ภายหลังไต่สวน นายสุรนันทน์เสร็จสิ้นแล้ว ต่อมานายวีระนันท์ ทัดดอกไม้ ผู้แทนบริษัทสำรวจคุณภาพข้าวในโกดังโครงการจำนำข้าว หรือเซอร์เวย์เยอร์ โดยนายวีระนันท์ ตอบศาลถึงการทำหน้าที่ว่า ตามสัญญาที่ทำไว้ เซอร์เวย์เยอร์ ต้องตรวจสอบน้ำหนัก , ชนิด , คุณภาพ , ปริมาณ ให้ตรงตามมาตรฐานทั้งข้าวขาเข้าโกดัง และเมื่อมีรถผู้ซื้อมารับข้าวออกจากโกดังจะมีการตรวจสอบร่วมกัน2ฝ่าย ซึ่งเซอร์เวย์เยอร์ ยังต้องทำหน้าที่ดูแลขณะข้าวถูกเก็บรักษาในโกดังด้วย โดยการรมยาฆ่าแมลงและกำจัดวัชพืชทุก 2 เดือน

เมื่อศาลถามลักษณะข้าวไทยกับกัมพูชา นายวีระนันท์ กล่าวว่า ข้าวไทยที่เราผลิตนั้นมีความยาว 7 มิลลิเมตร 1 ตันเมื่อนำมาสีแล้วจะได้น้ำหนัก 660 กิโลกรัม ส่วนข้าวของกัมพูชาจะมีเมล็ดเล็กกว่า คือ 6.2 มิลิเมตร1 ตันจะสีได้น้ำหนักไม่เกิน 400 กิโลกรัม

เมื่อศาลถามย้ำว่า พยานได้มีการตรวจสอบข้าวที่มีการระบายแบบจีทูจี ของบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด (ซึ่งนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยร่วมคดีระบายข้าวจีทูจีเป็นผู้ก่อตั้ง ) ด้วยหรือไม่ นายวีระนันท์ ตอบว่า ข้าวที่ได้มีการตรวจสอบนั้น เป็นกลุ่มข้าวเดียวกันกับการระบายข้าวแบบจีทูจี โดย บ.สยามอินดิก้าฯ เป็นผู้ซื้อในชื่อของคนไทย ไม่ใช่คนจีน

ขณะที่ นายวีระนันท์ตอบคำถามของอัยการด้วยว่า การตรวจสอบข้าวต้องดำเนินการ 9 ขั้นตอนตามมาตรฐานกระทรวงพาณิชย์ ส่วนข้าวเน่าส่วนใหญ่ที่มีการพูดถึง คือ ข้าวที่มีลักษณะเมล็ดพองเพราะถูกน้ำท่วม หรือโกดังมีน้ำขังขณะเก็บรักษาทำให้ข้าวพอง ขณะที่การทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวในโครงการจำนำข้าวเพื่อระบายกับผู้ซื้อนั้น ในส่วนที่บริษัทพยานดำเนินการ 4.5 แสนตันก็ไม่เคยถูกปฏิเสธกลับมาจากผู้ซื้อว่าไม่ได้คุณภาพข้าว โดยเวลานี้เหลือข้าวในส่วนที่ดูแลอีก 5,000 ตันที่ไม่ได้ระบาย

ภายหลังไต่สวนพยานทั้งสองปากเสร็จสิ้นแล้ว ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยครั้งต่อไปในวันที่ 20 มกราคม 2560 เวลา 09.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายเรียก ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล หรือหม่อมเต่านา และนายธรรศ วันพฤหัส อดีตคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาเพื่อไต่สวนเรื่องละเมิดอำนาจศาล ตามคำร้องที่พนักงานอัยการโจทก์ ระบุว่าถูกคุกคาม องค์คณะได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมนี้ ให้ตั้งสำนวนไต่สวน โดยศาลได้ออกหมายเรียก ม.ล.มิ่งมงคล แล้ว แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับหมาย จึงได้ส่งหมายใหม่พร้อมกำหนดนัดวันไต่สวนวันที่ 17 มกราคม 2560เวลา 09.30 น. ส่วนนายธรรศ อดีตคณะอนุ กมธ.การศาสนาฯ ได้ส่งหมายเรียกแล้วแต่ไม่มาศาล องค์คณะฯ จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับ เพื่อติดตามตัวมาให้ได้ไต่สวนในวันที่ 17 มกราคม2560 เช่นกัน