หน้าแรก การเมือง ภท.จะปลดชนักต...

ภท.จะปลดชนักติดหลัง ‘เรียนฟรี’ แถมโบนัส ปฏิรูป ร.ร.ตร.-ทหาร ยัน ม.116 ต้องแก้ไข

26.04.23 | 18:44 น.

ภท.จะปลดชนักติดหลัง ‘เรียนฟรี’ แถมโบนัส ปฏิรูป ร.ร.ตร.-ทหาร ยัน ม.116 ต้องแก้ไข

เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ “เดลินิวส์” ร่วมกับ ม.ธุรกิจบัณฑิต จัดเวทีประชันนโยบายเพื่อคนรุ่นใหม่ “New Voter กับอนาคตที่กำหนดได้”

บรรยากาศเวลา 13.50 น. ผู้บริหารเดลินิวส์ นำโดย นายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และเดลินิวส์ออนไลน์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารบริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด และผู้บริหารมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นำโดย ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกล่าวเปิดงาน

จากนั้นแนะนำผู้สมัครจาก 9 พรรคการเมืองที่มาร่วมประชันนโยบายเพื่อคนรุ่นใหม่ ได้แก่

ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. พรรคประชาธิปัตย์, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล, ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ หรือ ดร.หญิง รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และรักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย, นายเทพฤทธิ์ สีน้ำเงิน คณะทำงานด้านนโยบายและแผน พรรคไทยสร้างไทย

Advertisement

นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม ทีมโฆษกพรรคพลังประชารัฐ, ดร.อิสราพร บูรณอรรจน์ หรือ อุ้ม ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า, นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ และนายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือ นอท กองสลากพลัส หัวหน้าพรรคเปลี่ยน ท่ามกลางนักศึกษา กว่า 300 คน รวมถึงกองเชียร์พรรคการเมือง เข้าร่วมฟังคับคั่ง

เวลา 14.10 น. เข้าสู่รอบที่ 1 “ตอบคำถามจากการจับสลาก” โดยตัวแทนทั้ง 9 พรรคการเมืองสุ่มจับสลาก เพื่อตอบคำถามที่รวบรวมจากคนรุ่นใหม่ ท่านละ 4 นาที จากนั้นเลือกตัวแทนพรรคการเมืองอื่น ประชันคำตอบจากคำถามเดียวกัน 2 นาที

ในตอนหนึ่ง ดร.อิสราพร บูรณอรรจน์ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จับได้คำถามที่ว่า ‘จะปฏิรูปการศึกษาของโรงเรียนตำรวจ โรงเรียนทหาร อย่างไรให้จบมาแล้วเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง’

ดร.อิสราพร กล่าวว่า ประเด็นที่ 1 ต้องยอมรับว่าการเรียนการสอนในโรงเรียนค่อนข้างเป็นหลักสูตรที่ยังไม่ก้าวไปกับสังคม บางเรื่องเป็นเรื่องที่คนในสถานศึกษาอื่นๆ อาจจะได้เรียนรู้ แต่ในโรงเรียนตำรวจ-ทหารอาจจะไปเน้นที่เรื่องของระเบียบวินัย ซึ่งก็มีความสำคัญ

“แต่วันนี้องค์ความรู้ในรูปแบบอื่นๆ ก็สำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี หรือเรื่องของสังคมปัจจุบัน ต้องบรรจุลงไปในหลักสูตรของโรงเรียนทหาร” ดร.อิสราพรกล่าว

ดร.อิสราพรเสริมว่า ประเด็นที่ 2 โรงเรียนทหาร-ตำรวจ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีเรื่องของการใช้ความรุนแรงในเรื่องของการซ่อม การธำรงวินัย ถ้าจะบอกว่าเรื่องนี้อยู่ในเฉพาะโรงเรียนตำรวจ-ทหาร ไม่เป็นอะไร ตรงนี้คิดว่าไม่จริง

“ในเรื่องของความรุนแรง การใช้กำลังเหล่านี้ เมื่อตำรวจทหารซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ออกมาบังคับใช้กฎหมายกับประชาชน อาจจะมีความติดนำรูปแบบเหล่านั้นมาใช้กับประชาชนคนธรรมดาได้” ดร.อิสราพรชี้

ดร.อิสราพรกล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 3 สำคัญที่สุดคือ เรื่องการปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริต ในเรื่องของการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ดุลพินิจ ซึ่งสังคมไทยมีความคลุมเครือเป็นอย่างมาก

“ทั้งตำรวจ-ทหารมีความใกล้ชิดในการบังคับใช้กฎหมายกับประชาชน ดังนั้น ในเรื่องของความตรงไปตรงมาในการบังคับใช้กฎหมาย เรื่องของการไม่คอร์รัปชั่น การไม่ให้สินบนหรือส่วย นี่คือประเด็นที่ 3 เป็น 3 แกนหลักในการปฏิรูปตำรวจ ทหาร แล้วจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในทุกมิติ” ดร.อิสราพรกล่าว

จากนั้น ดร.อิสราพร ตอบคำถามที่ว่า ‘ท่านมีนโยบายชำระหนี้ กยศ. ของผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วอย่างไร’

ดร.อิสราพรกล่าวว่า ในยุคก่อน การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา จะโดนดอกเบี้ย 7% และโดนค่าปรับอีก 18% ในช่วงเวลาที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยได้ผลักดันในเรื่องของ กยศ. ให้ไม่มีค่าปรับ แปลว่า 18% ตรงนี้หายไป และดอกเบี้ย 7% วันนี้ เหลือ 0.5% อันเนื่องมาจากการคุยกันกับหลายๆ ภาคส่วน ทำให้เหลือ 0.5% แต่ ณ วันนี้ภูมิใจไทยเราบอกว่า 1% ที่ยังคงเอาไว้ บางทีหน่วยงานรัฐมองว่า เป็นเงินเพียงเล็กน้อย ควรจะต้องจ่ายบ้าง แต่ในวิสัยทัศน์ของภูมิใจไทย เรามองว่าคนที่เขาไม่มี 0.5% เขาก็ไม่มีจ่าย

“พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันในเรื่องของดอกเบี้ย กยศ. ให้เป็น 0 มากไปกว่านั้น นักเรียนนักศึกษา ที่เข้าสู่ระบบการศึกษา เมื่อเขาอยากศึกษา อยากมีความรู้ แต่เขาไม่สามารถนำเงินมาจ่ายได้ ดังนั้นภูมิใจไทยนำเสนอว่า หนี้ กยศ. เราจะไม่มีการฟ้องคดี เป็นการปลดชนักติดหลังให้กับนักเรียน-นักศึกษาที่เขาไม่มีโอกาสเรียน ให้มีความรู้ มีอาชีพโดยไม่ต้องกังวล

“นอกจากเรื่อง กยศ. นักเรียน-นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่หรือกำลังจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แล้วคุณเลือกเรียนในสาขาวิชาที่รัฐต้องการ และเป็นสาขาวิชาที่ ณ ปัจจุบันจนถึงในอนาคตมีความต้องการมากขึ้น อย่างแรกคุณเรียนฟรี อย่างที่ 2 เมื่อจบการศึกษา ค่าเทอมที่ปกติคุณต้องจ่ายเท่าไหร่ก็ตาม รัฐจะให้เป็นโบนัสเมื่อคุณเรียนจบ” ดร.อิสราพรกล่าว

ในช่วงที่ 2 ตอบคำถามจากนักศึกษา กับคำถามที่ว่า ‘ถ้าท่านได้เป็นรัฐบาล จะเปิดให้ประชาชนได้มีสิทธิเสรีภาพในการออกความคิดเห็นในการชุมนุมหรือไม่ อย่างไร เพราะอะไร’

ดร.อิสราพรกล่าวว่า คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ในการแสดงออกได้ ไม่จำกัดเรื่องและกรอบ และทุกวันนี้ต้องยอมรับ โดยเฉพาะมาตรา 116 ที่พูดในเรื่องของการชุมนุมที่ใช้ในการปราบปรามเด็กและเยาวชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

“อุ้ม ในฐานะคนรุ่นใหม่ แม้จะเป็นตัวแทนของพรรคที่ทุกคนอาจจะบอกว่าเป็นพรรคอนุรักษนิยม แต่ในเรื่องการแสดงออกโดยชอบ ในทุกพื้นที่ต้องกระทำได้ และในมาตราต่างๆ โดยเฉพาะมาตรา 116 ที่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปราบปรามความคิดเห็นของเด็กรุ่นใหม่ อันนี้ต้องมีการปรับหรือแก้ไข

“ถ้าคนที่นำมาตรา 116 มากลั่นแกล้ง กล่าวหาใส่ความกัน เราต้องนำมาตราอื่นๆ ที่อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา เช่น มาตรา 172 173 ในการแจ้งข้อความเท็จเป็นความผิดอาญา ต้องนำมาตราตรงนั้นมาบังคับใช้ และถ้าคุณเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีแนวคิดในการปราบปรามการชุมนุม จะต้องมีความผิดในตำแหน่งหน้าที่ราชการด้วย” ดร.อิสราพรกล่าว

สำหรับช่วงสุดท้าย ดร.อิสราพร ประชันนโยบายว่า การเลือกตั้งกี่ครั้งก็มีนักการเมืองมาพูดเกี่ยวกับนโยบาย แล้วไม่เคยทำได้จริง ตนเชื่อว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องอันดับต้นๆ ที่คนรุ่นใหม่เบื่อ ฉะนั้นวันนี้ภูมิใจไทยจึงมานำเสนอนโยบายที่ได้คิดวิเคราะห์มาแล้วว่าทำได้จริง และทำได้ในเวลาที่สั้นที่สุด โดยใช้งบประมาณน้อยที่สุด

“ในมิติแรก เชื่อว่าคนรุ่นใหม่เบื่อเหลือเกินในการออกไปสูดฝุ่นพิษควันพิษ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ใน กทม.เราบอกว่ารถเมล์ต้องเป็นรถเมล์ไฟฟ้าทั้งหมด และภายในปี 2567 จะมีรถเมล์ไฟฟ้าทั้งหมด 5,000 คัน

“อีกยานพาหนะหนึ่งใน กทม. ที่ปล่อยมลพิษมากคือมอเตอร์ไซค์ เราเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน ในการซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันละ 6,000 บาท ผ่อนเดือนละ 100 บาท และมากไปกว่านั้นในมิติเรื่องของสิ่งแวดล้อม เราให้ solar rooftop ฟรีครัวเรือนละ 1 อันทั้งหมดทั้งมวลนี้ จะทำให้ลดการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลงได้ 50% นั่นแปลว่าอากาศบริสุทธิ์ขึ้น” ดร.อิสราพรกล่าว

ดร.อิสราพรกล่าวต่อว่า มิติที่ 2 คนรุ่นใหม่ทุกวันนี้กลัวที่เราจะต้องแบกภาระเกี่ยวกับสุขภาพของพ่อกับแม่

“วันนี้ท่านอาจจะยังไม่เป็นไร แต่วันข้างหน้าก็ไม่แน่ อันนี้พูดกันตรงๆ โรคมะเร็ง โรคไตวายเรื้อรังเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก มะเร็งรักษากันทีหลักแสนหลักล้าน ไตวายเรื้อรังเดือนละ 20,000-30,000 บาท วันนี้ภูมิใจไทยเรานำเสนอว่าถ้าคุณเป็นมะเร็ง เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็งฟรีทุกจังหวัดต้องใช้ได้ และการ ฟอกไตทางเส้นเลือด ต้องทำได้ฟรีทุกอำเภอ” ดร.อิสราพรเผย

ดร.อิสราพรกล่าวต่อว่า มิติที่ 3 คนรุ่นใหม่อยากเห็นสังคมที่คนตัวเล็ก ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาส หลายคนอยากเป็นสตาร์ทอัพ เป็นพ่อค้าแม่ค้า มีไอเดียที่ดีแต่ไม่มีเงินทุน ถ้าอายุ 20 ปีขึ้นไป ภูมิใจไทยมีเงินทุนให้คนละ 50,000 บาท ในการนำไปต่อยอดธุรกิจ ส่วยมิติที่ 4 คือเรื่องการศึกษา การกู้ กยศ. ไม่มีการเสียค่าปรับ ไม่มีดอกเบี้ยหรือการฟ้องร้อง และถ้าเลือกเรียนในสาขาที่รัฐต้องการ จะได้เรียนได้ฟรี มีโบนัสให้

“มิติสุดท้ายตอนนี้คนรุ่นใหม่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเห็นตลาดหุ้นไปถึง 2,000 จุด ถามว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร จุดที่ตลาดหุ้นไทยกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่ง ภูมิใจไทยเสนอโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองท่าเหมือนประเทศสิงคโปร์ ใน 5 มิตินี้คือสิ่งที่เราจะทำให้คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยได้เห็น และเราพิสูจน์จากนโยบายชุดที่แล้วว่าเราพูดแล้วทำ” ดร.อิสราพรกล่าว