หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการประเมินกลยุทธ์พรรคการเมืองต่างๆ ที่ใช้หาเสียงหลังผ่านมาครึ่งทาง แต่ละพรรคควรปรับกลยุทธ์และแนวทางการหาเสียงอย่างไรเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาเลือกคนที่ใช่ พรรคที่ชอบก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายการหาเสียง
วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้งนั้น ต่างฝ่ายก็ต่างชิงชัยในฝั่งของขั้วอุดมการณ์ทางการเมืองของตัวเอง หมายความว่าฝั่งอนุรักษนิยมซึ่งประกอบไปด้วย พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต้องชิงชัยฐานคะแนนโหวตเตอร์ให้ตัวเองเป็นที่หนึ่งเพื่อจะได้มีอำนาจต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาล เช่นเดียวกันกับฝั่งเสรีนิยมซึ่งจะมีพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่จะเป็นคะแนนที่กัดกินพื้นที่กันเอง ซึ่งจะกระทบต่อแผนการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต แน่นอนว่าสังคมการเมืองไทยเคลื่อนเข้าสู่การต่อสู้เรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองแบบอนุรักษนิยมและเสรีนิยม ในขณะนี้เสียงคงไม่สะวิงมาจากผู้สนับสนุนฝ่ายอนุรักษนิยมมาฝั่งเสรีนิยม ดังนั้น ความชัดเจนเรื่องนโยบายหาเสียงคงเป็นเรื่องที่ชูกันในสองสัปดาห์สุดท้าย
สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องการเดินสายขึ้นเวทีดีเบตทั้งในเวทีกระแสหลักและในสื่อแพลตฟอร์มต่างๆ มีความจำเป็นอย่างมากต่อการสร้างจิตวิทยาทางการเมืองให้ผู้คนเห็นว่าใครจะมีแต้มต่อหรือโน้มน้าวให้คนเชื่อว่าพรรคการเมืองนี้จะมีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ดังนั้น ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายการเตรียมขุนพลหรือคนที่มีฝีปากกล้าและมีเนื้อหาข้อมูลที่ชัดเจนก็จะเป็นการเสริมสร้างช่วยการหาเสียงให้เกิดความเร้าใจ และนำไปสู่การกระตุ้นให้ประชาชนได้ศึกษานโยบายเปรียบเทียบและวิสัยทัศน์ของผู้นำทางการเมืองจากการดีเบต
ด้านฝ่ายอนุรักษนิยมพยายามจะชูเรื่องการทำงานอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันตัวเองก็มีข้อจำกัดในแง่ของการที่ประชาชนเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย แน่นอนว่าเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ฝ่ายอนุรักษนิยมเจอโจทย์ที่ภูผาหินที่ก้าวข้ามหรือปีนป่ายได้ยาก การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชูธงความเป็นพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมมาประมาณ 9 ปีนั้น ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ทางฝ่ายเสรีนิยมโจทย์จะง่ายกว่าหากไม่มองเรื่องของยุทธศาสตร์ทางการเมืองตัวเองมากเกินไป เช่น พท.ที่ไปจับจุดเรื่องของยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์ หากเป็นการแลนด์สไลด์ด้วยกันของฝ่ายเสรีนิยมมันค่อนข้างจะมีพื้นที่ที่ผ่อนคลายกับยุทธศาสตร์ของตัวเองได้ดีในระดับหนึ่ง แม้ว่าอำนาจต่อรองจะลดลง หมายความว่าฝ่ายเสรีนิยมนั้นโอกาสจะแลนด์สไลด์หรือมีตัวเลขมากกว่าฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นไปได้สูงกว่ามากกว่าที่จะเป็นการแลนด์สไลด์โดยลำพัง เพราะฉะนั้นถ้าปรับโหมดยุทธศาสตร์แลนด์สไลด์ของพรรคเป็นการแลนด์สไลด์ของฝ่ายเดียวกันจะมีความเป็นไปได้ แต่ทั้งนี้โจทย์ที่พรรค พท.คำนึงไว้แล้วว่าเงื่อนไขหรือนโยบายการหาเสียงของฝ่ายเสรีนิยมด้วยกัน
อย่างกรณีของพรรค ก.ก. ที่บางนโยบายก็อาจจะยังตึงและนำไปสู่การเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่เกิดการตั้งคำถามอยู่ว่าหากพรรค ก.ก.ไม่ปรับลดเพดานการเคลื่อนไหวหรือการชูนโยบายก็อาจจะทำให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันของฝ่ายเสรีนิยมเกิดความยากลำบากได้ แต่ก็ต้องเข้าใจพรรค ก.ก.ด้วยเช่นกันว่าในเรื่องของยุทธศาสตร์เขาต้องการสร้างความชัดเจนเพราะไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากพรรค พท.ที่มีความซับซ้อนในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งมีหลายมิติ ที่ใจหนึ่งก็อยากจะประนีประนอมแตะมือกับฝ่ายอนุรักษนิยม อีกใจหนึ่งก็อยากจะแลนด์สไลด์และดึงพรรคขั้วเสรีนิยมด้วยการในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็รู้ว่าการแตะมือฝ่ายอนุรักษนิยมบางพรรคนั้นต้องทำการเคลียร์ใจกับฝ่ายตัวเองเสียก่อน หมายถึงมวลชนและแฟนคลับที่จงรักภักดีต่อพรรคใหญ่อย่างพรรค พท.ว่าจะคิดเห็นอย่างไร
ด้านของพรรคการเมืองขนาดกลางและพรรคการเมืองขนาดเล็กในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจจะเกิดภาวะยากลำบาก เพราะว่าบัตรเลือกตั้ง 2 ใบจะนำไปสู่การที่ประชาชนจะกาแบบแลนด์สไลด์คือกาทั้งพรรคและคนในพรรคเดียวกันจะมีแนวโน้มมากขึ้นกว่าการแบ่งใจแบบแยกส่วน เพราะการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์บางครั้งมีผลต่อจิตวิทยาเพราะประชาชนอาจจะเลือกพรรคที่ต้องการให้มาทำงานทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคการเมืองขนาดกลางและพรรคการเมืองขนาดเล็ก โดยเฉพาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบ 100 ที่นั่งนั้น ไม่เอื้อให้พรรคการเมืองขนาดเล็กสามารถแจ้งเกิดได้เลย และส.ส.เขตก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะพรรคขนาดกลางอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา หรือพรรคชาติพัฒนากล้า ที่แม้จะมี ส.ส.เขตที่เป็นพวกตระกูลทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ดูแนวโน้มทิศทางว่ามันจะมีข้อจำกัดการเติบโตไม่สามารถเพิ่มที่นั่งได้มากกว่านี้ ดังนั้น ก็จะเป็นทางเลือกในระดับท้ายๆ ยกเว้นว่า พรรคการเมืองขนาดกลางออกตัวและประกาศตัวเองว่ายืนอยู่ข้างอุดมการณ์ทางการเมืองข้างใดข้างหนึ่งก็จะได้รับการให้มาเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล
อย่างกรณีพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่ประกาศตัวเองว่าเป็นฝ่ายของอุดมการณ์แบบเสรีนิยม
ไม่เอาเผด็จการ ก็จะสามารถทำให้ประชาชนมองภาพได้ชัดเจนมากขึ้น
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
โสุดท้ายของการเลือกตั้ง ส.ส.ผมเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองรู้อยู่แล้ว หรือคาดการณ์ว่า พรรคการเมืองของตนนั้นจะได้กี่ที่นั่ง ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองได้มีการทำโพลของตัวเอง เพื่อการประเมินคะแนนนิยมของพรรคตัวเอง ส่วนพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะทำต่อไปคือปล่อยชุดแคมเปญพิเศษ อาจจะเป็นนโยบายสำคัญๆ เพื่อหวังคะแนนที่จะได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยุทธศาสตร์สำคัญๆ ที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจของกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น ท่าทีในการจัดตั้งรัฐบาล จะไปฟากไหนก็จะเริ่มแสดงความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญปฏิบัติการของเกมใต้ดิน ในส่วนที่มีโอกาสชนะ ถ้าพบว่าพื้นที่ใดแพ้ก็ปล่อยไปเลย เพราะไม่มีประโยชน์ต่อชัยชนะ
ภาพที่เห็นในขณะนี้มีพรรคการเมืองบางพรรค ไม่ยอมส่งค่าใช้จ่ายให้กับผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง หากมองในเรื่องระบบปาร์ตี้ลิสต์จะต้องใช้คะแนนเสียง 350,000 คนต่อ ส.ส. 1 คน โดยเฉพาะพรรคขนาดเล็กทำได้ยาก เพราะต้องใช้สรรพกำลัง ทรัพยากร การประชาสัมพันธ์เยอะ โอกาสที่มีน้อยที่จะได้ ส.ส.ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ ไม่คุ้มกับการลงทุน ทำให้พรรคการเมืองบางพรรคคิดว่าไม่จ่ายดีกว่า
ความได้เปรียบเสียเปรียบในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง มองพรรคเพื่อไทยได้เปรียบสูงสุด กระแสก็ดีมาเยอะที่สุด มีโอกาสได้รับเลือกตั้ง ส.ส.จำนวนมาก และพร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยเหมือนกับคนถูกหวยรางวัลที่ 1 แต่ไม่รู้จะขึ้นเงินที่ไหน ประกอบกับช่วงนี้กระแสสังคมได้กดดันพรรคเพื่อไทยให้จับมือกับฝ่ายประชาธิปไตย โดยมีพรรคก้าวไกลเป็นหลัก ซึ่งกระแสแบบนี้ แน่นอนอาจจะถูกใจกองเชียร์ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงพรรคเพื่อไทยก็ลำบากใจ หากจะต้องรวมกับพรรคก้าวไกล
เพราะว่าพรรคเพื่อไทยมีนักการเมืองมาจากกลุ่มบ้านใหญ่ และนักการเมืองที่มาอยู่พรรคเพื่อไทยต้องการจะมาต่อรองกับตำแหน่ง หากไปรวมกับพรรคก้าวไกล อาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว ในขณะเดียวกันหากพรรคเพื่อไทยไปจับมือกับฝั่งพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นไปได้ในโลกความเป็นจริงทางการเมือง แต่ประชาชน กลุ่มมวลชนไม่ค่อยสนับสนุน ซึ่งอาจจะตัดสินใจในห้วงสุดท้ายก่อนที่จะตั้งรัฐบาล
โค้งสุดท้ายนี้บางพรรคการเมืองต้องมีแคมเปญ หรือยุทธศาสตร์บางอย่าง เพื่อรักษาฐานคะแนนเสียงตรงนี้ไว้ ตอนนี้พรรคเพื่อไทยลำบากมาก เพราะพรรคก้าวไกลมีคะแนนความนิยมสูงขึ้นทุกวัน และพรรคก้าวไกลมีเจตนาและจงใจ ต้องกดดันเพื่อให้พรรคเพื่อไทยมีความชัดเจน พรรคเพื่อไทยจะร่วมกับพรรคก้าวไกลหรือไม่นั้นไม่สนใจ แต่พรรคก้าวไกลพยายามจะแสดงอำนาจนำเพื่อขี่คอพรรคเพื่อไทย
ส่วนกรณีที่มีการประเมินว่าพรรคก้าวไกลจะได้ประมาณ 100 เสียง ผมมองว่าคงไม่ถึง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพรรคก้าวไกลต้องทำเต็มที่เพราะช่วงนี้คะแนนนิยมมีสูงขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการดีเบต หรือการกดดันพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคก้าวไกลตอนนี้ทำเต็มที่ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง หากได้ร่วมรัฐบาล ก็จะต่อรองตำแหน่งกระทรวงสำคัญๆ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงาน ซึ่งพรรคก้าวไกลต้องการกระทรวงพวกนี้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยให้ไม่ได้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันหากพรรคก้าวไกลอยู่ฝ่ายค้าน ถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีการตรวจสอบเข้มข้นอย่างแน่นอน หากมองในด้านที่ดี ก็จะเห็นว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีฝ่ายค้านที่มีพลานุภาพในการตรวจสอบ จะทำให้ประชาชนได้ผลประโยชน์ในส่วนนี้ไปด้วย
พรรครวมไทยสร้างชาติ มีความได้เปรียบของกลไกรัฐธรรมนูญที่เอื้อ หากเป็นฝั่งของพรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องใช้เสียง 375 ขึ้นไป หากพรรครวมไทยสร้างชาติต้องการจัดตั้งรัฐบาลในซีกของพรรคอนุรักษนิยมก็เป็นไปได้ แต่สิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติจะต้องเจอคือ แรงกดดันจากประชาชนค่อนข้างมาก เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งปี 62 คือ ประชาชนจะมองว่าพรรคพลังประชารัฐอาศัยความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะไม่ได้เป็นเบอร์ 1 แต่อาศัยความได้เปรียบจากรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะทำให้คะแนนนิยมของพรรคพลังประชารัฐน้อยลงไป และมีแรงกดดันมากยิ่งขึ้น
พรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งพรรคภูมิใจไทย เชื่อว่ามีความลื่นไหล ส่วนหนึ่งเพราะพรรคก้าวไกลพยายามกดดันพรรคเพื่อไทยแบบนี้ พรรคเพื่อไทยอาจจะมีการประเมินแล้วว่า ควรจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย แต่ขณะเดียวกับพรรค พล.อ.ประยุทธ์ได้ 40-50 เสียง ก็อาจจะจัดตั้งรัฐบาลเองก็ได้ เพราะมีความยืดหยุ่นมากในเวลานี้
พรรคภูมิใจไทยช่วงนี้จะเห็นว่ากระแสไม่ค่อยมีในโพล แต่เชื่อว่าฐาน ส.ส.ที่มีอยู่ 50-60 เสียงนั้นมีอยู่จริง แต่ ส.ส.ที่มีสมทบส่วนใหญ่มาจากตระกูลทางการเมืองที่มีคะแนนเสียงอยู่จริงในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้พรรคภูมิใจไทยอาจจะมีคะแนนเสียงได้เกือบ 100 เสียง และเป็นพรรคการเมืองที่พรรคมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลต้องการพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ไม่เกิน 100 เสียง แต่หากพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมากกว่า 100 เสียงขึ้น พรรคที่จัดตั้งรัฐบาลก็ไม่ต้องการ เพราะมีอำนาจการต่อรองสูง นอกจากนี้ ยังต้องการพรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียง 30-50 เสียง เพราะมีอำนาจการต่อรองไม่ค่อยสูง จึงอยากได้มาร่วมรัฐบาล
พรรคประชาธิปัตย์มองดูแล้วกำลังพยายามปลุกใจตัวเองว่าต้องการ 50 เสียง แต่ในโลกของความเป็นจริงมันยาก เพราะพื้นที่ภาคใต้ในอดีตสู้ 3-4 พรรค บวกกับพรรคประชาธิปัตย์ที่คัดตัวลงมาต่อสู้ ไม่มีตัวตึง แต่กลายเป็นลูกหลานของนักการเมือง บ้านใหญ่ ซึ่งคนในพื้นที่ หรือคนในจังหวัดนั้นๆ ได้มีการตั้งคำถาม ส.ส.ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ทำไมเล่นเกมแบบนี้ ก็ต้องรับผลกรรมทางการเมืองที่ก่อเอาไว้
โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งได้มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกในการจัดตั้งรัฐบาล มองว่าเป็นเรื่องปกติ เริ่มเข้าสู่จะมีการเลือกตั้ง และได้เห็นรูปร่างว่าการเลือกตั้งแบ่งเป็น 2 ขั้ว และมีความได้เปรียบเสียเปรียบคนละมุม จึงไม่แปลกฝ่ายที่ได้เปรียบจะเกิดแลนด์สไลด์ก็ยาก จึงต้องเป็นรัฐบาลผสม เช่นเดียวกันพรรคฝ่ายไม่แลนด์สไลด์จะต้องรัฐบาลผสมก็ยังยากเหมือนกัน เพราะอาจจะตกลงกันไม่ได้ระหว่างแกนหลัก 2-3 พรรค จึงเป็นโอกาสของปีกหนึ่งที่มีรัฐธรรมนูญและ ส.ว.เอื้อประโยชน์อยู่ จึงสามารถสร้างจุดขายในการจัดตั้งรัฐบาลได้ทั้งคู่

