บทนำวันศุกร์ที่27เมษายน2566 : ลดโอกาสเพิ่มหนี้
การพบปะกันระหว่างผู้สื่อข่าวกับธนาคารแห่งประเทศไทยมีข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย โดยนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีขยายตัว 3.6% และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจครึ่งปีแรก 2566 ขยายตัว 4.3% มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 16 ล้านคน คาดว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวไทย 28 ล้านคน ส่งผลให้การว่างงานลดลง 2.6 ล้านคน ขณะที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวที่ 4.2% ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่ตัวเลขการเติบโตเป็นบวก อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อน่ากังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน แม้จะปรับตัวลงแต่ยังมียอดหนี้ครัวเรือนมากกว่า 80%
หนี้ครัวเรือนนอกจากจะมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจแล้วยังสะท้อนความลำบากของประชาชน เพราะมีรายได้ไม่พอรายจ่ายจึงต้องกู้ยืม ซึ่งที่ผ่านมาขณะที่โลกเผชิญหน้ากับโรคโควิด-19 ทำให้หลายคนขาดรายได้จนต้องกู้ยืมผู้ที่มีเงินมาจุนเจือครอบครัว หลังจากโรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลายแต่หนี้สินก็ยังคงพอกพูนต่อไป เพราะมรสุมวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้ลดน้อยถอยลง เนื่องจากเกิดภาวะเงินเฟ้อและเกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน สินค้าขยับราคาขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายมากขณะที่รายได้เติบโตไม่ทัน
ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเหตุให้ต้นทุนต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งค่าไฟฟ้า และกำลังมีข้อเสนอจากการประปาว่าสมควรที่จะปรับราคาขึ้นด้วย ทำให้ทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชนออกมาส่งเสียง โดยภาคเอกชนเป็นห่วงเรื่องต้นทุนที่จะกระทบต่อการจ้างงานและราคาสินค้าที่อาจต้องปรับตัวขึ้นอีก ส่วนภาคประชาชนไม่ว่าจะเป็นคนที่มีรายได้มาก หรือรายได้น้อยต่างได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยกว่ารายจ่ายอยู่แล้วย่อมได้รับผลกระทบมากกว่าเดิม
สถานการณ์เช่นนี้ต้องการนักบริหารที่เข้ามาจัดการเพราะมีหลายปัจจัยที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันต่อสถานการณ์ ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเลือกตั้งและกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ต้องใช้เวลา ส่วนพรรคการเมืองต่างๆ เองก็ทำได้แค่เสนอความคิดเห็น ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ห้วงเวลาเช่นนี้กลไกที่มีอยู่จะทำอย่างไรให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนได้รับการเยียวยา ช่วยให้ช่วงเวลาที่รอรัฐบาลใหม่ไม่เป็นช่วงเวลาที่ภาคครัวเรือนหมดสิ้นหนทางใดๆ จนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาชดเชยรายได้ที่มีไม่พอรายจ่ายเพื่อให้ชีวิตสามารถดำเนินต่อไปได้ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังจะฟื้น

