เมื่อวันที่ 28 เมษายน กลุ่มสภาที่ 3 ร่วมกับ คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 จัดเวทีสภาที่ 3 Speak วาระประเทศไทย เรื่อง “อนาคตประเทศไทย หลังการเลือกตั้ง #66” ถ่ายทอดสดทาง Facebook Live “สภาที่สาม – The Third Council Speaks” ผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ (รศ.) ดร. พิชาย รัตนดิลก ณภูเก็ต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 และ ดร.กุลชยา เต็มชวาลา จากกลุ่มแรงคิด
รศ.ดร. พิชาย กล่าวถึงภาพรวมจากการสำรวจของนิด้าโพล พบว่าคน 70% ของประเทศต้องการเปลี่ยนแปลง ดูจากคะแนนนิยมของฝ่ายค้านและความต้องการเปลี่ยนรัฐบาลอย่างชัดเจน เริ่มเห็นทิศทางตั้งแต่ปี 2565 ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้รับความนิยมจากประชาชนเกิน 50% และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเกิน 70 % ซึ่งเป็นอารมณ์ของประชาชนที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งได้ระดับหนึ่ง แม้ไม่ได้ชี้ขาด เพราะกติกาและระบบอุปถัมภ์ของไทยจึงอนุมานอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ เนื่องจากมีปัจจัยบางอย่างเข้ามา คือ การเลือกตั้งระดับเขต ที่นอกจากความนิยมพรรคและนโยบายแล้ว ยังมีการใช้เงินทุน เครือข่ายและระบบหัวคะแนน จึงทำให้เจตจำนงของประชาชนที่สะท้อนอย่างอิสระในโพลล์เปลี่ยนแปลงได้บ้าง
“กระแสความต้องการอยากเปลี่ยนประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกระแสสูงขึ้นมากช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง จึงคิดว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านปัจจุบัน 5 พรรค อาจได้เสียง 300-320 ที่นั่ง เฉพาะพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล รวมกันอาจได้ถึง 300 ที่นั่ง ถ้ายึดตามเจตนารมณ์ของประชาชนและเดินตามครรลองประชาธิปไตย ก็จะเห็นรัฐบาลใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ มีพักเก้าไกลและพรรคร่วมฝ่ายค้านปัจจุบันอื่นๆเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ซึ่งประเทศไทยเคยมีครรลองนี้มาระยะหนึ่งแต่ถูกทำลายไปแล้ว ในปัจจุบันจึงเกิดได้ยาก เพราะมีโครงสร้างอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำที่เขียนรัฐธรรมนูญให้มี ส.ว.แต่งตัั้งมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ดังนั้น การเลือกนายกฯจึงอาจมีปัญหา เพราะต้องใช้ถึง 376 เสียงในรัฐสภา คือรวม ส.ว.ด้วย จึงทำให้แม้พรรคฝ่ายค้านปัจจุบันได้เสียงข้างมากเกิน 300 เสียง แต่ก็ไม่เพียงพอพี่จะจัดตั้งรัฐบาลได้”
จากนั้น รศ.ดร.พิชาย นำเสนอแนวโน้มที่จะเป็นทางออกจากปัญหาการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 3 แนวทาง ได้แก่
สูตรที่ 1 พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและอาจต้องชวนพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยเพื่อร่วมโหวตเลือกนายกฯ แต่สูตรนี้ไม่ง่ายเพราะต้องมีการยื่นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล ขณะที่บางพรรคมีจุดยืนที่ไม่สามารถผลักดันนโยบายร่วมกันได้ พรรคภูมิใจไทยต้องมีเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลคือให้สนับสนุนนโยบายเกี่ยวกับกัญชา แต่พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ไม่สนับสนุนนโยบายนี้ จึงเป็นไปได้ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านปัจจุบันจะชวนเพียงพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อรวมเสียงให้เกิน 376 เสียง ทำให้เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งจะเป็นตามวิถีทางประชาธิปไตยที่ให้ ส.ส.กำหนดผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีและปัจจุบันอาจมี ส.ว.บางส่วนสนับสนุนอยู่บ้างด้วย
รศ.ดร.พิชาย กล่าวว่า สูตรแรกนี้จะทำให้ได้รัฐบาลเสียงข้างมากตามการรองประชาธิปไตย แต่ฝ่ายค้านอ่อนแอ ซึ่งจะมีเพียงพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคภูมิใจไทยและพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยเป็นรัฐบาลไม่เคยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ทั้งยังเป็นการเปลี่ยนทิศทางการเมืองแบบ 360 องศา จากจารีตนิยมสุดขั้วเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยในเชิงสังคมมากขึ้น กลุ่มจารีตอาจคับข้องใจ อาจมีการชุมนุม แต่เชื่อว่าไม่สามารถสั่นคลอนรัฐบาลได้ ทั้งในกลุ่มอนุรักษ์นิยมจารีตก็ไม่มีความชอบธรรมในการดำเนินการ สำหรับการรัฐประหารนั้นจะเกิดขึ้นได้ยากในเงื่อนไขปัจจุบันและอนาคต อย่างไรก็ตามอยู่ที่รัฐบาลตามสูตรนี้ที่ต้องบริหารประเทศอย่างระมัดระวังไม่ให้มีข้อครหาหรือการทุจริตที่จะเกิดเป็นข้ออ้างในการรัฐประหาร
สูตรที่ 2 พรรคเพื่อไทยต้องประนีประนอมกับขั้วอำนาจเก่าคือจับมือกับพรรคพลังประชารัฐเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจากการคาดการณ์ ถ้าเพื่อไทยได้ 240 เสียงพลังประชารัฐได้อีก 40 เสียง รวมเป็น 280 เสียง เป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และยังบวกกับเสียงของ ส.ว. ในรัฐสภาที่จะมาสนับสนุนพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคประชารัฐอีกประมาณ 100 รวมเป็น 380 เสียง เกินครึ่งรัฐสภา และเพื่อความปลอดภัยอาจดึงพรรคขนาดเล็ก ให้เฉพาะเสียง ส.ส. ได้ถึง 300 เสียง ก็เป็นจำนวนที่ทุกรัฐบาลต้องการ ถือเป็นการกันเหนียวทางการเมืองไว้อีกด้วย
ปมปัญหาของสูตรที่ 2 นั้น รศ.ดร.พิชาย ระบุว่า แนวโน้มสูตรที่ 2 นี้จะมีปมปัญหาคือ มวลชนจะไม่พอใจพรรคเพื่อไทย ที่ผิดสัจจะวาจาที่ไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ , ปมปัญหาที่ 2 ในสูตรนี้คือใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเยอะก็ไม่สามารถยกตำแหน่งนายกฯให้พรรคการเมืองอื่นได้ ขณะที่พลเอกประวิตร ก็ใช้ฐานของ ส.ว.มาต่อรอง อย่างไรก็ตามมองว่า พลังของพรรคพลังประชารัฐและคะแนนเสียงจะน้อยกว่าพรรคเพื่อไทยและหาก พปชร.อยากร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอาจโยนเงื่อนไขให้พลเอกประวิตร ต้องไม่รับตำแหน่งใดๆทางการเมือง เพื่อตัดความเกี่ยวโยงกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารตามที่พรรคเพื่อไทยประกาศไว้
“สูตรที่ 2 นี้ จะรับมือฝ่ายค้านที่ทรงพลัง คือ พรรคก้าวไกล และยังมีพรรคประชาธิปัตย์ด้วย สูตรนี่จึงมีอีกแนวโน้มที่พรรคเพื่อไทยจะดึงพรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลด้วย แต่สำหรับก้าวไกลจะไม่ร่วมรัฐบาลแน่นอน และหากเป็นไปตามสูตรนี้การบริหารประเทศที่นำโดยพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องหรือดีขึ้นบ้าง แต่ในด้านอื่นๆจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง บ้างแต่ด้านอื่นไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหารหรือนิรโทษกรรมทางการเมือง ที่พรรคเพื่อไทยเคยสนับสนุนอาจจะไม่ได้ดำเนินการ เพราะเหลือเพียงพรรคก้าวไกลที่มีนโยบายและผลักดัน แต่ก็อยู่ในสถานะฝ่ายค้าน”
รศ.ดร.พิชาย กล่าวด้วยว่า ยังมีสูตรที่ 3 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดอันตรายต่อสังคมไทยหากดำเนินการตามสูตรนี้แต่มีข่าวการเตรียมการโดยที่ปรึกษาของ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ดึงดันจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยให้ได้ โดยการรวม 4 พรรครัฐบาลในปัจจุบันจะได้ประมาณ 100 กว่าเสียง แล้วจะให้ ส.ว.สนับสนุนเสียงในรัฐสภา แต่สูตรนี้รัฐบาลจะไร้เสถียรภาพและจะสร้างปัญหาให้ประเทศอย่างมหาศาล จะมีการชุมนุม รัฐบาลจะบริหารประเทศไม่ได้และต่างชาติจะบอยคอร์ด ดังนั้น ถ้าสว. บางส่วนและพลเอกประยุทธ์ยังมีสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศก็คงไม่ดึงดันจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ดร.พิชาย เห็นว่า จะดูเบากลุ่มชนชั้นนำไม่ได้เช่นกัน
“สูตรของรัฐบาลใหม่ที่มีโอกาสเป็นไปได้และให้การบริหารเป็นไปได้ดี คือ สูตรที่ 1 โดยพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง และดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งจะเป็นตามครรลองประชาธิปไตย รัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่ได้ฝ่ายค้านที่อ่อนแอ อีกทั้งชนชั้นนำจารีนิยมจะไม่พอใจแต่ก็ไม่สามารถสั่นคลอนรัฐบาลได้” รศ.ดร.พิชาย กล่าว
จากนั้น รศ.ดร.พิชาย กล่าวว่า สิ่งที่ไม่อยากเห็นหลังการเลือกตั้งคือผู้มีอำนาจหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่เคารพกติกาและครรลองประชาธิปไตย ไม่อยากเห็นการยุบพรรคการเมือง ซึ่งตนมองว่าจะมี 2 ระยะที่ทำได้คือ ระยะแรกภายใน 60 วันก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) จะรับรองผลเลือกตั้ง ถ้ายุบพรรคช่วงนี้จะเกิดปัญหาสั่นคลอนประชาธิปไตยแน่นอน เพราะประชาชนไม่พอใจ เนื่องจากผู้ที่เลือกมาทั้งหมดไม่ได้เป็น ส.ส. เนื่องจากพรรคการเมืองโดนยุบไปแล้ว / ระยะ 2 คือ ยุบพรรคหลัง กกต.รับรองผลและสถานภาพการเป็น ส.ส เพื่อดูด ส.ส.ที่พรรคโดนยุบไปแล้ว ซึ่งต่างจะเกิดผลเลวร้ายเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ อยากเห็น ส.ว. เคารพประชาชน ,คนที่แพ้การเลือกตั้งเคารพกติกาและอยากเห็นรัฐบาลเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

