‘กลยุทธ์’ โค้งสุดท้าย 2 ขั้วปรับเกมชิงแต้ม ท้าทาย กกต.คุมเลือกตั้ง
นับถอยหลังอีก 14 วัน จะถึงวันเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ พร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. ตามกติกาการเลือกตั้งที่กลับมาใช้บัตร 2 ใบ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีการแก้ไขเป็น บัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต เลือกคนที่รักทั้ง 400 เขต จะเป็นบัตรสีม่วง และบัตรสีเขียว คือ เลือกพรรคที่ชอบทั้ง 100 ที่นั่ง เลือกผู้แทนราษฎรรวม 500 คน เข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชน ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน
ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง 67 พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ต่างต้องปล่อยหมัดเด็ด กลยุทธ์ และยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อหวังตรึงคะแนน และเรียกคะแนนนิยมให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 52,278,045 คน มาเลือกผู้สมัคร ส.ส.ให้ได้มากที่สุด เพราะนอกจากผลโพลของแต่ละสำนักที่เปิดเผยออกมาว่า ใครเป็นต่อ ใครเป็นรอง ซึ่งยังสามารถแก้เกม ปรับจุดอ่อนในช่วงโค้งสุดท้ายได้ ความเคลื่อนไหวที่แต่ละพรรคนำเสนอที่เห็นชัดเจน คือ นโยบาย จุดยืนทางการเมือง และความพร้อม หากได้รับเลือกเข้าไปทำหน้าที่เป็นรัฐบาล
เริ่มจาก พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โดย “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เลือกที่จะใช้จุดแข็งผ่านการสื่อสาร ทั้งขึ้นเวทีดีเบตด้วยตัวเอง เพื่อตรึงแฟนคลับของพรรค ก.ก.ในโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ได้ประกาศจุดยืนทางการเมืองถึงการจับขั้วตั้งรัฐบาลไว้อย่างชัดเจนว่า “มีลุงไม่มีเรา มีเราไม่มีลุง”
ขณะเดียวกันยังประกาศความพร้อมของพรรค ก.ก. ผ่านการแถลงของ “พิธา” เกี่ยวกับแผนงานรัฐบาลก้าวไกลในการขับเคลื่อนนโยบายทั้ง 300 นโยบายของพรรค ก.ก. ทั้งในช่วง 100 วันแรก ช่วง 1 ปี และช่วง 4 ปี ของรัฐบาลก้าวไกล ไฮไลต์นโยบายในช่วง 100 วันแรก อาทิ การเสนอให้มีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจัดให้มีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การทบทวนการดำเนินคดีการเมือง และเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองย้อนหลังไปถึงการรัฐประหารในปี 2549
นโยบายหวยใบเสร็จ เพิ่มกำลังซื้อครั้งใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจรายย่อยให้คึกคักได้ตลอดปี การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำวันละ 450 บาท เป็นต้น เพื่อแสดงจุดยืนและความพร้อมของพรรค ก.ก.ในการเข้ามาทำหน้าที่รัฐบาล อีกทั้งเป็นการลบจุดอ่อนของการเป็นพรรคใหม่ ที่ถูกมองว่ายังไร้ประสบการณ์ในการทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร
ซึ่งแกนนำพรรคได้ยืนยันชัดเจนว่า พรรค ก.ก.ได้โชว์ผลงานการทำหน้าที่ฝ่ายค้านกับการตรวจสอบรัฐบาลในสไตล์การทำงานแบบพรรค ก.ก.มาแล้ว
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งเป็นหนึ่งแกนนำในขั้วประชาธิปไตยเสรีประชาธิปไตยแม้จะชูกลยุทธ์ต้องชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์มาตั้งแต่ช่วงต้นของการหาเสียง แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายย่อมต้องปล่อยกลยุทธ์ออกมาเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงของผู้สนับสนุนในขั้วประชาธิปไตย ที่มีพรรคการเมืองในขั้วเดียวกัน ทั้งพรรค ก.ก.และพรรคร่วมฝ่ายค้านปัจจุบันพร้อมที่จะแชร์เสียงด้วยเช่นกัน ช่วงโค้งสุดท้ายแกนนำพรรค พท. ทั้ง “แพทองธาร ชินวัตร” และ “เศรษฐา ทวีสิน” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาเน้นย้ำถึงการเลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์ คือ ต้องเลือกตั้งให้ชนะขาด ไม่ให้เสียงแตก และห้ามแบ่งใจ เพื่อไม่ให้คะแนนเสียงของขั้วประชาธิปไตยต้องมาแชร์กันเองจนรวมเสียงกันแล้วแพ้ให้กับพรรคการเมืองในขั้วอนุรักษนิยมที่มี พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่พร้อมปล่อยยุทธศาสตร์ทางการเมืองของแต่ละพรรคมาช่วงชิงคะแนนเสียง เพื่อเป้าหมายเป็นแกนนำรวมเสียงของขั้วอนุรักษนิยมจัดตั้งรัฐบาลเช่นเดียวกัน
ไม่เพียงเท่านี้พรรค พท.ได้เปิดห้องติวผู้สมัคร ส.ส.ให้เพิ่มการลงพื้นที่ในช่วงโค้งสุดท้ายเป็น 2 เท่าเพื่อชี้แจงยุทธศาสตร์ต้องเลือกพรรค พท.ให้ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ไม่ให้เกิดเสียงแตกแบ่งไปเลือกพรรคการเมืองอื่นในขั้วเดียวกัน อีกทั้งยังต้องเร่งชี้แจงนโยบายเด็ดอย่างการ แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ให้ประชาชนทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าใจถึงวิธีการและความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวของพรรค พท.หากได้เป็นรัฐบาลให้ได้มากที่สุด รวมทั้งให้ผู้สมัคร ส.ส.เพิ่มการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียมากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงประชาชนและทุกกลุ่มฐานเสียง
นัยยะหนึ่งเพื่อเป็นการแก้เกมพรรค ก.ก.ที่มีฐานเสียงและผู้สนับสนุนผ่านตัวเลขของแพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชียลมีเดียสูงสุดอยู่ในขณะนี้
ยิ่งการแข่งขันหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายทวีความเข้มข้นและดุเดือดมากยิ่ง ผ่านตัวชี้วัดที่เริ่มมีกระแสข่าวการซื้อเสียง และพฤติการณ์ของทั้งผู้สนับสนุน ผู้สมัคร ส.ส.ที่ส่อว่าจะทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมและจัดการเลือกตั้งอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จัดเตรียมความพร้อมทั้งบุคลากรและเจ้าหน้าที่ในการดูแลการเลือกตั้งรวมจำนวน 2,113 คน
ประกอบด้วย ผู้ตรวจการเลือกตั้ง 423 คน ชุดเคลื่อนที่เร็ว 400 ชุด ประจำ 400 เขตเลือกตั้ง จำนวน 1,239 คน ผู้บริหารกลุ่มภารกิจสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัย และดำเนินคดีในศาลและชุดปฏิบัติการข่าว (ส่วนกลาง) 11 ชุด ชุดละ 3 คน จำนวน 66 คน ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร จำนวน 77 คน รองผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร จำนวน 77 คน และชุดปฏิบัติการข่าว (ส่วนจังหวัด) 77 ชุด ชุดละ 3 คน จำนวน 231 คน พร้อมเน้นย้ำชุดเคลื่อนที่เร็วซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ ให้ช่วยรวบรวมพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นในการกระทำความผิด การบันทึกภาพทั้งภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว เสียง ซึ่งการรวบรวมพยานหลักฐานเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะการได้พยานหลักฐานที่ชัดเจนและครบถ้วน จะทำให้การสรุปสำนวนเพื่อการวินิจฉัยเป็นไปได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ รวมทั้งเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย
ซึ่งตามหลักการการควบคุมและดูแลการเลือกตั้งย่อมต้องยึดหลักให้เป็นไปตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน กกต.ของทุกระดับชั้นในการควบคุมดูแลและจัดการเลือกตั้งออกมาให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย
ให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนฉันทามติของประชาชนในการเปลี่ยนผ่านประเทศ

