รายงานหน้า2 : เปิดสูตร‘จับขั้วตั้งรบ.’เสียงข้างน้อยเกิดยาก

30.04.23 | 12:03 น.

รายงานหน้า2 : เปิดสูตร‘จับขั้วตั้งรบ.’เสียงข้างน้อยเกิดยาก

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยหลังการเลือกตั้ง

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

สูตรการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย หากมองรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ดูจากผลคะแนนความนิยมและผลโพล การจัดตั้งรัฐบาลมองได้ว่า กลุ่มประชาธิปไตยจะได้ ส.ส.ข้างมากในสภา อาจจะมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมองว่าหากมีการแลนด์สไลด์ ได้เสียงเกิน 375 ที่นั่งพรรคเดียว ก็จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวแน่นอน แต่ในความเป็นจริงจะยากมาก จึงอาจจะต้องมีพรรคแนวร่วมในปีกประชาธิปไตยก็คือ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคประชาชาติ รวมทั้งพรรคเล็กพรรคน้อย

แต่ก็ยังมีเงื่อนไขระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลว่าจะสามารถร่วมรัฐบาลกันได้จริงหรือไม่ เนื่องจากการจัดสรรตำแหน่งแห่งที่ รวมทั้งการต่อรองในเรื่องรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะทำให้เงื่อนไขทั้ง 2 พรรคไม่สามารถเดินไปด้วยกันได้

Advertisement

ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยมีความพยายามแลนด์สไลด์จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวให้ได้ เพราะพรรคก้าวไกลก็ต้องการตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญๆ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งพรรคเพื่อไทยให้ไม่ได้ อาจจะมีการย้ายขั้วไปอยู่กับพรรคการเมืองที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีดีลลับกัน โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ โดยมีพรรคภูมิใจไทยไปสมทบด้วย การจัดรัฐบาลอาจจะประกอบไปด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนากล้า และพรรคเล็กพรรคน้อย ซึ่งจะเป็นสูตรหนึ่งที่จะเป็นไปได้

นอกจากนี้ก็จะมีปีกขั้วรัฐบาลเดิม ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ มีเสียง ส.ส.ประมาณ 30-40 เสียง พล.อ.ประยุทธ์ก็คงจะจัดตั้งรัฐบาลเช่นเดียวกัน โดยดึงพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือรัฐบาลชุดปัจจุบันมาร่วมรัฐบาล พร้อมทั้งใช้ ส.ว.ในการสนับสนุนเลือกนายกรัฐมนตรี

ส่วนการบริหารงานของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ หาก พล.อ.ประยุทธ์จัดตั้งรัฐบาลได้ ก็จะมีการซื้อ ส.ส.หรือดูด ส.ส.จากฝั่งประชาธิปไตย ที่ไม่ต้องการจะเป็นฝ่ายค้าน และต้องการมาอยู่ฝั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งมี ส.ส.กลุ่มหนึ่งเป็นกังวลใจในเรื่องคดีความของตัวเอง ก็อาจจะตัดสินใจย้ายขั้วมาอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างไรก็ตามหาก พล.อ.ประยุทธ์จัดตั้งรัฐบาลได้ก็จะเจอกับปัจจัยหลายด้านจะมากดดัน โดยเฉพาะสังคมผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมทั้ง ส.ส.ในพรรครวมไทยสร้างชาติมีจำนวนน้อย ก็จะกลายเป็นเสียงข้างน้อยในสภาด้วย มองดูแล้วการจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2 จะถูกแรงกดดันอย่างหนัก

หากมองข้อดีข้อเสียของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2 ถ้ามีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล เชื่อว่าไม่มีข้อดี มีแต่ข้อเสียมากกว่า ข้อดีหายากเพราะต้องอาศัยกติกาของรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง ที่สำคัญเสียง ส.ส.ภายในพรรครวมไทยสร้างชาติจะอยู่ในอันดับ 3-4 ซึ่งจะส่งผลต่ออำนาจการต่อรองจะยากตามมาอีกด้วย มองดูแล้วจะได้ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีเพียงแค่ 2 ตำแหน่งคือ นายกรัฐมนตรีกับกระทรวงกลาโหม ทำให้การทำงานภายในรัฐบาลยากมาก เพราะไม่มีอำนาจการต่อรองในคณะรัฐมนตรี ผลจากการมีเสียงข้างน้อย การบริหารงานอาจจะยื้อรัฐบาลได้ภายในตำแหน่งเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น เพราะอำนาจการต่อรองไม่สมดุลกันกับพรรคร่วมรัฐบาล ในที่สุดอาจจะต้องมีการยุบสภาได้ เพราะมีจุดอ่อนจำนวนมาก

การจับมือระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถ้าหากฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ ส.ส. 40-50 คนขึ้นไป เชื่อว่า พล.อ.ประวิตรพร้อมที่จะจับมือด้วย มองว่าฝั่งของ พล.อ.ประยุทธ์หากมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เมื่อมีการเปิดสภาและมีการเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในการแก้ไขปัญหาเชื่อว่าคงใช้สูตรเดิมที่เคยใช้กันมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วมาคือ การแจกกล้วย กว้านซื้อ ส.ส.แปรพักตร์ และซื้อ ส.ส.ที่เป็นกลุ่มเป็นก้อนให้ย้ายเข้ามาในฝั่งของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล และเชื่อว่าจะมี ส.ส.จำนวนมากที่ต้องการย้ายเข้ามาอยู่ฝั่งของรัฐบาล เพราะไม่มีทางเลือกในฐานะที่อยู่ฝ่ายแพ้ โดยเฉพาะพวกที่เคยสังกัดพรรคพลังประชารัฐ อาทิ กลุ่มสมศักดิ์ กลุ่มสามมิตร กลุ่มตันเจริญ เพราะเป็นกลุ่มการเมืองที่ไม่ยืนหยัด
ในอุดมการณ์ ก็คงย้ายกลับมาอยู่ฝั่งรัฐบาล

ในส่วนของพรรคเล็กพรรคน้อยที่ได้ ส.ส.เข้าไปในสภาน้อย ก็อาจจะเป็นไปได้พร้อมที่จะไปอยู่ขั้วรัฐบาล อาทิ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนากล้า เชื่อว่าพรรคเหล่านี้ไม่อยากเป็นฝ่ายค้านแน่นอน หาก พล.อ.ประยุทธ์ได้ ส.ส.ตามเกณฑ์ 40-50 เสียง พรรคเหล่านี้ก็พร้อมที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน

ฐิติพล ภักดีวานิช
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย หากดูตามความเป็นไปได้ เช่น พรรคภูมิใจไทย ซึ่งน่าจะได้เสียงเยอะ และก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับพรรคการเมืองไหน โอกาสที่จะเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นจึงไม่น่าจะง่าย และพรรคที่ต้องการเป็นรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐกับรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมี ส.ว.อยู่ ก็คงทราบถึงข้อจำกัดของรัฐบาลเสียงข้างน้อยในการที่จะผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ดังนั้น ผมว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นยากมาก

ณ ตอนนี้ ถึงแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะออกมาประกาศหลายครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ได้สร้างความมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ ในทางการเมือง การออกมาประกาศหลายครั้งย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ส่วนตัวเห็นว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ชัดเจนเหมือนพรรคก้าวไกล ฉะนั้น โอกาสที่จะเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยน่าจะไม่เกิดขึ้น อาจจะเป็นแค่ความคิด เพราะสุดท้ายแล้วจะไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนร่างกฎหมายอะไรได้ อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าหากเสียงน้อยกว่า

ส่วนตัวคิดว่า พรรคฝั่งทหาร หรือพรรคที่ต้องการจะรวบรวมเสียงเพื่อเป็นรัฐบาล ในตอนนี้ ก็ยังคงมีศักยภาพในการที่จะรวบรวมเสียงอยู่ อย่างเช่นที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคชาติไทยพัฒนา ของคุณวราวุธ ศิลปอาชา ซึ่งมีอีกหลายพรรคที่คิดว่าพร้อมจะร่วมงานกับพรรคของทหาร โดยเฉพาะตอนนี้ที่กำลังเกิดข้อถกเถียงกันอยู่ คือพรรคเพื่อไทย ก็ไม่ได้ให้ความมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากดูจากสัมภาษณ์แรกของคุณแพทองธาร ชินวัตร ที่เคยมีคำถามว่าจะจับมือกับพรรคพลังประชารัฐไหม ซึ่งตัวเขาก็ยังไม่ได้ตอบชัดเจน จุดนี้จึงรู้สึกว่าไม่ได้มีความมั่นใจกับพรรคเพื่อไทยว่าจะไม่ร่วม

อย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ จะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีโอกาสที่จะเป็น
นายกฯเพียง 2 ปี ซึ่งข้อตกลงต่างๆ อาจจะเกิดขึ้นก็เป็นได้ไม่มีใครทราบ ณ ตอนนี้ เพราะถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีก 2 ปี และ 2 ปีที่เหลืออาจจะมีข้อตกลงต่างๆ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่น่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ

ในทางปฏิบัติ ถ้าหากเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นจริง เมื่อมีร่างกฎหมายอะไรสักอย่างไม่ผ่าน รัฐบาลก็ไม่สามารถอยู่ต่อได้ ยิ่งถ้าเสียงข้างน้อยแล้ว ส.ว.ไม่ได้โหวตตรงนั้น หรือในกรณีมีการปภิปรายไม่ไว้วางใจก็ตาม เพราะฉะนั้นแล้ว ผมเชื่อว่าคงไม่ใช่ทางเลือกของพรรคพลังประชารัฐ หรือรวมไทยสร้างชาติ เว้นแต่ในกรณีที่อาจจะมีเสียง 288 ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากเสียงน้อยมาก มีแค่ 100 กว่าเสียง ส่วนตัวคิดว่าโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเรามองในระบบรัฐสภา รัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็อาจจะมีข้อดีในแง่ของการถ่วงดุลอำนาจ การผ่านกฎหมาย โดยอาจจะลองเปรียบเทียบกับระบบของสหรัฐอเมริกา ที่ในบางครั้งฝ่ายบริหาร หรือประธานาธิบดีไม่ได้มีเสียงข้างมากในสภา ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถที่จะถ่วงดุลอำนาจในการผ่านกฎหมาย ผ่านร่างอะไรต่างๆ ได้มากขึ้น แต่ระบบรัฐสภากับระบบประธานาธิบดีก็ค่อนข้างที่จะต่างกันในหลายอย่าง

ดังนั้น การมีรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็ค่อนข้างที่จะสร้างปัญหาในการทำงานค่อนข้างมาก หากสมมุติรัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดขึ้นจริง ผมคิดว่าน่าจะติดขัดหลายด้าน เช่น เรื่องของการผ่านร่างงบประมาณ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานของรัฐบาล ถ้าหากร่างงบประมาณไม่ผ่าน ก็จะส่งผลให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ จะเกิดปัญหาใหญ่ ดังนั้น การทำงานของรัฐบาลจะยากขึ้นหากเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย

แต่ตามความเป็นจริงไม่น่าจะมีข้อดีด้วยซ้ำ การเมืองในประเทศไทยมีลักษณะของเกมการเมืองค่อนข้างมาก การต่อรองก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้นรัฐบาลเสียงข้างน้อยยิ่งทำให้การทำงานของรัฐบาลยากขึ้น ส่วนตัวจึงไม่ได้มีข้อกังวลเกี่ยวกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น

สุดท้ายประเด็นอยู่ที่การรวบรวมเสียงข้างมาก การที่ ส.ว.ยังมีอยู่ และมีการตั้งข้อสังเกตมากมาย เพราะ ส.ว. 250 เสียงจะทำให้เกิดการลงคะแนนให้กับฝั่งพลังประชารัฐกับรวมไทยสร้างชาติได้ แต่ส่วนคิดว่ารวมไทยสร้างชาติกับพลังประชารัฐก็คงทราบถึงข้อจำกัดตรงนี้ อีกประการหนึ่งคือ ส.ว.ก็จะอยู่ได้อีกไม่นาน เพราะอำนาจของ ส.ว.ในการเลือกนายกฯมีช่วงเวลาที่จำกัด ฉะนั้น พรรครัฐบาลปัจจุบันซึ่งยังมีความต้องการจะจัดตั้งรัฐบาล น่าจะมีความมั่นใจในเสถียรภาพและระยะเวลามากพอสมควร จึงไม่คิดว่าทั้ง 2 พรรคจะจบลงด้วยการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย