สถานีคิดเลขที่12 : ผู้ช่วย-ตัวช่วย
แม้ความสัมพันธ์ของพรรคก้าวไกลและเพื่อไทยจะมีระยะห่างต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่ “เหมือนกัน” ในการรณรงค์หาเสียงครั้งนี้ ประการหนึ่ง
คือ บทบาทโดดเด่นของ “ผู้ช่วยหาเสียง”
พรรคก้าวไกล คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่สามารถปลุก “หัวคะแนนธรรมชาติ” ขึ้นมาหนุนพรรคก้าวไกลอย่างคึกคัก
พรรคเพื่อไทย คือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่กำลังหลอมรวม “ครอบครัวเพื่อไทย” ออกมา
เขย่าให้เกิดภาวะแลนด์สไลด์ให้ได้
แม้ตำแหน่งผู้ช่วยหาเสียง จะเป็นตำแหน่งที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการเลือกตั้ง
ให้มีได้
แต่สำหรับนายธนาธร และนายณัฐวุฒิ ซึ่งถูก “คดีการเมือง” เล่นงาน จนถูกตัดสิทธิทางการเมือง
ไม่อาจเป็นตัวหลักในทางการเมืองได้ มีสิทธิอยู่เพียง “ข้างสภา” เท่านั้น
กระนั้นอย่างที่บอก ด้วยความโดดเด่น และมีอิทธิพลสูงบนเวทีหาเสียง
จึงตกเป็นเป้าที่ “นักร้อง” ขู่จะยื่น และบางคนยื่นให้องค์กรอิสระต่างๆ ไปแล้ว
ให้ตรวจสอบว่านายธนาธรและนายณัฐวุฒิ ฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่
และสุ่มเสี่ยงจะขัดกับข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จนอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ หรือเปล่า
ปรากฏการณ์เหล่านี้ สะท้อนว่า แม้นายธนาธรและนายณัฐวุฒิอยู่ในฐานะคน “ข้างสภา” ไม่มีสิทธิเข้าไปร่วม “จอย” อำนาจตามทางปกติได้
แต่กระนั้นก็ยังเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องถูก “ขจัด-ทำลาย” ไม่เสื่อมคลาย
และพร้อมจะเชื่อมโยงไปสร้างผลกระทบต่อทั้งพรรคก้าวไกลและเพื่อไทย ที่แม้จะมีระยะห่างต่อกัน แต่ก็ถูกจัดอยู่ในขั้ว “เสรีนิยม” เหมือนกัน
เป็นขั้วเสรีนิยม ที่ถึงจะมีแนวโน้มจะได้คะแนนเสียงชนะในการเลือกตั้ง เหนือขั้วอนุรักษนิยม
แต่กระนั้น กระแสที่ว่า “ชนะเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล” ก็เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นตามลำดับ
บ่งบอกว่า ทั้งพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย อาจมีสิทธิที่จะเผชิญชะตากรรมอย่างที่นายธนาธร และนายณัฐวุฒิ เคยเจอ
นั่นคือ ถูก “ขจัด-ทำลาย” ออกไปอยู่ “ข้างสภา” (อีกครั้ง) ก็ได้
เริ่มมีการพูดถึง ยุบพรรคการเมืองปีกขั้วเสรีนิยม มากขึ้น
โดยจับตาไปที่ การตั้งแท่นรอ หรือสร้างข้อหาใหม่ๆ ทั้งจากพรรคการเมืองขั้วตรงข้าม หรือจาก “นักร้องเรียน” ต่อองค์กรอิสระและกลไกที่สืบเนื่องจาก “การต่อทอดอำนาจ” เพื่อปิดโอกาสไม่ให้ขั้วอำนาจใหม่เข้ามากุมอำนาจบริหารประเทศ
กระแส “ยุบพรรค” นี้ ไม่ใช่เพียงเป็นเรื่องวิตกจริตที่คนในประเทศกังวลเท่านั้น
แต่น่าสังเกตว่า ในวันที่คณะเอกอัครราชทูตจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) 15 ประเทศ อาทิ ออสเตรีย, เบลเยียม, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ไอร์แลนด์, ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, สเปน และสวีเดน เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นั้น
นอกจากสอบถามถึงสถานการณ์ของไทยแล้ว
เอกอัครราชทูตอียูยังได้สอบถาม ถึงสถานการณ์การเลือกตั้งว่าจะมีการยุบพรรคอีกหรือไม่
สะท้อนว่าคนข้างนอกเอง ยังจับตาและโฟกัสเรื่องนี้อยู่
ซึ่งแม้นายอนุทิน จะแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค ด้วยเหตุผลว่ามันไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา ตรงกันข้ามจะยิ่งเป็นการขยายความแตกแยกและไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้าย ก็ตาม
แต่ก็ไม่อาจวางใจได้
เพราะหากขั้วอนุรักษนิยมหรือขั้วอำนาจเดิม รู้สึกไม่อาจแพ้ได้
ก็อาจหา “ตัวช่วย” นอกวิถีสภา มาดำเนินการเพื่อยึดครองอำนาจต่อไป

