หน้าแรก การเมือง จตุพร ประเมิน...

จตุพร ประเมินโค้งสุดท้าย ชี้ภูมิใจไทยหาเสียงเชิงลึก เชื่อเบียด พท.-ก้าวไกล

30.04.23 | 10:23 น.

จตุพร ประเมินโค้งสุดท้าย ชี้ภูมิใจไทยหาเสียงเชิงลึก เชื่อเบียด พท.-ก้าวไกล

เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นว่า แม้พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล เป็นสองพรรคที่มีกระแสนิยมสูง แต่ยากจะได้ถึง 376 เสียง เพื่อฝ่าด่านชิงนายกฯ และได้จัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น โอกาสจับมือกับพลังประชารัฐก็มีความเป็นไปได้ แม้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ประกาศไม่จับมือกันก็ตาม แต่คงไม่มีใครเชื่อถือคำพูด การเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดปัญหาแน่นอน จึงได้ก้าวข้ามการยืนข้างทุกฝ่าย และไม่ได้เป็นนักรบหาเสียงให้พรรคการเมืองใด ดังนั้น จึงไม่ต้องไปเอาใจใคร

สำหรับโพลการเลือกตั้งว่า ส่วนใหญ่จะรายงานคล้ายๆ กัน โดยพรรคเพื่อไทยมาที่หนึ่ง พรรคก้าวไกลตามมาติดๆ แล้วทิ้งห่างพรรครวมไทยสร้างชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้คะแนนอันดับ 3

นายจตุพรกล่าวว่า โพลที่แม่นยำที่สุดเป็นของพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งนั้น เพราะมีส่วนสำคัญในการใช้อาวุธมาจูงใจคะแนนเสียง ดังนั้น แรงเหวี่ยงการเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีสูงมาก ช่วงชิงคะแนนกันอย่างหนักในช่วงโค้งสุดท้ายจนถึงวันใช้สิทธิ 14 พ.ค. 2566

“สิ่งสำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้ยังแบ่งฝ่ายต่อสู้ชิงคะแนนกันในสองสายอยู่ตามเดิม คือ อนุรักษนิยมกับเสรีนิยม โดยสายการต่อสู้ทั้งสองนี้แยกฐานการเมืองกันชัดเจน ไม่ข้ามฟากไปเบียดแย่งคะแนนอีกสาย แต่จะแข่งขันตะลุมบอนกันเฉพาะในสายของตัวเองเท่านั้น

Advertisement

สำหรับพรรคเพื่อไทยมีเดิมพันสูง เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลมานานมาก ครั้งนี้จึงหวังจะเป็นรัฐบาลให้ได้ เพราะไม่ต้องการจะไปหัวหมุนกับการเป็นฝ่ายค้านอีกตามเดิม

เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยได้เสียงมาที่หนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากเสียงไม่มากพอก็จะถูกดีดไปเป็นพรรคฝ่ายค้าน ถ้าจะเป็นรัฐบาลแล้ว จะกล้าจับมือกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ แม้ นพ.ชลน่านยอมลาออกจริง แต่จะเกิดแรงกระเพื่อมจากประชาชนที่ไม่ยอม เพราะเป็นการตระบัดสัตย์คำสัญญาให้ไว้กับประชาชน

ถึง นพ.ชลน่านจะยืนยันไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐแล้ว แต่คำพูดของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไม่มีอำนาจในการเชื่อถือ และไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะยึดมั่นได้ ส่วนคนที่มีอำนาจก็ไม่ได้พูด ดังนั้น อีกไม่กี่วันข้างหน้าคำพูดของ นพ.ชลน่านย่อมถูกพิสูจน์แล้ว

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการเมืองเชิงตัวเลขแล้ว เป้าหมายเสียง 376 ที่พรรคเพื่อไทยอยากเดินไปให้ถึงนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะยิ่งเมื่อพรรคก้าวไกลได้มากขึ้น แต่พรรคเพื่อไทยจะถูกตัดคะแนนเสียงลดลงไป เนื่องจากฐานเสียงเป็นกลุ่มตลาดการเมืองเดียวกัน” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า ส่วนสายอนุรักษนิยมนั้น นายจตุพรกล่าวว่า มุ่งโจมตีกล่าวหาพรรคสายเสรีนิยมเช่นกัน เมื่อพรรคเพื่อไทยขยี้พรรคก้าวไกลหนักขึ้น เสียงของ พล.อ.ประยุทธ์ย่อมได้ประโยชน์จากคะแนนในสายอนุรักษนิยมด้วย เพราะสายนี้เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะสามารถหยุดยั้งสายเสรีนิยมได้

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย เน้นเดินงานหาเสียงด้านลึก ดังนั้น จึงสามารถมาแข่งขันเบียดกับพรรคเพื่อไทยและก้าวไกลได้ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ อย่างน้อยการเลือกตั้งครั้งนี้จะรักษาฐานเดิม 52 เสียงไว้ได้ และมีแนวโน้มจะได้เสียงเพิ่มขึ้นอีกด้วย

“ปัญหาของพรรคเพื่อไทยขณะนี้ จะได้เสียง 376 มาจากไหน และยากมาก เพราะถ้าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมล็อกไว้แค่ 126 เสียง มาเจือสมกับ ส.ว. 250 เสียงก็ผ่านมติเลือกนายกฯได้สบาย หรืออีกวิธีหนึ่ง แม้เพื่อไทยกับก้าวไกลและสายเสรีนิยมรวมได้เกิน 251 เสียง แต่หาก ส.ว.ไม่ร่วมลงมติด้วยก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ก็รักษาการต่อไปอีก

นายจตุพรกล่าวว่า การหาเสียงเลือกตั้งนั้น แต่ละพรรคใช้กลยุทธ์ต่างกัน โดยพรรคเพื่อไทยเน้นกระแสสูงกับการจัดตั้งหัวคะแนนคุมพื้นที่ให้มาก ส่วนก้าวไกลกระแสนิยมมาสูงก็จริง แต่ปล่อยให้เกิดหัวคะแนนเสียงแบบธรรมชาติ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ รอรับกระแสจากแนวร่วมมุมกลับมาหนุนส่งหรือกระตุ้นให้ออกมาช่วยเหลือจากฝ่ายเดียวกัน แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กลับหาเสียงสบายๆ และพรรคภูมิใจไทยเน้นเป้าหมายพื้นที่ที่มั่นใจจะได้รับเลือกตั้ง

“สิ่งสำคัญที่ต้องจับตาคือ เมื่อกระแสของเพื่อไทยกับก้าวไกลมาแรงแล้ว แต่ฐานเสียงอยู่ในฝ่ายเดียวกันย่อมเกิดผลกระทบต่อกัน สิ่งนี้จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้แรงหนุนแข่งขันด้วย แล้วย่อมทำให้ พล.อ.ประวิตร อยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากเช่นกัน” นายจตุพรกล่าว