หน้าแรก การเมือง พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ว่าด้วยการเฝ้าระวัง ของการเฝ้าระวังการเลือกตั้ง

2.05.23 | 15:01 น.
ว่าด้วยการเฝ้าระวัง ของการเฝ้าระวังการเลือกตั้ง คงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธได้ยากว่าในวันนี้

คงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธได้ยากว่าในวันนี้ การเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ประชาชนจากทุกฝ่ายยอมรับว่าเป็นกติกาในการเข้าสู่การปกครองประเทศ แม้ว่าจะยังไม่สามารถสร้างหลักประกันได้ว่าการยอมรับในการเลือกตั้งครั้งนี้ (อย่างน้อยในช่วงของการรณรงค์หาเสียง) จะนำไปสู่การยอมรับผลการเลือกตั้งมากน้อยแค่ไหน

และที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกไม่สนใจ หรือไม่ค่อยพออกพอใจกลับเป็นคณะกรรมการเลือกตั้งเสียมากกว่า

คงไม่ต้องพูดกันมาก แต่เห็นทั้งความผิดพลาด ความล่าช้า และการตอบคำถามไม่ได้ในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่รอบที่แล้วคือความล่าช้าในการนับและประกาศคะแนน ความบกพร่องในการไม่ไปรับบัตรเลือกตั้งจากต่างประเทศ และการตัดสินผิดพลาดในเรื่องการตัดสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครในต่างจังหวัด การประกาศสูตรนับคะแนนที่ประชาชนคลางแคลงใจ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับคณะกรรมการเลือกตั้งหลายยุคสมัยกลับไม่ได้สะท้อนไปถึงความพยายามของสังคมที่จะตรวจสอบและจับตาการทำงานของ กกต.อย่างจริงจัง

หนักไปทางไม่ยอมรับ ไม่พอใจ และไม่ใส่ใจ มากกว่าต่อต้านเสียทีเดียว

Advertisement

หนักมือเข้าก็พยายามก่อตั้งเครือข่ายนับคะแนนเองอย่างที่สื่อพยายามรวมตัวดำเนินการในครั้งนี้

แม้กระทั่งความพยายามในการวิจัยบทบาทของ กกต.ในครั้งที่แล้วก็ไม่เป็นระบบ ความสนใจของแหล่งทุนวิจัยเป็นไปในลักษณะเหมารวมไปอยู่ในเรื่องของการวิจัยพฤติกรรมการเลือกตั้งของแต่ละฝ่ายมากกว่า

ตัวอย่างสำคัญที่ยังหาคำตอบไม่ได้ เพราะยังไม่ได้เข้าถึงข้อมูลก็เช่นเรื่องของข้อสงสัยว่าการดำเนินคดีและการหลุดคดี รวมทั้งความหนักเบาของคดีแต่ละคดีเป็นอย่างไร คดีไหนที่หลุดตั้งแต่ระดับจังหวัด และคดีไหนหลุดในระดับส่วนกลาง

รวมทั้งองค์กรไหนที่สามารถตรวจสอบการทำงานของ กกต.ได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้าเหมือนกรณีของการตัดสินผิดพลาดที่เชียงใหม่ และคดีไม่ไปรับถุงจดหมายที่สนามบินตามเวลา ซึ่งล่าช้ามาจนเกือบจะเลือกตั้งครั้งต่อไป

ยังไม่นับความสามารถในการควบคุมและประกันคุณภาพในการควบคุมการเลือกตั้งในระดับเขต โดยเฉพาะคณะกรรมการประจำหน่วยและทีมบริหารการเรื่องตั้งระดับหน่วยที่มากกว่าคนนับคะแนนในแต่ละหน่วย

มาถึงวันนี้ผมคิดว่าข้อสงสัยในเรื่อง กกต.จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอำนาจอาจจะไม่ชัดเจนมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะผู้มีอำนาจแตกกันเป็นหลายฝักฝ่าย

แต่ข้อสงสัยที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ ความเป็นระบบราชการแบบไร้คุณภาพและตรรกะวิธีคิดในเรื่องการทำงานนั้นอาจจะเป็นข้อสงสัยที่ประชาชนถามไถ่มากขึ้น อาทิ เรื่องของการทำงานที่ผิดพลาด หรือวิธีคิดในเรื่องของการกำหนดเขตเลือกตั้ง

เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเพียงเรื่องของการรวมหัวกันกับผู้มีอำนาจ แต่น่าจะเป็นการสะสมของวิธีคิด การปฏิบัติขององค์กรเอง

ส่วนหนึ่งผมคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปองค์กรที่เรียกกว่า กกต.เสียใหม่ นอกเหนือจากการจับตาตัว กกต.ปัจจุบัน

แนวคิดแบบเดิมที่แยกตัว กกต.ออกจากการทำงานของกระทรวงมหาดไทย มาเป็นวิธีคิดแบบองค์กรอิสระที่สูงส่งแต่แยกขาดจากประชาชนย่อมเกิดปัญหา เพราะแม้ว่า กกต.จะมีที่มาจาก ส.ว. แต่ในอดีต ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง แต่ที่ผ่านมาแปดปี ส.ว.มาจากระบอบผู้มีอำนาจที่ไม่ได้ยึดโยงตรงกับประชาชน

และแม้ในยุคที่ กกต.มาจาก ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งก็ยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับมากนักเมื่อสังคมมีความแตกแยกจากหลายฝ่าย

ท้ายที่สุด คงต้องมานั่งคิดกันว่ารูปแบบการบริหารการเลือกตั้งถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไหม จากความเชื่อให้ข้าราชการดูแล มาจนถึงการให้องค์กรอิสระดูแล แล้วความจริงหนักไปทางศาลกับทูต

อาจจะต้องมาเริ่มคิดใหม่ว่า การออกแบบระบบการบริหารจัดการเสียใหม่ เช่น การออกแบบระบบที่ผสมองค์กรอิสระและตัวแทนของพรรคการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าด้วยกันโดยมีอำนาจรัฐที่จริงจังเพียงพอที่จะทำการบริหารจัดการและควบคุมตรวจสอบได้ด้วยภายใต้การยอมรับจากทุกฝ่าย

หมายถึงความยอมรับเรื่องการเป็นอิสระไม่ใช่การแยกขาดจากทุกฝ่าย มาคิดในเรื่องของการสร้างเครือข่ายที่ต้องยอมรับร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและประชาชนตรวจสอบได้

นี่คือการทลายเพดานคิด หรือการทะลุแนวคิดความบริสุทธิ์ทางการเมืองแบบ “พ้น (นัก) การเมือง” ที่เป็นรากฐานของการปฏิรูปการเมืองที่ถูกวางกรอบมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540

ถ้าปฏิรูปในรูปแบบนี้ได้ จะสามารถปฏิรูปองค์กรอิสระทั้งหมดได้เพิ่มขึ้น วางกรอบวิธีคิดใหม่ในเรื่องของความเป็นอิสระทางการเมืองที่คิดแค่ว่าเป็นอิสระจากนักการเมือง แต่ผ่อนปรนกับระบบราชการระดับสูงเมื่อยามระบบราชการพลิกขึ้นครอบงำผ่านการรัฐประหารได้

กล่าวอีกอย่างว่าระบบองค์กรอิสระและระบบตุลาการของไทยเข้มงวดกับ (นัก) การเมือง แต่ไม่เข้มงวดกับระบบอำนาจอื่น ตราบเท่าที่เรายังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและปฏิบัติการขององค์กรอิสระจากเน้นความเป็นอิสระที่สูงส่งหลุดพ้นจากทุกฝ่าย มาเป็นการสร้างระบบการทำงานร่วมของทุกฝ่ายเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับการทำงานร่วมกัน

กลับสู่ประเด็นหลักเรื่องการบริหารจัดการการเลือกตั้ง ประเด็นก็คือถ้าเรายังสร้างการยอมรับจากทุกฝ่ายเรื่องการบริหารจัดการเลือกตั้งไม่ได้ ก็จะมีผลทำให้ความยั่งยืนของประชาธิปไตย (democratic sustainability) นั้นทำไม่ได้ ด้วยว่ามีทั้งส่วนที่ประชาชนไม่พอใจการทำงาน หรือฝ่ายผู้มีอำนาจนอกระบบประชาธิปไตยก็ใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ

ดังที่เคยพูดถึงบ่อยๆ ว่า การเลือกตั้งนั้นนอกจากต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่สะดุดหยุดชะงักแล้ว การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม มีความเสรี จะต้องมีความหมายต่อประชาชนด้วย

สิ่งที่ท้าทายในสังคมไทยปัจจุบันกลายเป็นเรื่องที่ว่าความหมายของการเลือกตั้งของประชาชน กับความหมายของการเลือกตั้งจากผู้ที่บริหารจัดการการเลือกตั้งอาจจะไม่ตรงกัน การยังวางเงื่อนไขเรื่องของการจับตาการซื้อสิทธิขายเสียงยังถูกมองว่าเป็นจุดขายของการบริหารจัดการเลือกตั้ง

เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่เอาเข้าจริงสิ่งที่นักการเมืองและประชาชนกังวลสุดในวันนี้อาจจะไม่ใช่การซื้อเสียงเลือกตั้งไปเสียแล้ว เพราะเงินมันสะพัดจากทุกฝ่าย จิ้มไปตรงไหนก็เจอ และกลายเป็นว่าที่ชนะโดยไม่ซื้อเสียงก็มีอยู่มาก

ในส่วนของประชาชนและนักการเมืองนั้นสิ่งที่เขากลัวที่สุดคือการวางตัวและการทำงานของ กกต.เอง

เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องตลก เหมือนกับประชาชนรับทราบไปหมดแล้วว่าที่ซื้อกันโครมๆ มากที่สุดกลายเป็นฝ่ายที่มีอำนาจ เพราะต้องการครองอำนาจ และฝ่ายที่นักร้องออกมาช่วยร้องก็คือเข้าทางกับฝ่ายที่มีอำนาจ

กลายเป็นว่ายิ่งกำกับตรวจสอบการเลือกตั้ง ประชาชนก็สงสัยคนที่ตรวจสอบพวกเขามากขึ้น

สิ่งที่ควรคิดก็คือ การหารือมาตรการการจัดการการซื้อเสียง แต่ควรเป็นมาตรการที่ทุกฝ่ายตกลงร่วมกันและช่วยกันจับตา ไม่ใช่กลายเป็นมาตรการที่กำหนดจากส่วนกลาง ส่วนภายนอกสังคม และทุกฝ่ายไม่สนใจเพราะสามารถหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้มากกว่า

ที่สำคัญคือ ภายใต้กติกาที่เป็นอยู่ คนที่มีอำนาจก็จะซื้อได้มาก ใช้เงินได้มาก ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ตั้งแต่ตั้งต้นของการมีองค์กรอิสระในการบริหารจัดการการเลือกตั้ง

เรื่องเล็กๆ อีกเรื่องที่ตามมาก็คือหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ในห้วงเวลาการเลือกตั้งนั้น กฎหมายบางข้อจะถูกงดเว้น เช่น เรื่องการดูแลรักษาความสะอาด ทำให้เต็มไปด้วยป้ายหาเสียงระเกะระกะ ต่างคนต่างติด ต่างทำลายป้าย และหลายคนประสบอุบัติเหตุ

สิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาในอนาคตคือให้ท้องถิ่นโดยเฉพาะในระดับชุมชนนั้นกำหนดที่ติดป้ายหาเสียงให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย นี่เป็นการควบคุมการหาเสียงได้เป็นอย่างดี เพราะสุดท้ายก็ต้องมีป้ายติดหน้าหน่วยอยู่แล้ว

การณรงค์ด้วยรถแห่ และพบปะประชาชนทำได้ แต่ป้ายหาเสียงต้องให้ชุมชนกำหนดพื้นที่ติดให้ชัดเจน หรือมีพื้นที่ออนไลน์ที่ กกต.จัดสรรเอาไว้เป็นอย่างดี จะได้ไม่เป็นที่รำคาญตา และไม่เท่าเทียมกัน พรรคเล็กและพรรคใหญ่ควรต้องมีพื้นที่เท่ากัน

ส่วนนี้จะลดการใช้จ่ายในการหาเสียงได้มาก เพราะในรายงานการเงินที่เป็นทางการนั้น พรรคต่างๆ จะอ้างว่ารายจ่ายที่สำคัญที่สุด และที่นับได้มากที่สุดคือค่าป้ายนั่นแหละครับ

หากทำได้ จะลดการร้องเรียนได้มาก

สิ่งที่ได้กล่าวมานี้จะพบว่าในรอบนี้ทาง กกต.ดูจะยังหาตัวตนและหน้าที่ของตนเองไม่ชัดเจน เหมือนคิดว่าตนเองเป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่บริหารจัดการเยี่ยงงานประจำ ทำไปแบบราชการที่หลายคนเบื่อหน่าย บางอย่างควรทำได้เร็วก็ไม่ทำ เช่น ระบุสีบัตรเลือกตั้ง (คนไปทำป้ายจะได้ทำเสียรอบแรก ไม่ต้องทำหลายรอบ)

สิ่งที่ขาดหายไปก็คือมิติของการพยายามทำให้ทุกพรรคมีที่ทางที่เท่าเทียมกันในการเลือกตั้ง

แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติในระบบการเลือกตั้งแบบที่เป็นอยู่ ที่ย้อนกลับไปใช้จิตวิญญาณและระบบที่คล้ายคลึงกันอย่างมากกับระบบการเลือกตั้ง 2540 เมื่อครั้งปฏิรูปการเมือง ซึ่งยิ่งมีผลทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบทั้งในระดับเขตและในระดับบัญชีรายชื่อ เพราะต้องการคะแนนมาก

ระบบการเลือกตั้งเช่นนี้ทำให้พรรคเล็กที่ทุนน้อยและยังไม่เป็นที่รู้จักเริ่มต้นได้ยาก

จากเดิมที่เราเห็นระบบการสนับสนุนพรรคการเมืองเล็กมีมากมายตั้งแต่กองทุนพัฒนาพรรคการเมืองซึ่งเข้าใจว่ายังทำอยู่ และอาจไม่มีผลมากนักแต่ยังมีภาพที่ดี ไปจนถึงการพยายามหาพื้นที่ในสื่อที่ทุกพรรคมีโอกาสได้ใช้

กลับกลายเป็นว่ารอบนี้ภาพของการพยายามสร้างพื้นที่ที่ให้โอกาสอย่างเท่าเทียมมีน้อยลง ไม่เห็นเวทีที่ กกต.จัดให้พื้นที่กับทุกพรรค

ยิ่งเจอจริตของสื่อใหม่ที่เน้นพรรคที่เป็นที่นิยมในโลกโซเชียล และไม่เข้าใจว่าอัลกอริทึ่มหรือระบบการทำงานของโลกออนไลน์ที่ทำงานในลักษณะของการเน้นความถี่และความเหมือนหรือความนิยม ก็จะไม่เข้าใจว่าถ้าไม่พยายามเพิ่มพื้นที่ให้พรรคเล็ก การแข่งขันจะยิ่งกระจุกตัวไปกับพรรคที่มีทรัพยากรมากกว่า เพราะการยิงแอด หรือโฆษณาในโลกออนไลน์ก็เชื่อมโยงกับพรรคที่มีฐานเสียงในโลกออนไลน์ที่แข็งแรงมากกว่าพรรคใหม่ที่เริ่มก่อตั้ง

หมายถึงว่า กกต.ยังต้องมีความเข้าใจในโลกออนไลน์มากกว่าการสร้างกฎระเบียบบังคับให้ลงชื่อในการโพสต์ แต่พยายามสร้างหน่วยเลือกตั้งเสมือนที่ทำให้ประชาชนนั้นเข้าไปเยี่ยมชมและได้ข้อมูลในหน่วยเลือกตั้งของตัวเองให้มากขึ้น

นอกจากนี้ในการกำหนดโทษต่างๆ ที่มีต่อกระบวนการและพฤติกรรมการเลือกตั้งนั้น ควรจะต้องเป็นการกำหนดโทษที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ไม่ใช่การกำหนดโทษที่ร้ายแรงเกินไป เช่น ตัดสิทธิการเลือกตั้งตลอดชีวิต การเลือกตั้งไม่ควรเป็นสิทธิที่ถูกพรากไปจากประชาชน อาจเป็นไปได้ว่า ผู้ที่มีความผิดทางการเมืองอาจถูกเพิกถอนสิทธิในการลงสมัครในระยะเวลาหนึ่งแต่ไม่นานมาก แต่ไม่ควรถูกเพิกถอนสิทธิในการเลือกตั้งแต่อย่างใด

ประการสุดท้าย การให้ความสำคัญในเรื่องของการสื่อสารระหว่าง กกต.กับประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงขั้นรุนแรง อย่าลืมว่า กกต.นั้นไม่ได้มีแค่ตัวกรรมการหลักห้าคนและเลขาธิการ แต่ยังมีองค์กรทั้งองค์กรที่พยายามทำงาน ดังนั้นหากความเชื่อมั่นจากการตอบคำถามและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนนั้นถูกคลางแคลงสงสัยจากประชาชน นอกจากจะส่งผลให้ความยั่งยืนของการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นลดลงแล้ว ยังไม่เป็นธรรมต่อความพยายามในการทำงานของข้าราชการใน กกต.เองที่พยายามทำงานเต็มที่ท่ามกลางข้อจำกัดมากมายที่กำลังเผชิญอยู่ด้วย

หมายเหตุ : บางส่วนพัฒนาจาก European Commission, United Nations Development Programme. Summary report Workshop on Sustainability in Election Administration: Adequate Resourcing for Credible Elections. Mozambique, 4-8 March 2013