ส่องโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ขั้วการเมืองไหนเข้าวิน
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการประเมินโค้งสุดท้าย สนามเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในวันที่ 14 พฤษภาคม ในแต่ละภูมิภาค พรรคการเมืองไหนชิงความได้เปรียบ เสียเปรียบ และน่าจะคว้าชัยในการเลือกตั้ง

ทัศนัย เศรษฐเสรี
อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
บรรยากาศในช่วงโค้งสุดท้าย ฝั่งประชาธิปไตย กับอนุรักษนิยมของ 2 ป. ภาพรวมประชาชนมีแนวโน้มเลือกฝั่งประชาธิปไตยมากขึ้น สังเกตจากโพลหลายสำนัก พบว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคก้าวไกล (ก.ก.) มีคะแนนนำทุกพรรคโดยเฉพาะโพลมติชน-เดลินิวส์ ครั้งที่ 2 พบว่าพรรค พท. และพรรค ก.ก. ได้รับคะแนนนิยม ทั้งพรรคและผู้สมัคร รวมกันกว่า 80% นอกนั้นกระจายไปยังพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ตามลำดับ สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองและรัฐบาลใหม่
ช่วงโค้งสุดท้าย เท่าที่ติดตามกระแสสังคมผ่านเวทีปราศัย ดีเบต โลกโซเซียลมีเดีย การลงพื้นที่พบปะประชาชน พรรค พท.และพรรค ก.ก. มีเสียงตอบรับจากประชาชนจำนวนมากเกือบทุกพื้นที่ ยกเว้นภาคใต้ ที่พรรค รทสช.และ ปชป.ยังได้รับความนิยมค่อนข้างสูง นอกนั้นตามหลังพรรค พท.และพรรค ก.ก.หลายช่วงตัว เพราะพลังเงียบ และผู้ที่เคยสนับสนุน 2 ป. ได้หันหลังและย้ายฝั่งสนับสนุนฝั่งประชาธิปไตยมากขึ้นตามลำดับ
ส่วนตัวยังเชื่อว่า พรรค พท.กับพรรค ก.ก. มีโอกาสได้ ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ รวมกันไม่น้อยกว่า 300 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง ถ้ามีพรรคฝั่งประชาธิปไตยเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล อาทิ พรรค ทสท. สร. อาจได้เสียงสนับสนุนถึง 375 เสียง เพื่อสร้างเสถียรภาพรัฐบาลมากขึ้น ถ้าฝั่งประชาธิปไตยชนะเลือกตั้ง รวมกันถึง 400 เสียง ยิ่งเป็นการปิดประตูสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ที่เป็น ส.ว.แต่งตั้ง ไม่ให้มีอิทธิพลแทรกแซงเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนอีก เชื่อว่า ส.ว.รับรู้และเข้าใจความต้องการประชาชนส่วนใหญ่ ดังนั้น เชื่อว่า ส.ว.ไม่กล้าฝืนมติประชาชนอีก
จากกระแสความนิยมพรรค พท.และพรรค ก.ก.สูงขึ้น ดังนั้น ทั้ง 2 พรรคต้องรักษากระแสนิยม ในช่วงโค้งสุดท้ายจนถึงเลือกตั้ง วันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ต้องไม่ก้าวพลาด หรือขัดแย้งกันเอง กลายเป็นจุดอ่อนให้ฝั่งตรงข้ามใช้เล่นงาน หรือโจมตีได้ เชื่อว่า 2 พรรค จับมือตั้งรัฐบาล มีผู้นำประเทศคนใหม่ได้ ตามเจตนารมณ์ของมติเสียงส่วนใหญ่

บูฆอรี ยีหมะ
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
ในช่วงใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้าย พรรคต่างๆ ลงมาในพื้นที่ภาคใต้อย่างคึกคัก แต่ในระบบ ส.ส.แบบแบ่งเขต ยังเป็นการต่อสู้ระหว่างขั้วรัฐบาลเดิม ทั้งประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ ทั้งนี้ เนื่องจากการคัดสรรผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต ของอดีตพรรคร่วมรัฐบาลเดิมนั้น ผู้สมัครส่วนใหญ่จะเข้าข่ายบ้านใหญ่ หลายเขตเลือกตั้งก็เป็นผู้สมัคร ที่เป็นคนที่มีชื่อเสียง เด่น ดัง ในเขตของตัวเอง บางคนแม้จะไม่เป็นบ้านใหญ่ เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ก็เป็นผู้มีศักยภาพทางการเมือง ในแง่มีเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นและมีเงินทุนของตนเอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้สมัครที่มาจากขั้วรัฐบาลเดิม
ขณะที่ผู้สมัครที่มาจากฝ่ายค้านเดิม หรือฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย ก้าวไกล ลักษณะสรรหาผู้สมัครของพรรคเหล่านี้ ไม่ได้ดูจะเป็นบ้านใหญ่หรือมีเครือญาติมากมั้ย มีเครือข่าย คอนเน็กชั่นกับการเมืองมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลที่จะดูและเลือกผู้สมัคร ที่มีความคิดอ่านอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับพรรคหรือไม่ ทำให้ผู้สมัครก้าวไกลในหลายเขต กว่าจะได้ผู้สมัคร เรียกว่านาทีสุดท้าย ในส่วนของพรรคเพื่อไทย หลายเขตในภาคใต้และจังหวัดสงขลา มีผู้สมัครดี เด่น ดังน้อย บางจังหวัดได้ผู้สมัครที่มีชื่อเสียงบ้าง อย่างเช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดมาสมัคร ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงในเขต แต่ความต่างก้าวไกลและเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยไม่ได้เลือกจากอุดมการณ์เดียวกัน ทำให้หลายเขตปรากฏว่ามีผู้แสดงความจำนงลงสมัครหลายคน หลายคนก็ขึ้นป้ายหาเสียงไว้ แต่เมื่อถึงวันสมัครทางพรรคก็เลือกผู้สมัครอีกคน สร้างความสับสนในพื้นที่ จึงประเมินว่าพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ โดยเฉพาะก้าวไกลน่าจะเป็นกอบเป็นกำ ส่วนระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง น่าจะได้ผู้สมัครจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเป็นส่วนใหญ่ เพราะพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน ในระบบเขต จะเลือกผู้สมัครจากรัฐบาลเดิม แต่บัญชีรายชื่อจะเลือกอีกพรรค จะไม่เลือกจากพรรคเดียวกันทั้งสองใบ
สำหรับกระแสพรรคเพื่อไทย คำพูด แลนด์สไลด์ ถือว่าได้ผล นโยบายหลายอย่างโดดเด่นกว่าพรรคการเมืองอื่น หรือแม้กระทั่งก้าวไกล ก็เป็นขวัญใจคนเจน Z อายุ 20 ลงมา ส่วนคนในวัย 40 ปี 50 ปี 60 ปี ก็ยังอยู่กับขั้วรัฐบาลเดิมอย่างเหนียวแน่นอยู่ ยิ่งพอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาลงพื้นที่ภาคใต้ ดูจากกิริยาอาการ ก็พอจะทำให้คะแนนพรรคลุงตู่ ตีตื้นมาได้
จึงเชื่อได้ว่า ในพื้นที่ภาคใต้นั้น ที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อาจจะได้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมเป็นหลัก ส่วนขั้วฝ่ายค้านเดิมหรือขั้วประชาธิปไตยนั้น ระบบแบ่งเขตนั้น ทั้งเพื่อไทยและก้าวไกล ยังยากที่จะเจาะสนามเลือกตั้งภาคใต้ได้
อย่างไรก็ตาม การที่ไม่หวังพึ่งพา ส.ว.นั้น ฝ่ายประชาธิปไตยต้องได้ที่นั่ง ส.ส. 376 ที่นั่ง เพื่อที่จะไม่ต้องสนใจ ส.ว. แต่ก็ต้องดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องยาก

ดุลยภาค ปรีชารัชช
รอง ผอ.สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชื่อว่าภาคเหนือและอีสาน ยังคงเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย แต่จะมีจังหวัดยุทธศาสตร์บางพื้นที่ ที่เห็นพลังของพรรคอื่นๆ เช่น ก้าวไกลและภูมิใจไทย ส่วนกรุงเทพฯ กระแสก้าวไกลมาแรงพอสมควร แต่ส่วนตัวคิดว่า ทั้งกระแสและกระสุนต่างมีความสำคัญ บ้านใหญ่ยังสำคัญอยู่ พรรคต่างๆ ที่ได้บ้านใหญ่ไปอยู่ในกำมือ มีความได้เปรียบอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด
ในสภาพของรัฐบาล น่าห่วงตรงที่ 2 ป.แตกกันเป็นรวมไทยสร้างชาติกับพลังประชารัฐ โดยทางพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น Hard Liner คือสายแข็ง ซึ่งทำทุกอย่างเพื่อโกยแต้มเอาใจฝ่ายอนุรักษนิยม พรรครวมไทยสร้างชาติต้องการเกิน 25 ที่นั่ง เพื่อฟอร์มรัฐบาล โดยมี ส.ว.อยู่ในมือ อย่างไรก็ตาม ถือว่าปลุกยากในแง่ที่ว่าบ้านเมืองมีสถานการณ์สับสนวุ่นวาย ขัดแย้งรุนแรงถึงขนาดที่กองทัพต้องมาปกครองบ้านเมืองต่อไปนั้น เงื่อนไขไม่ชัดเจนเมื่อเทียบกับยุคก่อนๆ
นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์มีจุดอ่อนที่ครองอำนาจยาวนานเกินไป คือตกในห้วง 9 ปีแล้ว ส่วนพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ พรรคพลังประชารัฐ ชูการก้าวข้ามความขัดแย้งซึ่งในแง่ทฤษฎีเป็น Soft Liner คือ สายอ่อน ประนีประนอมจับขั้วกับฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น ข้อเสียคือ ก้าวข้ามความขัดแย้งยังขายไม่ค่อยได้ ยังไม่เห็นภาพหรือวิธีการต่อจากนั้น ว่าจะมีการประชุมปรองดอง และจัดสรรปันส่วนที่นั่งอย่างไรถ้าบิ๊กป้อมเป็นผู้ประสานจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาจริงๆ
ส่วนเพื่อไทย เป็นฝ่ายประชาธิปไตยแต่ไม่สุดโต่งจนเกินไป ยังมีพื้นที่ในการปรับขั้วจูนกับฝ่ายรัฐบาล ในขณะที่ก้าวไกล เป็นสายก้าวหน้า ซ้ายจัด ไม่ผ่อนปรนกับขั้วอำนาจเดิม การเมืองไทย ณ วันนี้ อยู่ในโครงสร้างอำนาจของชนชั้นนำที่แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มก้อนใหญ่ๆ คือ ฝ่ายรัฐบาล ซึ่งประกอบด้วยสายแข็งกับสายอ่อน ขณะที่ฝ่ายค้าน มีสายแข็งกับสายที่ยอมอ่อน ผ่อนปรนกับฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น ดังนั้น ต้องดูว่าคะแนนที่ออกมาจะเป็นอย่างไร
การเลือกตั้งครั้งนี้ เหมือนการเลือกตั้งในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเกมกลยุทธ์ของชนชั้นนำ เลือกอย่างไรมา สุดท้ายแล้วอาจได้อีกคนหนึ่งที่ไม่คาดคิดก็ได้
สำหรับผลโพลของ รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ที่ออกมาว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะถล่มทลาย ส่วนตัวยังเชื่ออยู่ว่าคะแนนจะถูกเกลี่ย แต่ประชาธิปัตย์ยังเข้มแข็งในจังหวัดชายทะเลอันดามัน คิดว่านายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ไม่ยอมเสียฐานที่มั่นตรงนั้น แฟนคลับประชาธิปัตย์ที่เก่าแก่ยังมีอยู่ วัฒนธรรมทางการเมืองของคนใต้ ชอบคนเด็ดขาด โผงผาง ชัดเจน ซื่อสัตย์ สุจริต การที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ออกมาขายภาพลักษณ์พลเอกประยุทธ์ตรงนี้ เชื่อว่า ยังขายได้ และเป็นกระแสนิยมอยู่ จะเห็นการเคลื่อนไหวของพรรคฟากรัฐบาลที่มาขย้ำสนามภาคใต้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ถ้าบวกกับปัจจัยเรื่องบ้านใหญ่ และคุณลักษณะของคนใต้ที่ชอบผู้นำที่มีคาแร็กเตอร์แบบที่กล่าวมา ลุงตู่ ยังมีน้ำหนัก
ดังนั้น จากโพลที่ผลออกมาว่าฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเพื่อไทยหรือก้าวไกลจะเจาะสนามภาคใต้นั้น ส่วนตัวไม่เชื่อว่าจะได้คะแนนเยอะแยะมากมาย คงโกยได้แค่ประมาณหนึ่ง เชื่อว่าคะแนนจะยังเทน้ำหนักไปยังพรรคฝั่งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ
ส่วนผลโพลจากสื่อต่างๆ ที่มีการสำรวจทางออนไลน์ รวมถึงโพลจากสำนักโพลดั้งเดิม ที่ก้าวไกลและเพื่อไทยมาแรงมากนั้น กระแสความนิยมของพรรคก้าวไกล เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ การหาเสียงผ่านทางโซเชียลมีเดียเป็นกลยุทธ์ที่เชี่ยวชาญมาตั้งแต่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่ กระแสของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในขณะนั้นก็แรง
ระเบียบวิธีที่แต่ละโพลทำกันจะสร้างความเที่ยงธรรมในเชิงข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหน ก็ว่ากันไป แต่สุดท้ายแล้ว การที่ก้าวไกลมาแรงในโพลก็มีมูลความจริง ว่าประชาชนไม่น้อยนิยมนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อย่างนั้นจริงๆ อย่างไรก็ตาม ก้าวไกลมีจุดอ่อนหลายจุด ปริมาณบ้านใหญ่ที่ก้าวไกลถืออยู่ก็มี แต่อาจไม่พอที่จะไปแข่งกับพรรคอื่น
สำหรับพรรคฝั่งรัฐบาลที่บอกว่ามีโพลของตนเอง คิดว่าเป็นไปเพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองมากกว่า ถ้าบอกว่าไม่มีโพลพิเศษเฉพาะเจาะจง ไปยอมตามกระแสโซเชียล ในเชิงจิตวิทยาทางการเมืองในโค้งสุดท้ายจะไม่เกิดผลดีต่อพรรคที่ผลโพลได้คะแนนน้อย จึงต้องออกมาแก้เกมว่ามีโพลของตัวเอง โดยตีประเด็นว่ามีคะแนนที่นอกเหนือไปจากออนไลน์ เป็นคะแนนของเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง คนในพื้นที่การเมืองระบบอุปถัมภ์แบบโบราณ
กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าดูตามกระแสในขณะนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยได้เปรียบ ฝ่ายอนุรักษนิยมลำบาก ต้องไปคิดมาว่าจะปรับกลยุทธ์แก้เกมอย่างไรในช่วงโค้งสุดท้าย อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเกมกลยุทธ์ของชนชั้นนำ การที่ประชาชนระดมเลือกมาในแต่ละพรรคสุดท้ายแล้วอาจไม่ได้ตามที่วาดหวังเอาไว้ เนื่องจากโครงสร้างระบบการเมืองที่ซับซ้อน มีเงื่อนไขและสูตรในการจัดตั้งรัฐบาลที่ซับซ้อนมากเช่นกัน

ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน การเข้าถึงมวลชนอย่างต่อเนื่องจะกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้แต่ละพรรคมีโอกาสชนะกันในโค้งสุดท้าย จากที่ผ่านมาพบว่ากระแสในโลกโซเชียลสามารถแปลงเข้าสู่คะแนนเสียงจริงที่จับต้องได้เวลาเข้าไปกาบัตรในคูหาเลือกตั้ง โดยมีข้อสังเกตว่าการลงพื้นที่ไม่ใช่เพิ่งทำเมื่อมีการประกาศวันเลือกตั้งแล้ว แต่หลายพรรคสะสมการลงพื้นที่ก่อนหน้านี้มา 1-2 ปีแล้วด้วยซ้ำไป จึงมีทุนสั่งสมอยู่ เพราะฉะนั้น กระแสพรรคและความน่าเชื่อถือนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือ ลูกขยัน เพราะหลายพื้นที่ซึ่งมีบ้านใหญ่ เป็นเขตอิทธิพล ตอนนี้กระแสสู้ลูกขยันได้ลำบาก กลุ่มการเมืองที่มาจากตระกูลการเมืองในระดับบ้านใหญ่ตามภูมิภาคซึ่งเดิมชี้ขาด 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเหลือแค่ 50/50 เท่านั้น
สำหรับพรรคที่กระแสมาแรงอย่างเพื่อไทยและก้าวไกล แน่นอนว่าฐานเสียงทางการเมืองอาจละม้ายคล้ายคลึงกัน คือฝ่ายประชาธิปไตย แต่มันมีข้อแตกต่างอยู่ กล่าวคือ กลุ่มฐานเสียงของเพื่อไทย มีความหลากหลาย และอาจเป็นกลุ่มคนที่เคยได้รับผลประโยชน์จากความสำเร็จของนโยบายพรรคเพื่อไทยในอดีตซึ่งมีกลุ่มการเมืองท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย ส่วนกลุ่มฐานเสียงของก้าวไกล สังเกตได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ที่สำคัญคือเป็นคนที่ชอบความชัดเจนด้านการเมือง นี่คือฐานเสียงเหนียวแน่นของก้าวไกล เพราะฉะนั้นเวลาสู้กัน หากสู้ด้วยความสำเร็จของนโยบาย ก็ต้องให้เพื่อไทย แต่ถ้าแข่งกันในจุดยืนอื่นๆ ก็ต้องก้าวไกล ดังนั้น แม้เป็นฝ่ายประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่ในแง่ ส.ส.เขต จะกลายเป็นคู่แข่งโดยปริยายและมีความสูสี การอยู่ฝ่ายเดียวกันในทางการเมืองไม่ได้ลดความเข้มข้นในการแข่งขันกันในสนามเลือกตั้ง
สำหรับกรณีพรรครวมไทยสร้างชาติ ล่าสุด พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงพื้นที่สงขลา ให้ประชาชนเรียก ‘พี่ตู่’ นั้น ในโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง แต่ละพรรคก็งัดกลยุทธ์ต่างๆ ออกมา แต่พลเอกประยุทธ์ รวมถึงพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เรียกได้ว่าเป็น ‘ชราธิปไตย’ ซึ่งมีความหมายทั้งแง่บวกและลบ ในแง่ลบคือการเกินยุคสมัยไปแล้ว จึงมีความพยายามปรับภาพลักษณ์ให้เข้าถึงง่าย
ส่วนประเด็นเรื่องโพลมีประเด็นที่น่าสนใจคือ กลุ่มคนที่ตอบว่า “ยังไม่ตัดสินใจ” ตัวเลขอยู่ระหว่าง 10-30 เปอร์เซ็นต์ หากพิจารณาเปรียบเทียบแต่ละสำนัก ตัวเลขตรงนี้อาจไม่ได้ตรงกันทุกโพล แต่ชี้ว่าในโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง กลุ่มพรรคการเมืองต้องช่วงชิงตรงนี้ให้ได้ แต่ละพรรคต้องแข่งกันในโค้งสุดท้าย แต่พรรคใดจะมาเป็นอันดับ 1-4 อาจฟันธงได้ไม่ชัดเจนถึงขนาดนั้น

